People / Management

‘October Theory’ ทฤษฎีที่ชวนรีเซ็ตชีวิต ตัดสิ่งที่ไม่ใช่ แล้วเริ่มต้นใหม่แบบไม่ต้องรอ 1 ม.ค.

หากลองสังเกตตัวเองหรือเลื่อนดูหน้าฟีดโซเชียลมีเดียในช่วงนี้ คุณอาจจะพบว่ามีผู้คนมากมายลุกขึ้นมาอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างน่าประหลาดใจ สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือ ‘October Theory’ หรือ ‘ทฤษฎีตุลาคม’ ซึ่งเป็นที่นิยมและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์

shutterstock_2833122355.jpg

ทฤษฎีนี้เกิดจากการสังเกตว่า เดือนตุลาคมมักจะเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนเกิดความรู้สึกอยากปรับเปลี่ยนตัวเอง หรือเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรมเดิมๆ การตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ที่ไม่ดี หรือการลุกขึ้นมาตั้งเป้าหมายใหม่สำหรับอนาคตที่ดีกว่า

ความน่าสนใจของ October Theory คือการมองว่าเดือนตุลาคมและช่วงปลายปีเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การ ‘รีเซ็ต’ ชีวิตใหม่ เหมือนกับการสร้าง mini New Year ขึ้นมา ก่อนที่ปีจะจบลงจริงๆ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องตั้งตารอให้ถึงวันที่ 1 มกราคมเสมอไป

ดังนั้น หลายคนจึงมักใช้ช่วงเวลานี้เป็นจุดเริ่มต้นแห่งพลังและความหวัง ในการลงมือทำสิ่งที่เคยผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจเปลี่ยนงาน การหันมาออกกำลังกาย การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งการเปิดรับความสัมพันธ์ครั้งใหม่

ซึ่งแรงบันดาลใจเหล่านี้สอดคล้องกับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาทบทวนตัวเองเมื่อรับรู้ว่าปีนี้กำลังจะผ่านไป การได้รับแรงบันดาลใจจากเทศกาลปลายปีอย่างฮาโลวีนหรือวันขอบคุณพระเจ้า

รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติในหลายๆ ประเทศที่มีฤดูใบไม้ร่วง อากาศที่เริ่มเย็นลงและใบไม้ที่เปลี่ยนสีล้วนส่งสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้มีฤดูใบไม้ร่วง แต่เราก็สามารถนำความหมายของช่วงเวลานี้มาเป็นหมุดหมายในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้เช่นกัน

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ทฤษฎีนี้ได้รับความสนใจ คือกรอบเวลา 90 วันก่อนสิ้นปี ซึ่งนับตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนธันวาคม ระยะเวลานี้ถือว่ามากพอที่จะทำให้เราได้เห็นผลลัพธ์แรกเริ่มของการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังไม่สายเกินไปสำหรับการตั้งเป้าหมายใหม่

นอกจากนี้ การลุกขึ้นมาตั้งเป้าหมายในเดือนตุลาคมยังช่วยลดความกดดันได้ดีกว่าการไปตั้งเป้าหมายในวันปีใหม่ เนื่องจากหลายคนมักจะท้อถอยอย่างรวดเร็วจากการตั้งเป้าหมายในเดือนมกราคม เนื่องจากต้องแบกรับความคาดหวังที่สูงจนเกินไป

ขณะที่การเริ่มต้นในเดือนตุลาคมให้ความรู้สึกเบาสบายและเป็นธรรมชาติมากกว่า ประกอบกับการรับรู้ว่าเวลากำลังจะหมดลงยังกลายเป็นแรงกระตุ้นชั้นดีที่ช่วยให้เราเร่งลงมือทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ทันที

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่า October Theory ไม่ใช่ทฤษฎีทางวิชาการที่มีงานวิจัยรองรับอย่างเป็นระบบ แต่เป็นเทรนด์บนโซเชียลมีเดียและแนวคิดเชิงพัฒนาตนเองเท่านั้น

ดังนั้น เราจึงไม่ควรกดดันตัวเองมากจนเกินไป หรือการตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่จนเกินไป อาจเปลี่ยนแรงบันดาลใจให้กลายเป็นภาระหนักอึ้งและนำไปสู่ความล้มเหลวได้ เพราะหัวใจแท้จริงของการปรับเปลี่ยนชีวิตไม่ใช่ความเร็วหรือขนาดของเป้าหมาย แต่คือความสม่ำเสมอ

หากคุณอยากลองใช้พลังของเดือนตุลาคมนี้ในการเริ่มต้นใหม่ ลองเลือกลงมือทำจากจุดเล็กๆ เพียง 1 ถึง 2 เรื่องที่มีความหมายกับตัวเองจริงๆ และสามารถเห็นผลได้ในกรอบเวลา 90 วัน เช่น การขยับร่างกายวันละนิด หรือการอ่านหนังสือวันละไม่กี่หน้า

เพราะการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่สามารถทำได้จริงในทุกๆ วัน ย่อมมีคุณค่าและสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้มากกว่าความตั้งใจยิ่งใหญ่ที่ไม่สามารถลงมือทำได้จริง

.

ที่มา

.

https://medium.com/@shgnkatiyar2000/the-october-theory-what-nature-teaches-us-about-strategy-and-alignment

.

https://elle/life-culture/the-october-theory-12619082