การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและตลาดแรงงานกำลังทำให้การเรียนรู้กลายเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องตลอดชีวิต จากเดิมที่คนส่วนใหญ่ใช้เวลาในระบบการศึกษาเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ก่อนนำความรู้ไปประกอบอาชีพ ปัจจุบันการทำงานระยะยาวกลับต้องอาศัยการพัฒนาทักษะใหม่อยู่เสมอ ทั้งเพื่อปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีและรองรับการเปลี่ยนแปลงของอาชีพ
ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่า ภายในปี 2030 ทักษะที่คนทำงานมีอยู่ราว 39% อาจล้าสมัย สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การเรียนรู้หลังสำเร็จการศึกษามีความสำคัญมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้เรียนจำนวนหนึ่งก็ไม่ได้ต้องการกลับเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญา แต่ต้องการความรู้ที่นำไปใช้กับการทำงานได้โดยตรง
นี่เป็นจุดตั้งต้นของ Chula XL หรือวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเข้ามารองรับผู้เรียนที่ต้องการ Upskill และ Reskill โดยเฉพาะ ก่อนต่อยอดสู่ Chula XL Hub แพลตฟอร์มบริหารจัดการการเรียนรู้ที่รวบรวมหลักสูตรจากคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ ศิษย์เก่า และพันธมิตรไว้ในระบบเดียว
ศ. ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า การจัดตั้ง Chula XL เกิดจากการที่มหาวิทยาลัยมองเห็นว่าผู้ที่ต้องการองค์ความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนิสิตในระบบอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงบัณฑิตที่ทำงานไปแล้วและต้องการพัฒนาทักษะเพิ่มเติม โดยไม่จำเป็นต้องกลับมาเรียนปริญญาตามรูปแบบเดิม
“จุดเปลี่ยนสำคัญคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตระหนักว่าองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยมีคุณค่าเกินกว่าพันธกิจเดิมที่เน้นการผลิตบัณฑิต เมื่อระบบการศึกษาเปลี่ยนไป เราพบว่าผู้เรียนของเราไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนิสิตอีกต่อไป”
สำหรับ Chula XL Hub จึงเป็นเครื่องมือที่ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถจัดการและส่งต่อองค์ความรู้ไปยังผู้เรียนกลุ่มใหม่ได้อย่างเป็นระบบ โดยขยายการเข้าถึงจากห้องเรียนและคณะต่าง ๆ ไปสู่ประชาชนทั่วไป รวมถึงองค์กรที่ต้องการพัฒนาบุคลากร
จากแพลตฟอร์มรวมคอร์ส สู่ระบบพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง
Chula XL Hub เปิดให้ผู้เรียนเข้าถึงหลักสูตรผ่านเว็บไซต์ โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน มีทั้งคอร์สเรียนด้วยตนเองแบบ On-Demand คอร์สฟรี และคอร์สที่มีค่าใช้จ่าย ครอบคลุม 6 กลุ่มความรู้ ได้แก่ Digital & AI, Engineering & Technology, Languages & Global Communication, Life Skills & Society, Health & Well-being และ Creative & Culture
หลักสูตรแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ General Course ซึ่งเป็นองค์ความรู้จากคณาจารย์จุฬาฯ และ Signature Course ซึ่งรวบรวมประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญและศิษย์เก่าที่มีความรู้ในแต่ละวงการ โดยผู้เรียนสามารถเลือกหลักสูตรตามความสนใจและระดับความรู้ของตนเอง
อย่างไรก็ตาม แนวทางของ Chula XL ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเปิดให้เรียนเป็นรายวิชา แต่ต้องการพัฒนาระบบที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถต่อยอดความรู้ได้เป็นลำดับ ผ่านแนวคิด Learner-Centered หรือการออกแบบการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ศ. ดร.พลกฤษณ์ กล่าวว่า ระบบจะบันทึกประวัติว่าผู้เรียนแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มผ่านหลักสูตรใดมาแล้ว และได้รับการพัฒนาทักษะด้านใดบ้าง ก่อนนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อแนะนำหลักสูตรที่เหมาะสมกับการพัฒนาต่อไป เรียกว่า Learning Pathway
