จากรายงานผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ล่าสุด ตัวเลขผู้มีงานทำในเดือนกรกฎาคม 2552 เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยขยายตัว (MoM) เป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ตัวเลขผู้มีงานยังคงขยายตัวที่ร้อยละ 1.5 ในเดือนก.ค. แต่ชะลอลงเมื่อเทียบกับที่ขยายตัวร้อยละ 2.7 ในเดือนมิ.ย. ขณะที่อัตราการว่างงานก็ขยับลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.2 เทียบกับร้อยละ 1.7 และ 1.4 ในเดือนพ.ค. และมิ.ย. 2552 หรือลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมองว่าปัญหาการว่างงานในไทยน่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว ทั้งนี้ การฟื้นตัวของตลาดแรงงานไทยดังกล่าว น่าจะเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย ตลอดจนมาตรการของภาครัฐที่มีส่วนช่วยชะลอการเลิกจ้าง และลดการว่างงาน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตลาดแรงงานที่ปรับตัวดีขึ้นในเดือนก.ค. ยังมีข้อสังเกตที่น่าสนใจอยู่หลายประการ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้รวบรวมไว้ดังนี้
การจ้างงาน ... ยังไม่ดีขึ้นในทุกภาคอุตสาหกรรม ผู้มีงานทำในเดือนก.ค. มีจำนวน 38.79 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอลงจากเดือนมิ.ย. ที่ขยายตัวถึงร้อยละ 2.7 ซึ่งเป็นผลมาจากการจ้างงานในภาคเกษตรที่หดตัวลง สวนทางกับการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่เติบโตเร่งขึ้น โดยการจ้างงานในภาคเกษตรพลิกกลับมาหดตัวร้อยละ 0.6 ในเดือนก.ค. (YoY) เทียบกับที่ขยายตัวร้อยละ 3.0 ในเดือนมิ.ย.แม้ว่าทั้งผลผลิตและราคาพืชผลจะหดตัวลดลงในเดือนก.ค.ก็ตาม ขณะที่การจ้างงานนอกภาคเกษตรขยายตัวร้อยละ 3.1 ในเดือนก.ค. เทียบกับที่ขยายตัวร้อยละ 2.5 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากเริ่มมีคำสั่งซื้อมากขึ้นในบางอุตสาหกรรม เช่น แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ จึงช่วยชะลอการเลิกจ้าง นอกจากนี้ บางอุตสาหกรรมยังมีการเรียกแรงงานกลับเข้าทำงาน ดังสะท้อนได้จากการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานในสาขาโรงแรมและภัตตาคาร การขนส่งและคมนาคม และการผลิต เป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาโรงแรมและภัตตาคารที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 2.6 แสนคน ทำให้มีการขยายตัวพลิกกลับมาเป็นบวกร้อยละ 11.6 จากที่เคยหดตัวร้อยละ 0.8 ในเดือนมิ.ย. การขนส่งและคมนาคม (พลิกกลับมาขยายตัวร้อยละ 2.2 จากที่เคยหดตัวร้อยละ 6.5 ในเดือนก่อน)
ส่วนผู้มีงานทำในภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่มีสัดส่วนมากถึงเกือบ 1 ใน 4 ของผู้มีงานนอกภาคเกษตรทั้งหมด มีการจ้างงานที่พลิกกลับมาขยายตัวที่ร้อยละ 0.3 ในเดือนก.ค. จากที่เคยหดตัวร้อยละ 1.7 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน โดยการเพิ่มขึ้นดังกล่าวจะเน้นไปที่การผลิต ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโลหะประดิษฐ์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่ายังมีการจ้างงานในบางสาขาย่อยของภาคการผลิตกลับปรับตัวตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อาทิ การผลิตเครื่องแต่งกาย การผลิตอุปกรณ์และเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตยานยนต์ การฟอกและตกแต่งฟอกหนัง เป็นต้น ทำให้ภาพรวมการจ้างงานในช่วง 7 เดือนแรกของภาคอุตสาหกรรมการผลิตยังคงหดตัวถึงร้อยละ 4.0 ซึ่งสอดคล้องกับอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำเพียงร้อยละ 59.0 ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ เทียบกับร้อยละ 67.7 ในปี 2551 นอกจากนี้ ยังมีการจ้างงานในบางสาขาที่ปรับตัวลดลงในเดือนนี้ อาทิ สาขาก่อสร้าง (จากที่เคยขยายตัวร้อยละ 5.6 ในเดือนมิ.ย. พลิกกลับมาหดตัวร้อยละ 2.6) สาขาการค้าส่ง ค้าปลีก (ขยายตัวในอัตราที่ลดลงจากร้อยละ 8.4 ในเดือนมิ.ย. ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.2)
