Insight

แผ่นดินไหวในชิลีดันราคาทองแดงครึ่งแรกปี 53 เพิ่มขึ้น

หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงขนาด 8.8 ริกเตอร์ ในประเทศชิลี เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกระหว่างนักลงทุนต่อการซื้อขายทองแดงในตลาด เนื่องจากชิลีเป็นประเทศผู้ผลิตทองแดงขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีปริมาณการผลิตต่อปีสูงถึงประมาณ 1 ใน 3 ของ…

หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงขนาด 8.8 ริกเตอร์ ในประเทศชิลี เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกระหว่างนักลงทุนต่อการซื้อขายทองแดงในตลาด เนื่องจากชิลีเป็นประเทศผู้ผลิตทองแดงขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีปริมาณการผลิตต่อปีสูงถึงประมาณ 1 ใน 3 ของการผลิตทั้งโลก ซึ่งความกังวลต่อภาวะอุปทานที่อาจจะตึงตัวนี้ ทำให้ราคายุติ (settlement price) ของทองแดงที่ซื้อขายกันในตลาด LME หรือ ตลาดซื้อขายโลหะในลอนดอน วันที่ 1 มีนาคม ซึ่งเป็นวันเปิดตลาดวันแรกหลังเหตุการณ์ปรับพุ่งขึ้นทันทีร้อยละ 3.7 ไปสู่ระดับ 7,335 ดอลลาร์ฯต่อตัน หลังจากราคายุติในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ อยู่ที่ 7,072 ดอลลาร์ฯต่อตัน ซึ่งทิศทางการขึ้นราคานี้ก็ยังคงดำเนินต่อเนื่องมาอีกหลายวัน หลังภาวะอาฟเตอร์ช็อกที่ยังมีเกิดขึ้นตามมา และความกังวลของนักลงทุนที่ยังไม่คลี่คลาย

ราคาทองแดงที่ปรับขึ้นสูงในรอบนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ได้มีการทยอยลดลงไปในช่วงก่อนหน้าหลังจีนออกมาตรการควบคุมสินเชื่อสำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อควบคุมความร้อนแรงของภาวะเงินเฟ้อในประเทศ และความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีน ประกอบกับการเข้ามาซื้อขายสัญญาทองแดงของกลุ่มนักลงทุนเก็งกำไรในตลาดในช่วงที่เศรษฐกิจยังคงมีความเสี่ยงจากภาวะความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ราคาทองแดงตั้งแต่ต้นปีมีความผันผวนค่อนข้างมาก ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องไม่มากก็น้อยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้วิเคราะห์เกี่ยวกับทิศทางราคาทองแดงในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 โดยมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

ราคาทองแดงในตลาดโลกผันผวนค่อนข้างมากตั้งแต่ช่วงต้นปี 2553

ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2551 ราคาทองแดงที่เคยปรับพุ่งขึ้นไปสูงถึงเกือบ 9,000 ดอลลาร์ฯต่อตัน ได้ทยอยปรับลดลงหลังเศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับภาวะถดถอยอันเนื่องมาจากวิกฤติการเงินในสหรัฐฯ จนกระทั่งปรับลดลงถึงระดับต่ำสุดที่ 2,770 ดอลลาร์ฯต่อตัน ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2551 ก่อนจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้งอย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่ช่วงต้นปี 2552 จนกระทั่งกลับขึ้นมาสู่ระดับสูงสุดของรอบที่ 7,685 ดอลลาร์ฯต่อตัน ณ วันที่ 11 มกราคม 2552 และกลับมาปรับลดลงอีกครั้ง หลังจีนประกาศมาตรการคุมเข้มด้านสินเชื่อในประเทศ จนราคาได้ปรับลดลงอย่างรวดเร็วไปสู่ระดับ 6,200 ดอลลาร์ฯต่อตัน ซึ่งเป็นระดับราคาที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 4 เดือน อย่างไรก็ตามช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดแผ่นดินไหวในชิลีราคาทองแดงเองก็ได้กลับมาปรับขึ้นโดยการเข้ามาซื้อของนักลงทุนเก็งกำไร หลังตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มมีภาวะที่ดีขึ้น และปัญหาการขาดดุลงบประมาณของบางประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป โดยเฉพาะ กรีซ เริ่มมีทีท่าคลี่คลายลง ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ทำให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงต้นปี ราคาทองแดงมีความผันผวนค่อนข้างมาก

แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน หลังประเทศชิลีเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงขนาด 8.8 ริกเตอร์ ซึ่งแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้ทำให้กำลังการผลิตทองแดงของชิลี ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่สุดของโลก ต้องหยุดชะงักชั่วคราวถึงประมาณ 1 ใน 5 ส่งผลให้ราคาทองแดงพุ่งขึ้นทันที เมื่อตลาดซื้อขายเปิดทำการในวันจันทร์ที่ 1 มีนาคม 2553 และแม้ว่าเหมืองทองแดงขนาดใหญ่อย่างน้อย 2 แห่ง ในพื้นที่พิบัติภัย จะสามารถเริ่มดำเนินการได้อีกครั้ง ในเวลาอีก 48 ชั่วโมงต่อมา รวมถึงมีการยืนยันในเวลาต่อมาว่าปริมาณทองแดงที่ส่งออกจะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเหมืองมีสต็อกทองแดงเพียงพอสำหรับการส่งออก และการผลิตสามารถกลับเข้ามาสู่ภาวะปกติก็ตาม นักลงทุนและนักวิเคราะห์หลายฝ่ายต่างยังคงคาดการณ์ว่าราคาทองแดงในตลาดโลก จะยังมีแนวโน้มจะขยับสูงขึ้นอีก เนื่องจากยังคงมีภาวะอาฟเตอร์ช็อกเกิดขึ้นตามมาอยู่ และเหมืองทองแดงยังคงได้รับผลกระทบกับปัญหาไฟฟ้าดับ และเส้นทางขนส่งที่เชื่อมต่อกับเหมืองซึ่งถูกทำลาย ขณะเดียวกัน ล่าสุดยังเกิดแผ่นดินไหวขนาดรุนแรงที่ไม่ใช่อาฟเตอร์ช็อกขึ้นอีกระลอกในระยะไม่ห่างจากเมืองคาลามา ซึ่งเป็นที่ตั้งของเหมืองแร่ทองแดงขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สถานการณ์แผ่นดินไหวที่ยังคงมีโอกาสปะทุขึ้นมาได้อยู่ตลอดในระยะนี้ ยิ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนความกังวลของนักลงทุน และอาจกดดันให้ราคาทองแดงยังคงมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นต่อไปอีก

แผ่นดินไหวในชิลีดันราคาทองแดงให้มีแนวโน้มปรับขึ้น แม้มีแรงฉุดจากอุปสงค์ในจีน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าราคาทองแดงในตลาดโลกช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ในระยะต่อจากนี้ไป มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังคงมีปัจจัยกดดันอยู่ โดยตัวแปรสำคัญที่จะมีผลต่อทิศทางราคามีดังต่อไปนี้ อุปทานทองแดงในตลาดอาจตึงตัวจากปัญหาแผ่นดินไหวในชิลี เนื่องจากชิลีเป็นประเทศผู้ผลิตทองแดงขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยล่าสุดในปี 2552 ที่ผ่านมา ชิลีสามารถผลิตทองแดงได้ถึง 5.3 ล้านตัน คิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณผลิตทั่วโลกที่ 15.8 ล้านตัน ดังนั้นการเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในรอบ 50 ปี ของชิลี รวมถึงอาฟเตอร์ช็อกที่อาจเกิดขึ้น และการเกิดแผ่นดินไหวซ้ำตามมาอีกนี้ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการผลิต และการขนส่งทองแดงออกสู่ตลาดโลก เนื่องจากแผ่นดินไหวทำให้ระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า และเส้นทางขนส่ง ในประเทศได้รับความเสียหาย ซึ่งประธานาธิบดีมิเชล บาเชเลต ของชิลี ได้ออกมากล่าวว่าชิลีอาจต้องใช้เวลา 3 ถึง 4 ปี ในการบูรณะประเทศขึ้นใหม่จากความเสียหายในครั้งนี้ ซึ่งปัจจัยต่างๆดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลต่อปริมาณอุปทานทองแดงในตลาดโลกที่อาจจะลดลงได้

อย่างไรก็ตาม ราคามีแรงฉุดจากความกังวลว่ามาตรการควบคุมสินเชื่อจีน จะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ทองแดง โดยเป็นผลจากมาตรการควบคุมสินเชื่อในโครงการอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการใช้ทองแดงในอุตสาหกรรมก่อสร้างและเครื่องใช้ไฟฟ้าอาจเติบโตน้อยลงกว่าที่เคยมีการคาดการณ์ไว้ ว่าจะเติบโตตามทิศทางเศรษฐกิจประเทศที่ยังคงมีการขยายตัวสูงอยู่ นอกจากนี้อุตสาหกรรมผลิตกระแสไฟฟ้าซึ่งมีสัดส่วนการใช้ทองแดงถึงร้อยละ 60 ของทั้งประเทศจีน ก็เริ่มส่งสัญญาณการซื้อทองแดงที่ลดลงด้วย ปัจจัยดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อความต้องการทองแดงในตลาดโลกที่ลดลง เนื่องจากจีนเป็นประเทศผู้บริโภคทองแดงขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ถึงประมาณเกือบ 1 ใน 3 ของการบริโภคทั่วโลก ส่งผลทำให้ล่าสุดปริมาณสต็อกในตลาด LME ในเดือนกุมภาพันธ์ ได้ปรับเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับ 551,250 ตัน ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบเกือบ 7 ปี