ตัวอย่างเช่น ผู้เรียนที่ผ่านหลักสูตร AI มาแล้วสองด้าน อาจได้รับคำแนะนำให้เรียนเพิ่มเติมในด้านที่ยังขาด เพื่อให้สามารถพัฒนาทักษะได้ครบถ้วนมากขึ้น แทนที่จะต้องค้นหาหลักสูตรใหม่ด้วยตัวเองทุกครั้ง
นอกจากนี้ หลักสูตรในหัวข้อเดียวกันยังสามารถแบ่งระดับเป็น Beginner, Intermediate และ Advanced เพื่อรองรับผู้เรียนที่มีพื้นฐานต่างกัน โดยผู้สอนจะเป็นผู้กำหนดขอบเขตและเนื้อหาที่เหมาะสมกับแต่ละระดับ
แนวทางดังกล่าวทำให้การพัฒนาหลักสูตรต้องคำนึงถึงทั้งคุณภาพทางวิชาการและเส้นทางการเรียนรู้ของผู้เรียน ตั้งแต่การเริ่มต้นเรียนรู้ทักษะพื้นฐาน ไปจนถึงการต่อยอดความรู้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายส่วนบุคคลหรือการทำงาน
อีกองค์ประกอบหนึ่งคือ Lifelong Learner ID หรือ CXL ID ซึ่งเปิดให้ผู้เรียนสะสมประวัติการเรียนรู้ ใบรับรอง และใบประกาศนียบัตรไว้ภายใต้ตัวตนเดียว โดยจุฬาฯ วางแนวทางให้ข้อมูลเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงกับระบบคลังหน่วยกิตในอนาคต ตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ใบรับรองและผลการเรียนรู้แต่ละหลักสูตรยังเป็นไปตามเงื่อนไขของหลักสูตรนั้น ๆ ส่วนการเทียบโอนหน่วยกิตต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการเรียนจบคอร์สออนไลน์
ต้นทุนหลักสูตรหลักแสนบาท ต้องบริหารจำนวนผู้เรียนให้คุ้มค่า
การขยายองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยไปสู่ประชาชนในวงกว้างยังต้องอาศัยการบริหารต้นทุนและการเลือกรูปแบบการเรียนรู้ให้เหมาะสม เพราะการผลิตหลักสูตรออนไลน์เต็มรูปแบบมีค่าใช้จ่าย ทั้งการออกแบบเนื้อหา การถ่ายทำวิดีโอ และการจัดทำสื่อประกอบการเรียน
ศ. ดร.พลกฤษณ์ ระบุว่า การผลิตวิดีโอหนึ่งชุดวิชาใช้งบประมาณประมาณ 300,000–500,000 บาท ทำให้การพัฒนาหลักสูตรต้องพิจารณาจำนวนผู้เรียนที่คาดว่าจะเข้าร่วมควบคู่ไปกับมาตรฐานทางวิชาการ
“หลักแรกคือทุกหลักสูตรต้องมีมาตรฐานทางวิชาการ หลักที่สองคือ แม้จะมีมาตรฐานวิชาการสูงเพียงใด เราก็ต้องอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ต้องพิจารณาว่าศาสตร์นั้นบริหารจัดการในเชิงธุรกิจได้หรือไม่ เพราะไม่ใช่ทุกหลักสูตรจะเหมาะกับการเรียนการสอนออนไลน์ 100%”
แนวทางของ Chula XL จึงเป็นการประเมินความต้องการและจำนวนผู้เรียนก่อนลงทุนผลิตวิดีโอ หากหลักสูตรมีผู้เรียนจำนวนมากพอและเหมาะกับการเรียนด้วยตนเอง จึงเดินหน้าผลิตเป็นคอร์สออนไลน์เต็มรูปแบบ ขณะที่บางหลักสูตรสามารถใช้การบรรยายสดผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าและยังช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ประชาชนได้เช่นกัน
สำหรับหลักสูตรที่มีค่าใช้จ่าย ข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ระบุว่า คอร์สออนไลน์ทั่วไปมีราคาประมาณ 1,000 บาทต้น ๆ ไปจนถึงไม่เกิน 2,000 บาท โดยหนึ่งคอร์สควรมีผู้เรียนประมาณ 2,000–3,000 คน จึงจะมีจำนวนผู้เรียนในระดับที่เหมาะสมต่อการเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรตามแนวทางที่วางไว้
ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มยังตั้งเป้ารองรับผู้เรียนจำนวนมากในระดับหลักแสนคน โดยกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยทั้งผู้เรียนรายบุคคล องค์กรขนาดเล็ก และองค์กรขนาดใหญ่ เพราะทักษะพื้นฐานอย่าง AI, Critical Thinking และ Communication เป็นสิ่งที่ทั้งบุคคลทั่วไปและบุคลากรในองค์กรต้องการพัฒนา
