Insight

กระดาษถ่ายเอกสารปี’53 : ขยายตัวร้อยละ 12-15

ในปี 2551 คนไทยมีอัตราการบริโภคกระดาษทุกชนิดเฉลี่ยคนละประมาณ 60 กิโลกรัม ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2550 ประมาณร้อยละ 7 ถึงแม้ว่าจะมีกระแสลดการใช้กระดาษ(Paperless)ในหน่วยงาน และองค์กรธุรกิจต่างๆ เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการสื่อสารรูปแบบใหม่ก็ตาม แต่ส่งผลกระทบกับความต้อ…

ในปี 2551 คนไทยมีอัตราการบริโภคกระดาษทุกชนิดเฉลี่ยคนละประมาณ 60 กิโลกรัม ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2550 ประมาณร้อยละ 7 ถึงแม้ว่าจะมีกระแสลดการใช้กระดาษ(Paperless)ในหน่วยงาน และองค์กรธุรกิจต่างๆ เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการสื่อสารรูปแบบใหม่ก็ตาม แต่ส่งผลกระทบกับความต้องการใช้กระดาษพิมพ์เขียนในงานด้านอื่นๆ อาทิ นิตยสาร สิ่งพิมพ์ต่างๆ ส่วนกระดาษถ่ายเอกสารซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มของกระดาษพิมพ์เขียนกลับยังคงเป็นที่นิยมในหน่วยงานและสถานศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่เจาะจงสำหรับงานเอกสารที่ต้องอาศัยการพิมพ์/เขียน จึงส่งผลให้ปริมาณการใช้กระดาษถ่ายเอกสารของไทยจึงยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากการแข่งขันของผู้ผลิตในธุรกิจกระดาษ ที่ต่างเร่งคิดค้นพัฒนานวัตกรรมในการผลิตผลิตภัณฑ์กระดาษถ่ายเอกสาร เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ที่ไม่เพียงแค่ต้องการกระดาษที่มีความขาว เรียบเนียน พิมพ์เอกสารได้สีที่คมชัด และไม่ติดเครื่องถ่ายเอกสารและเครื่องพิมพ์งานเท่านั้น แต่ด้วยกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบันจึงมีส่วนผลักดันให้ผลิตภัณฑ์กระดาษเพื่อสิ่งแวดล้อมออกสู่ตลาดหลากหลายมากขึ้นด้วย และมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยผู้ผลิตต่างเน้นด้านนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์เป็นจุดแข็งในการทำตลาด จนทำให้กระดาษถ่ายเอกสารพรีเมี่ยมและกระดาษระดับกลาง-ล่างมีสัดส่วนในตลาดกระดาษถ่ายเอกสารเท่าๆกัน และคาดว่าในอนาคตกระดาษถ่ายเอกสารพรีเมี่ยมน่าจะมีสัดส่วนในตลาดเพิ่มสูงขึ้น

ปัจจุบันกระดาษพิมพ์เขียนในประเทศมีมูลค่าตลาดที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งแรกปี 2552 ความต้องการใช้กระดาษพิมพ์เขียนหดตัวลงร้อยละ 10-15 ส่วนกระดาษถ่ายเอกสารมีมูลค่าตลาดประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 7-8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลให้ทั้งปี 2552 ตลาดกระดาษถ่ายเอกสารน่าจะเติบโตได้ที่ประมาณร้อยละ 9-10 จากปีก่อน และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องถึงปี 2553 ให้ขยายตัวได้ที่ประมาณร้อยละ 12-15 หรือมีมูลค่าตลาดในประเทศประมาณ 8,000 ล้านบาท

ภาวะการค้ากระดาษพิมพ์เขียนของไทย ด้านภาพรวมการส่งออกกระดาษพิมพ์เขียนในตลาดโลก ปี 25511 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าประมาณร้อยละ 6-7 และชะลอตัวลงในช่วงต้นปี 2552 โดยคาดว่าในช่วงปลายปี 2552 ถึงต้นปี 2553 ความต้องการบริโภคน่าจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาตามภาวะเศรษฐกิจ โดยประเทศส่งออกหลัก ได้แก่ แคนาดา ฟินแลนด์ เยอรมนี สวีเดน และอินโดนีเซีย ตามลำดับ ซึ่งปี 2551 ไทยส่งออกเป็นมูลค่า 405.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีสัดส่วนในตลาดโลกเพียงร้อยละ 1.6 ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งสิ้น 24,886 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