สถานการณ์ราคาในระยะต่อไปจึงขึ้นอยู่กับระยะเวลาของผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในชิลีต่อการผลิตทองแดง และทิศทางเศรษฐกิจจีนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามจากภาวะเศรษฐกิจที่มีทิศทางฟื้นตัวดีขึ้น และความกังวลต่อปัญหาการขาดดุลงบประมาณมหาศาลของประเทศกรีซที่ลดลง ส่งผลให้ในระยะนี้นักลงทุนมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อเศรษฐกิจ จึงมีแนวโน้มผันการลงทุนจากเดิมที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปเงินดอลลาร์ฯ เพื่อลดความเสี่ยงในช่วงเศรษฐกิจมีปัญหา มาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นเพื่อทำกำไร โดยเฉพาะในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งทองแดงก็เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ตลาดให้ความสนใจ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาทองแดงมีการปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาทองแดงในระยะต่อไปมีโอกาสปรับขึ้นได้มาก จากปัจจัยบวกทั้งผลกระทบของแผ่นดินไหวในชิลี และภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น แม้จะมีปัจจัยฉุดรั้งการปรับขึ้นราคาทองแดงในตลาดโลกจากอุปสงค์ในจีนก็ตาม

โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 นี้ ราคาทองแดงจะอยู่ในช่วงขาขึ้นโดยได้รับแรงกระตุ้นจากความคาดหวังของนักลงทุนต่อราคาที่เพิ่มขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อีกทั้งยังมีปัญหาผลกระทบจากแผ่นดินไหวในชิลีเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งนักวิเคราะห์บางสถาบันได้คาดการณ์ไว้ว่า ผลของกรณีแผ่นดินไหวในชิลีนี้ อาจทำให้เกิดความตื่นตระหนกในตลาด และส่งผลให้ราคาทองแดงพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 8,000 ดอลลาร์ฯต่อตันได้ อย่างไรก็ตาม มาตรการควบคุมสินเชื่อของจีน รวมทั้งการทยอยลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจจีนเติบโตชะลอลงกว่าที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ไว้ อาจเป็นปัจจัยที่ฉุดให้ราคาทองแดง แม้ว่ามีแนวโน้มอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ก็ไม่อาจพุ่งขึ้นไปได้ในระดับดังเช่นในปี 2551 ที่เพิ่มขึ้นไปสูงถึงกว่า 9,000 ดอลลาร์ฯต่อตัน และปัจจัยอุปสงค์ที่ชะลอตัวของจีนดังกล่าวนี้ก็คาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องไปยังช่วงครึ่งหลังของปีนี้ด้วย โดยมีปัจจัยความคาดหวังและความกังวลต่อภาวะการฟื้นตัวของภาคการผลิตและการบริโภคในตลาดจีนและสหรัฐฯ ของกลุ่มนักลงทุนที่เก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นปัจจัยส่งผลให้ราคาในระยะสั้นมีการผันผวน

เนื่องจากทองแดงเป็นโลหะหนึ่งที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมต่างๆทั่วโลกนอกเหนือจากเหล็กและอลูมิเนียม ความผันผวนของราคาดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบโดยตรงในด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นต่ออุตสาหกรรมการผลิตที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นผู้ใช้ทองแดงในสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณการใช้ทองแดงทั้งหมดในประเทศ นอกจากนี้ยังมีผลต่ออุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์โลหะประเภทแผ่นทองแดงและทองเหลือง ท่อหรือวาวล์ อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล อุตสาหกรรมก่อสร้างและงานหล่อ เป็นต้น

ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมจึงควรต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ราคาที่อาจเปลี่ยนแปลงอย่างผันผวน ซึ่งในระยะนี้เป็นช่วงที่ราคามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตที่มีการสต็อกทองแดง หรือทำการซื้อขายสัญญาไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วอาจได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ต่ำ อย่างไรก็ตามในระยะครึ่งปีแรกนี้ควรวางแผนการซื้อขาย และสต๊อกสินค้าทองแดงในระยะสั้น ตามช่วงจังหวะการปรับลดลงของราคาตามความผันผวนที่คาดว่าจะมีเกิดขึ้นเป็นระยะ จากทิศทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอน นอกจากนี้ยังควรติดตามประเด็นเกี่ยวกับผลกระทบจากการเกิดแผ่นดินไหว รวมถึงภาวะอาฟเตอร์ช็อกที่อาจจะเกิดขึ้นซ้ำอีกในประเทศชิลี ซึ่งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญในระยะนี้ต่อการปรับเพิ่มขึ้นของราคาทองแดง รวมถึงติดตามภาวะอุปสงค์ทองแดงในตลาดจีน และตัวเลขเศรษฐกิจที่บ่งชี้ภาคการผลิตและการบริโภคในจีนและสหรัฐฯ ซึ่งความเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆนี้เหล่านี้อาจส่งผลทำให้ราคาทองผันผวน ซึ่งในช่วงที่ราคาปรับลดลงในระยะสั้น อาจจะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการให้เข้าไปซื้อสัญญาทองแดงในตลาดได้