ภาพดังกล่าว สะท้อนว่าการจ้างงานที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นอาจยังไม่กระจายตัวอย่างทั่วถึง โดยอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตเพื่อส่งออก หรืออุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากปัจจัยเฉพาะเจาะจงในช่วงสั้นๆ อาทิความไม่สงบทางการเมืองอย่างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนั้น มีการจ้างงานที่ฟื้นตัวขึ้นก่อนอุตสากรรมอื่น
? ภาวะตลาดยังมีความอ่อนแอ ... แม้รายได้เฉลี่ยต่อเดือนเริ่มหดตัวในอัตราที่ชะลอลง แต่ชั่วโมงการทำงานยังคงลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ จากภาวะการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของแรงงานเริ่มหดตัวในอัตราชะลอลง โดยข้อมูลที่มีการรายงานเป็นรายไตรมาสล่าสุดพบว่า รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของแรงงานโดยรวมหดตัวร้อยละ 1.7 ในไตรมาส 2/2552 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ชะลอลงจากที่หดตัวสูงถึงร้อยละ 6.8 ในไตรมาส 1/2552 (แต่ยังคงต่ำกว่าที่ขยายตัวร้อยละ 5.7 ในไตรมาส 4 ของปี 2551) อย่างไรก็ดี ยังเป็นที่น่าสังเกตว่าการที่รายได้เฉลี่ยต่อเดือนหดตัวลงจากปีก่อนส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่าจ้างขั้นต่ำรายวันไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่กลางปี 2551 รวมถึงสถานประกอบการมีการปรับลดชั่วโมงการทำงานของแรงงานลงหลังเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ส่งผลให้มีแรงงานส่วนหนึ่งเปลี่ยนจากที่เคยเป็นผู้มีงานทำเต็มเวลามาเป็นผู้มีทำงานไม่เต็มเวลา จะเห็นได้จากจำนวนผู้มีงานทำไม่เต็มเวลาเฉลี่ยในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 8.6 (YoY) มากกว่าจำนวนผู้มีงานทำเต็มเวลาเฉลี่ยในช่วงเดียวกันที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.5
ขณะที่ เมื่อพิจารณาการจ้างงาน จำแนกตามชั่วโมงทำงานต่อสัปดาห์ของผู้มีงานทำในเดือนก.ค. 2552 แม้จะพบว่าผู้มีงานทำส่วนใหญ่ทำงานตั้งแต่ 35 ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ทำงานเต็มที่ในเรื่องชั่วโมงทำงาน มีจำนวน 33.18 ล้านคน หรือร้อยละ 85.5 ของผู้มีงานทำในเดือนนี้ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 85.0 ของผู้มีงานทั้งหมดในเดือนมิ.ย. ส่วนผู้มีงานทำที่ทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ทำงานไม่เต็มที่ในเรื่องชั่วโมงทำงาน นับเป็นการว่างงานแฝงลักษณะหนึ่ง มีจำนวน 5.61 ล้านคน หรือร้อยละ 14.5 ของผู้มีงานทำในเดือนก.ค. ลดลงจากร้อยละ 15.0 ของผู้มีงานทำทั้งหมดในเดือนมิ.ย. แต่หากนำมาเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จะเห็นได้ว่าสัดส่วนของผู้มีงานทำเต็มเวลาลดลงร้อยละ 2.2 (จากร้อยละ 87.7 ในเดือนก.ค. 2551 ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 85.5 ในเดือนก.ค. 2552) ขณะที่ผู้มีงานทำที่ทำงานไม่เต็มเวลากลับมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 เช่นกัน (จากร้อยละ 12.3 ในเดือนก.ค. 2551 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 14.5 ในเดือนก.ค. 2552)
ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม ... เริ่มทรงตัว ในส่วนของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานแม้จะเริ่มทรงตัว โดยในเดือนมิ.ย มีจำนวน 189,866 คน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนเพียง 515 คน แต่ยังคงเพิ่มขึ้นมากหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเพียง 64,008 คน ซึ่งสวนทางกับอัตราการว่างงานเดือนมิ.ย. 2552 ที่ลดลงจากร้อยละ 1.7 ในเดือนพ.ค. มาที่ร้อยละ 1.4 ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการขยายระยะเวลาความคุ้มครองแรงงานที่ตกงานจาก 6 เดือนเป็น 8 เดือน ที่เริ่มมีผลตั้งแต่เดือนม.ค. 2552