การส่งออกกระดาษพิมพ์เขียนของไทยในช่วง ม.ค.-ต.ค. ปี 2552 มีปริมาณที่เพิ่มขึ้น แต่คิดเป็นมูลค่าที่ลดลง เนื่องมาจากระดับราคากระดาษในช่วงที่ผ่านมาของปีนี้เฉลี่ยแล้วต่ำกว่าช่วงปีที่แล้ว และคาดว่าทั้งปีปริมาณการส่งออกจะขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 10 จากการฟื้นตัวของตลาดในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก ส่วนทั้งปี 2551ที่ผ่านมา มูลค่าส่งออกและนำเข้าขยายตัวที่ร้อยละ 6.4 และ 20.8 จากปีก่อนหน้า ตามลำดับ

จากความต้องการใช้ในประเทศที่ชะลอตัวลงไปมาก ผู้ผลิตจึงต่างเร่งขยายตลาดส่งออกควบคู่ไปด้วย ตลาดส่งออกสำคัญของไทยจะเป็นประเทศในกลุ่มเอเซียน ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย และประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง อาทิ จีนและอินเดีย โดยเฉพาะอินเดียที่ในช่วงต้นปี 2552 ยังคงมีความต้องการนำเข้ากระดาษพิมพ์เขียนขยายตัวต่อเนื่อง ต่างจากหลายประเทศที่ในช่วงต้นปีนี้ความต้องการนำเข้าชะลอตัวลงไป แต่คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงปี 2553

ปัจจัยหนุน...ที่ส่งผลให้กระดาษถ่ายเอกสารของไทย ยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง เดิมลักษณะของกระดาษถ่ายเอกสารแต่ละยี่ห้อมีความคล้ายคลึงกัน ขณะที่ผู้บริโภคเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญในการเลือกซื้อเท่าใดนัก จนเมื่อช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมาผู้ผลิตกระดาษถ่ายเอกสารเริ่มเล็งเห็นแนวโน้มพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ที่มีความทันสมัยมากขึ้น เริ่มมีความรู้และความสนใจในรายละเอียดต่างๆของผลิตภัณฑ์ ไม่เลือกซื้อเพียงแค่ระดับราคาที่ต่ำกว่าเท่านั้น แต่ตระหนักถึงคุณภาพและความสวยงามของงานพิมพ์มากขึ้น โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย ส่งผลให้สัดส่วนการใช้กระดาษ 80 แกรมที่เดิมมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 30 ของการใช้กระดาษถ่ายเอกสารรวมในประเทศ แต่ต่อมาหลังจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเลือกใช้กระดาษของผู้บริโภคตามกระแสการทำตลาดของผู้ผลิต ทำให้สัดส่วนการใช้กระดาษ 80 แกรมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 60 ของการใช้รวมในประเทศ ดังนั้น ตลาดกระดาษถ่ายเอกสารจึงมีการแข่งขันกันในด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และสามารถเติบโตได้ ขณะที่ภาพรวมความต้องการใช้กระดาษพิมพ์เขียนยังคงชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ

ปัจจัยหนุนที่ทำให้ความต้องการใช้กระดาษถ่ายเอกสารขยายตัวได้ มีดังนี้ 1)แนวโน้มการพัฒนาคุณภาพของประชากรเพิ่มสูงขึ้น จากการให้ความสำคัญด้านการศึกษาของภาครัฐฯ อีกทั้ง การเติบโตของภาคธุรกิจ/หน่วยงาน/องค์กรต่างๆตามการเติบโตของภาคธุรกิจ ทั้งในไทยและทุกประเทศทั่วโลก ยังคงเป็นปัจจัยหนุนให้ความต้องการใช้กระดาษถ่ายเอกสารเติบโตได้ต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าการเติบโตของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันจะส่งผลให้ความต้องการบริโภคกระดาษหลายชนิดชะลอตัวลงก็ตาม เช่น ความต้องการใช้กระดาษพิมพ์หนังสือพิมพ์ กระดาษพิมพ์วารสาร/นิตยสาร กระดาษบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น เนื่องจากลักษณะงานเอกสารหลายประเภทยังมีความจำเป็นต้องจัดพิมพ์ลงกระดาษ หรือการจัดทำเป็นรูปเล่ม เพื่อเป็นหลักฐานในการจัดเก็บ และให้ง่ายต่อการใช้งานหรือเพื่อการเผยแพร่ เป็นต้น