ศ. ดร.พลกฤษณ์ ประเมินว่า จำนวนผู้เรียนบนแพลตฟอร์มอยู่ที่ประมาณ 30,000–50,000 คน และคาดว่าคอร์สฟรีจะสามารถดึงดูดผู้เรียนได้ในระดับหลักแสนคนต่อปี โดยใช้ Chula MOOC เป็นฐานอ้างอิง ส่วนหลักสูตรที่บริหารจัดการในเชิงพาณิชย์ตั้งเป้าผู้เรียนในระดับหลักหมื่น หรือประมาณ 20,000–30,000 คน
ขยายตลาดจากผู้เรียนรายบุคคล สู่การพัฒนาคนทั้งองค์กร
นอกจากผู้เรียนทั่วไป Chula XL Hub ยังให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยองค์กรสามารถเลือกใช้ระบบ LMS พร้อมหลักสูตรของจุฬาฯ หรือพันธมิตร นำหลักสูตรที่มีอยู่แล้วมาจัดการอบรมบนระบบ หรือร่วมพัฒนาหลักสูตรใหม่ให้เหมาะกับความต้องการของบุคลากร
รูปแบบบริการครอบคลุมตั้งแต่การหารือเพื่อเลือกหลักสูตร การประชาสัมพันธ์ก่อนเปิดอบรม การติดตามความคืบหน้าของผู้เรียน ไปจนถึงการสรุปผลหลังจบหลักสูตร พร้อมรายงานสถานะการเรียนของบุคลากรแต่ละคน เพื่อให้องค์กรนำข้อมูลไปใช้วางแผนพัฒนาทักษะได้อย่างต่อเนื่อง
จุฬาฯ มีความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ รวมถึงสมาคมจิตวิทยาการปรึกษาแห่งประเทศไทยและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในการอบรมบุคลากร พัฒนาทักษะ ต่ออายุใบรับรอง และเผยแพร่ความรู้สู่บุคคลทั่วไป
การให้บริการองค์กรเป็นอีกแนวทางที่ทำให้ Chula XL Hub สามารถนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยไปเชื่อมโยงกับความต้องการใช้งานจริงได้ โดยหลักสูตรไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อหาทั่วไปสำหรับผู้เรียนจำนวนมากเสมอไป แต่ยังสามารถออกแบบให้เหมาะกับโจทย์การทำงานของแต่ละองค์กรได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม การออกแบบหลักสูตรเฉพาะทางยังต้องพิจารณาความเหมาะสมของต้นทุนและจำนวนผู้เรียน เพราะการผลิตคอร์สที่มีผู้เรียนเฉพาะกลุ่มอาจมีข้อจำกัดด้านความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับหลักสูตรที่สามารถรองรับผู้เรียนจำนวนมาก
เป้าหมายระยะต่อไป เชื่อมการเรียนรู้กับตลาดแรงงาน
ในระยะต่อไป Chula XL Hub มีแผนขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้หลักสูตรเชื่อมโยงกับการใช้งานจริงและความต้องการทักษะของตลาดแรงงานมากขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มหลักสูตรให้ครอบคลุมผู้เรียนหลายกลุ่ม และขยายรูปแบบการเรียนรู้จาก On-Demand ไปสู่ On-site, Live และ Blended Learning
ศ. ดร.พลกฤษณ์ ระบุว่า เป้าหมายในช่วง 3–5 ปีข้างหน้าคือการทำให้ Chula XL Hub เป็นหนึ่งในพื้นที่การเรียนรู้ที่คนไทยนึกถึงเมื่อต้องการพัฒนาทักษะเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ ต่อยอดการศึกษา หรือเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง โดยสามารถกลับมาเรียนและสะสมผลการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง
การดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขยายบทบาทมหาวิทยาลัยจากการผลิตบัณฑิตในระบบปริญญา ไปสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้ที่รองรับคนในหลายช่วงวัยและหลายเส้นทางอาชีพ
สำหรับจุฬาฯ การพัฒนา Chula XL Hub จึงไม่ได้มีเพียงเป้าหมายในการเพิ่มช่องทางเข้าถึงหลักสูตร แต่ยังเป็นการวางระบบเพื่อเชื่อมผู้เรียน ผู้สอน องค์กร และองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยเข้าด้วยกัน โดยมีทั้งการพัฒนาทักษะของบุคคล การฝึกอบรมบุคลากร และการสะสมผลการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบสำคัญ
ในวันที่การเรียนรู้ไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับการรับปริญญา บทบาทของมหาวิทยาลัยจึงขยายจากการเตรียมคนก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาความรู้และทักษะตลอดเส้นทางอาชีพ ซึ่งเป็นทิศทางที่ Chula XL Hub กำลังเดินหน้าไป