โดยสรุปแล้ว จากรายงานผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุด ซึ่งตัวเลขผู้มีงานทำในเดือนกรกฎาคม 2552 เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยขยายตัว (MoM) เป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ตัวเลขผู้มีงานยังคงขยายตัวที่ร้อยละ 1.5 ในเดือนก.ค. แต่ชะลอลงเมื่อเทียบกับที่ขยายตัวร้อยละ 2.7 ในเดือนมิ.ย. ขณะที่อัตราการว่างงานก็ขยับลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.2 เทียบกับร้อยละ 1.7 และ 1.4 ในเดือนพ.ค. และมิ.ย. 2552 โดยลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ซึ่งทำให้หลายฝ่ายมองว่าปัญหาการว่างงานของไทยน่าจะถึงจุดต่ำสุดไปแล้ว ทั้งนี้ ภาวะการว่างงานที่ดีขึ้นดังกล่าวน่าจะเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ตลอดจนมาตรการของภาครัฐที่มีส่วนช่วยชะลอการเลิกจ้าง และลดการว่างงาน
แม้ว่าสถานการณ์ตลาดแรงงานในเดือนก.ค. จะปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ยังมีข้อสังเกตที่น่าสนใจอยู่หลายประการ ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สถานการณ์ตลาดแรงงานไทยที่ดีขึ้นอาจยังไม่ทั่วถึงในวงกว้าง โดยแม้การจ้างงานในภาคการผลิตจะพลิกกลับมาขยายตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน แต่ยังมีหลายสาขาย่อยที่สำคัญในอุตสาหกรรมการผลิตที่ยังไม่ฟื้นตัว ส่งผลให้ภาพรวมการจ้างงานของภาคการผลิตในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ การจ้างงานที่เพิ่มขึ้น และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของแรงงานที่เริ่มหดตัวในอัตราที่ชะลอลงมาจากการทำงานต่ำระดับที่เพิ่มขึ้น (ทำงานน้อยกว่าต่ำกว่า 35 ชม.ต่อสัปดาห์) จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ จำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคมยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ เมื่อมองไปข้างหน้าในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าตลาดแรงงานของไทยน่าจะได้รับแรงหนุนต่อเนื่องจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อภาคการผลิต และการส่งออกของไทย ส่งผลต่อเนื่องให้การจ้างงานเต็มเวลามีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น และการว่างงานลดลงต่อเนื่อง แต่ก็คงปฎิเสธไม่ได้ว่าความท้าทายหรือปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น หรือแม้กระทั่งความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ก็ย่อมจะมีผลกระทบไม่ทางตรงก็ทางอ้อมต่อตลาดแรงงานไทยเช่นกัน โดยเฉพาะหากปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นทวีความรุนแรงขึ้นจนนำมาสู่ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยอาจจะกลับมาชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้าอีกครั้ง นั่นหมายความถึงโอกาสที่การฟื้นตัวของการจ้างงานในประเทศอาจขาดความต่อเนื่องได้เช่นเดียวกัน
กระนั้นก็ดี คงต้องยอมรับว่าสถานการณ์แรงงานโดยรวมในเดือนก.ค. ปรับตัวดีขึ้นจริง โดยเฉพาะตัวเลขการว่างงานที่ดูดีขึ้นมากกว่าคาด ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า มีความเป็นไปได้ว่าการว่างงานในรอบนี้อาจใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัวได้เร็วกว่าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ที่กว่าอัตราการว่างงานจะกลับเข้าสู่ระดับก่อนวิกฤตในครั้งนั้นต้องใช้เวลานานถึงเกือบหนึ่งทศวรรษ โดยประเมินว่า อัตราการว่างงานเฉลี่ยในปี 2552 น่าจะอยู่ในกรอบร้อยละ 1.6-1.8 (จากเดิมคาดว่าจะมีอัตราการว่างงานเฉลี่ยร้อยละ 2.1-2.5) ซึ่งดีขึ้น/เท่ากับอัตราการว่างงานเฉลี่ยที่ร้อยละ 1.8 ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ แต่ยังคงสูงกว่าร้อยละ 1.4 ในปี 2551 โดยจำนวนผู้ว่างงานในปี 2552 คาดว่าจะอยู่ในช่วง 6.4-6.8 แสนคน จากในปี 2551 ที่มีผู้ว่างงานอยู่ที่ 5.2 แสนคน