2)การพัฒนาของผลิตภัณฑ์กระดาษถ่ายเอกสารในปัจจุบัน การพัฒนาผลิตภัณฑ์กระดาษจากความต้องการของผู้บริโภคที่ผ่านการใช้งานมาอย่างแท้จริง ทั้งความต้องการกระดาษที่ขาว เรียบเนียน ไม่ติดเครื่องถ่ายเอกสารและเครื่องพิมพ์งาน และสามารถพิมพ์งานได้ทั้งสองหน้าอย่างคมชัด รวมถึงกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั่วโลก ได้ส่งผลให้ผู้ผลิตต่างเร่งคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่รองรับกับกระแสดังกล่าว เนื่องจากการบริโภคกระดาษถือเป็นการใช้ทรัพยากรป่าไม้โดยตรง จึงได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์กระดาษถ่ายเอกสารที่จัดอยู่ในระดับผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมที่หลากหลาย อาทิ กระดาษที่ใช้ส่วนผสมของเยื่อกระดาษรีไซเคิลที่ทำจากกระดาษที่ผ่านการใช้งานมาแล้วนำมาทำความสะอาดคัดแยกสิ่งเจือปนแล้วมาผ่านกระบวนการต้มเยื่อใหม่(Recycle Fiber) ผสมกับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร(Agro Waste Fiber) อาทิ กากอ้อยจากอุตสาหกรรมน้ำตาล ฟางข้าว และมันสำปะหลัง แล้วนำไปผ่านกระบวนการผลิตที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง ก็จะได้เยื่อรีไซเคิลหรืออีโคไฟเบอร์ที่มีคุณภาพสูง สะอาด เมื่อนำไปเป็นส่วนผสมในการผลิตกระดาษรักษ์สิ่งแวดล้อมก็จะได้กระดาษที่สะอาด เรียบเนียน เหนียวทน ดูดซับหมึกพิมพ์ได้ดี ต่างกับในอดีตที่กระดาษรีไซเคิลนั้นจะมีสีน้ำตาลและเนื้อไม่เรียบเนียน แลดูไม่น่าใช้ หรือสามารถนำไปใช้งานได้เฉพาะเพื่อการบรรจุหีบห่อหรืองานที่ไม่ต้องการความสะอาดมากนัก แต่ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้พิมพ์/เขียนในงานเอกสาร/งานที่ต้องการความสวยงาม และงานที่ต้องการความสะอาด นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์กระดาษที่ทำจากเยื่อกระดาษรีไซเคิลทั้งหมด รวมถึงการพัฒนาในรูปแบบต่างๆที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะทาง เช่น กระดาษถ่ายเอกสารที่ใช้เทคโนโลยีในการผลิตขั้นสูงในการจัดเรียงเนื้อเยื่อของกระดาษ ให้มีความขาว คงทน เรียบเนียน เป็นพิเศษมากกว่ากระดาษถ่ายเอกสารธรรมดาทั่วไป และยังมีกระดาษถนอมสายตามีสีนวลตา ช่วยลดการสะท้อนของแสงลงร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับกระดาษขาวปกติ ซึ่งเหมาะสมกับการอ่านเป็นเวลานานๆ

แต่ทั้งนี้ การพัฒนาด้านนวัตกรรมการผลิตของกระดาษถ่ายเอกสารคุณภาพสูงนั้น ต้องอาศัยเครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง จึงทำให้มีต้นทุนการผลิตที่สูงตามไป จึงส่งผลให้ระดับราคาของกระดาษถ่ายเอกสารพรีเมี่ยมสูงกว่ากระดาษธรรมดาทั่วไป โดยมีราคาสูงกว่ารีมละประมาณ 10-25 บาท ผู้ผลิตจึงต้องเน้นการทำการตลาดควบคู่ไปด้วย โดยมีเป้าหมายให้ผู้บริโภคตระหนักในคุณภาพของผลิตภัณฑ์กระดาษพรีเมี่ยมที่แตกต่างจากกระดาษทั่วไป และคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการใช้กระดาษธรรมดาที่มีราคาถูกกว่าแต่อาจเกิดปัญหาระหว่างการใช้งาน อาทิ กระดาษติดเครื่องพิมพ์งาน/เครื่องถ่ายเอกสาร ให้คุณภาพงานพิมพ์ที่ไม่คมชัด รวมทั้งมีเนื้อกระดาษที่ไม่เรียบเนียน ทำให้งานพิมพ์นั้นขาดความน่าเชื่อถือ เป็นต้น เพราะจะทำให้เกิดการสิ้นเปลืองในการใช้กระดาษ หรืออาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงเครื่องพิมพ์งาน/เครื่องถ่ายเอกสารภายหลัง

3)การปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการอย่างครบวงจรของผู้ผลิต จากภาวะตลาดที่ชะลอตัวลง นอกจากที่ผู้ผลิตจะเร่งพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์แล้ว การพัฒนารูปแบบการให้บริการที่ครบวงจรยังเป็นการช่วยดึงดูดลูกค้าด้วยเช่นกัน เนื่องจากสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว อาทิ บริการส่งผลิตภัณฑ์ภายในระยะเวลาที่รวดเร็วกรณีที่มีความต้องการใช้อย่างเร่งด่วน ถึงแม้ว่าจะเป็นการสั่งในจำนวนเล็กน้อยก็ตาม หรือการพัฒนาเปิดศูนย์บริการถ่ายเอกสารด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย รวมถึงการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆในการจัดซื้อกระดาษเพื่อใช้ในสำนักงานฯ เป็นต้น

4)พัฒนาการเพาะปลูกป่าไม้เชิงพาณิชย์ ปัจจุบันผู้ผลิตในอุตสาหกรรมกระดาษได้มีการพัฒนาส่งเสริมการปลูกป่าเชิงพาณิชย์ ภายใต้กระบวนการจัดการสวนป่าอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลจากเปลือกไม้/ฝุ่นไม้ที่เหลือจากกระบวนการผลิต/เศษตะกอนจากน้ำทิ้งของโรงงานกระดาษและเยื่อกระดาษ เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตควบคู่กับการใช้ถ่านหินคุณภาพสูง โดยผู้ผลิตจะยึดแนวทางการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาชุมชนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เป็นที่ยอมรับแก่สังคมและชุมชนในพื้นที่ ตลอดจนผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นความได้เปรียบในการสร้างความแข็งแกร่งของยี่ห้อผลิตภัณฑ์เพื่อก้าวสู่ตลาดโลกต่อไป

อย่างไรก็ดี ยังคงมี ปัจจัยพึงระวังของธุรกิจกระดาษถ่ายเอกสาร ที่ผู้ผลิตควรให้ความสำคัญ และเตรียมหาแนวทางรับมือ มีดังนี้

1)การพัฒนาของสื่ออิเล็กทรอนิกส์และสื่อออนไลน์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความต้องการใช้กระดาษพิมพ์งาน/พิมพ์หนังสือ/หนังสือพิมพ์/วารสาร/นิตยสารมีจำนวนลดลง แต่ทั้งนี้ อาจส่งผลกระทบเพียงบางส่วน เพราะยังคงมีความต้องการใช้ในกลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสื่อสารได้ รวมถึงผู้บริโภคในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

2)ความผันผวนของราคาวัตถุดิบในตลาดโลก ในช่วงครึ่งหลังปี 2552 ราคากระดาษพิมพ์เขียนปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ตันละ 800-900 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสูงกว่าช่วงต้นปีประมาณร้อยละ 14.3 เป็นผลจากความต้องการบริโภคกระดาษในตลาดโลกที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ขณะเดียวกันในปี 2553 จีนมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตกระดาษมาอยู่ที่ 2 ล้านตัน จึงส่งผลให้แนวโน้มราคาเยื่อกระดาษในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และมีผลต่อต้นทุนการผลิตของผู้ผลิตของไทยเช่นกัน เนื่องจากสัดส่วนต้นทุนในการผลิตกระดาษถ่ายเอกสารนั้นเป็นวัตถุดิบที่ประกอบด้วย เยื่อใยยาว เยื่อใยสั้น แคลเซียมคาร์บอเนต และแป้งมัน ถึงร้อยละ 80 ซึ่งไทยยังจำเป็นต้องมีการนำเข้าเยื่อใยยาวจากต่างประเทศ เนื่องจากไม่สามารถผลิตได้เองจากไม้ในประเทศ ดังนั้น ปัจจัยด้านวัตถุดิบจึงเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตควรศึกษาผลกระทบล่วงหน้า เพื่อเตรียมปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับการปรับราคาของวัตถุดิบในตลาดโลกต่อไป

สรุป การคิดค้นนวัตกรรมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กระดาษถ่ายเอกสาร ประกอบกับแนวโน้มการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงขึ้นในปัจจุบันของผู้ผลิต ที่ต่างเร่งทำการโฆษณา โดยเน้นชูความแตกต่างด้านนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคให้ตระหนักถึงคุณค่าและคุณภาพที่แตกต่าง และยอมจ่ายเงินที่สูงกว่าการซื้อกระดาษถ่ายเอกสารทั่วไป เห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศที่หันมานิยมใช้กระดาษถ่ายเอกสารที่มีความหนา 80 แกรมมากขึ้น ซึ่งมีสัดส่วนการบริโภคในตลาดประมาณร้อยละ 60 มากกว่าในอดีตเป็นเท่าตัว และยังมีแนวโน้มที่จะครองส่วนแบ่งในตลาดมากขึ้นด้วย ยิ่งเป็นการผลักดันให้เกิดกระแสตลาดรูปแบบใหม่ของกระดาษถ่ายเอกสาร ให้มีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดที่หลากหลาย ด้วยการพัฒนาด้านวัตถุดิบจากวัสดุเหลือใช้ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของระดับราคาวัตถุดิบในตลาดโลก การพัฒนาระบบจัดการส่วนป่าเชิงพาณิชย์ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเยื่อกระดาษป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตกระดาษ และระบบการจัดการควบคุมมลภาวะ/การปล่อยของเสียสู่ชุมชนโดยรอบ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์นั้นสามารถตอบสนองผู้บริโภคได้ทุกรูปแบบการใช้งาน และยึดแนวทางการผลิตกระดาษที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน ส่วนด้านปัจจัยหนุนอื่นๆที่มีนอกเหนือจากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแล้ว อาทิ แนวโน้มการพัฒนาด้านการศึกษาของประชากรที่ได้รับการส่งเสริมโดยภาครัฐที่มีผลให้ความต้องการใช้กระดาษในการพิมพ์หนังสือ/การถ่ายเอกสาร/กระดาษสมุดขยายตัวต่อเนื่อง อีกทั้ง การเร่งทำการตลาดของผู้ผลิตที่มุ่งเน้นให้ผู้บริโภคตระหนักถึงคุณภาพที่แตกต่างของตัวผลิตภัณฑ์ รวมถึงแนวโน้มของระดับราคาเครื่องถ่ายเอกสาร/คอมพิวเตอร์/เครื่องใช้สำนักงานที่ถูกลงในปัจจุบัน ล้วนทำให้คาดการณ์ได้ว่าทั้งปี 2552 ตลาดกระดาษถ่ายเอกสารในประเทศจะเติบโตได้ที่ประมาณร้อยละ 9-10 จากปีก่อน และส่งผลต่อเนื่องถึงปี 2553 ให้ขยายตัวได้ที่ประมาณร้อยละ 12-15 หรือมีมูลค่าตลาดในประเทศประมาณ 8,000 ล้านบาท

แต่ทั้งนี้ยังมีประเด็นที่ผู้ผลิตกระดาษถ่ายเอกสารและผู้ผลิตกระดาษทุกชนิดต้องจับตา เพื่อเตรียมวางแผนการผลิตอย่างเหมาะสม ได้แก่ ความผันผวนของราคาวัตถุดิบที่เริ่มมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการบริโภคตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมาจากความต้องการบริโภคกระดาษที่ฟื้นตัว อีกทั้ง การที่จีนมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตกระดาษมาอยู่ที่ 2 ล้านตันในปีหน้า คาดว่าน่าจะส่งผลให้ราคาเยื่อกระดาษในปีหน้าปรับตัวสูงขึ้นอีก นอกจากนี้ ปัจจัยด้านการพัฒนาของสื่ออิเล็กทรอนิกส์และสื่อออนไลน์ในระยะยาว ที่ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถแทนที่สื่อสิ่งพิมพ์กระดาษได้ทั้งหมด แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการบริโภคลดลงในบางผลิตภัณฑ์ เช่น เอกสารงานพิมพ์ สื่อหนังสือพิมพ์ วารสาร/นิตยสาร กับเฉพาะบางกลุ่มผู้บริโภคที่เข้าถึงสื่อเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม กระดาษถ่ายเอกสารก็ยังจะสามารถเติบโตควบคู่กันกับการขยายตัวของการใช้คอมพิวเตอร์ทั้งในครัวเรือนและสำนักงานต่างๆต่อไป