ทางออกของเขาจึงเป็นการลงประกาศรับซื้อการ์ดตามบ้าน แล้วนำมาขายต่อผ่านช่องทางออนไลน์ อาศัยส่วนต่างราคาจากตลาดออฟไลน์และออนไลน์เป็นรายได้ จากนักศึกษาที่ลงประกาศรับซื้อการ์ดตามบ้านเพื่อหาเงินมาซื้อการ์ดที่ตัวเองชอบ สู่ผู้ก่อตั้ง The Cardster ธุรกิจที่ดูแลนักสะสมตั้งแต่ซื้อขาย ตรวจเกรด ฝากประมูล ไปจนถึงจัดงานระดับนานาชาติ เมื่อความหลงใหลในวัยเด็กเติบโตเป็นธุรกิจที่ตั้งเป้ารายได้ 220 ล้านบาท และอยากพาตลาดการ์ดไทยไปไกลกว่าที่เคย
จากเด็กสะสมโปเกมอน สู่การรับซื้อการ์ดตามบ้านเพื่อหาเงินซื้อการ์ดที่รัก
จุดเริ่มต้นของโอมเกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเขาเล่นเกม Pokémon และได้รู้จักการ์ดสะสมระหว่างเดินทางไปสหรัฐฯ กับคุณพ่อเพื่อเยี่ยมญาติ ตอนนั้นเขาอายุประมาณ 7 ขวบ และเริ่มซื้อการ์ดกลับมาครั้งละไม่กี่ซอง ก่อนจะสะสมต่อเนื่องจนถึงอายุประมาณ 11–12 ปี แล้วค่อย ๆ ห่างหายไป
กระทั่งช่วงโควิด ซึ่งตอนนั้น โอมยังเรียนวิศวกรรมศาสตร์ สาขาสิ่งแวดล้อม ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อมีเวลาว่างเพราะเรียนออนไลน์เป็นหลัก บวกกับได้ไปดูคลิปเกี่ยวกับการ์ด Pokémon บน YouTube เขาจึงลองค้นหาการ์ดเก่าที่ตัวเองเคยเก็บไว้ แม้การ์ดส่วนใหญ่จะมีสภาพไม่ดีจากการเก็บด้วยหนังยางรัด แต่ความชอบเดิมก็กลับมาอีกครั้ง ทำให้อยากกลับมาสะสมอีกรอบ
ปัญหาคือ การกลับมาสะสมต้องใช้เงิน และเขาไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อการ์ดได้ตามต้องการ
“ธุรกิจแรกของผมคือรับซื้อการ์ดตามบ้านคน ลงโพสต์แอดแบบซื้อของเก่าว่าเรารับซื้อการ์ด นั่นคือจุดเริ่มต้นเลย เพราะผมอยากเก็บเพิ่ม แต่ไม่มีเงิน ก็ต้องหาช่องทาง”
วิธีทำงานของเขาในช่วงแรกคือรับซื้อการ์ดจากเจ้าของหรือร้านค้าในราคาที่เหมาะสม แล้วนำไปขายต่อบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งบางครั้งมีส่วนต่างให้ทำกำไรได้ แม้จะเริ่มจากการ์ดราคาถูก แต่โอมค่อย ๆ เรียนรู้ว่าการซื้อขายแต่ละครั้งต้องอาศัยทั้งความรู้เรื่องสินค้า การประเมินราคา และความเข้าใจว่ามีใครต้องการการ์ดใบนั้นอยู่บ้าง
“บางทีผมเหมาของเก่าใบละสิบบาท ช่วงที่คิดจะทำเป็นอาชีพ ผมกำไรวันละประมาณพันบาท เหมือนได้เงินเดือนสามหมื่น แต่ผมทำทุกวัน แล้วผมก็เลือกว่าจะทำอาชีพนี้”
เขาทำธุรกิจรับซื้อการ์ดตามบ้านอยู่ประมาณหนึ่งปี จากนั้นเขาเริ่มขยับจากการซื้อขายการ์ดเป็นรายชิ้น ไปสู่การซื้อขายเป็นกล่อง และเริ่มสร้างความสัมพันธ์กับร้านค้าและนักสะสมในวงการมากขึ้น
“ตอนนั้นคลาสสิคมาก ผมชอบมาก มีเหตุการณ์แปลก ๆ ให้เจอ ไปบ้านที่บางทีเจ้าของบ้านก็น่ากลัว หลัง ๆ ผมเลยรับแค่ที่ร้านกาแฟ ไม่ไปตามบ้านแล้ว”
จากเดิมที่ต้องวิ่งตามหาการ์ดเพื่อให้ได้ของมาสะสม โอมเริ่มเห็นว่าตลาดนี้มีโอกาสทางธุรกิจอยู่ในช่องว่างระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย และคนที่เข้าใจตลาดสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการเชื่อมทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกันได้
จากนั้นก็เริ่มขยับไปไปสู่การซื้อขายข้ามประเทศ เขาเคยซื้อการ์ด Cristiano Ronaldo แบบ One-of-One ซึ่งมีเพียงใบเดียวในโลก ก่อนเดินทางไปรับการ์ดด้วยตัวเองที่ปักกิ่ง และภายหลังส่งการ์ดใบนี้เข้าประมูลจนขายได้ในราคา 420,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 14 ล้านบาท จากต้นทุนที่เขาระบุว่าซื้อมาในราคาประมาณ 3 ล้านบาท
ประสบการณ์ตั้งแต่รับซื้อการ์ดตามบ้านไปจนถึงซื้อขายข้ามประเทศทำให้โอมเข้าใจตลาดในหลายมิติ ทั้งการหาสินค้า การประเมินมูลค่า การสร้างความเชื่อมั่น และการเข้าถึงผู้ซื้อที่พร้อมจ่ายในราคาที่เหมาะสม

จากนักสะสมสู่ตัวแทนจำหน่าย สร้าง The Cardster ให้ครบวงจร
โอม เล่าว่า การเป็นนักสะสมทำให้เขาได้รู้จักนักสะสมคนอื่น ๆ ก่อนจะขยายความสัมพันธ์ไปถึงแบรนด์และผู้จัดจำหน่ายในต่างประเทศ การได้รับโอกาสเป็นตัวแทนจำหน่ายจึงไม่ได้เกิดจากการติดต่อทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากความเชื่อมั่นที่คนในวงการมีต่อเขา
“มันเป็นเรื่อง Trust (ความไว้ใจ) ในตัวผม และคำแนะนำจากคนอื่นว่าคนนี้ใช้ได้”
เมื่อโอมเริ่มมีประสบการณ์และคอนเน็กชั่นในวงการมากขึ้น จากนั้นก็ขยับจากการซื้อขายการ์ดรายชิ้นไปสู่การทำธุรกิจที่มีความเป็นระบบมากขึ้น จนเกิดเป็น The Cardster ในปี 2021
“จริง ๆ ตอนนั้นผมก็ช่วยธุรกิจที่บ้านไปด้วย ขายการ์ดไปด้วย ตอนนั้นผมยังรักบริษัทที่บ้านมาก แต่ธุรกิจการ์ดกำลังโตไว มันเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ เหมือนชักเย่อกัน เพราะผมต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง โชคดีที่คุณพ่อเข้าใจ เขาเห็นว่าเราจริงจัง ห็นความตั้งใจของผม เห็นว่าผมลุยจริง ได้ของจริง หาเงินเองจริง ทุกวันนี้พ่อก็เก็บการ์ดโปเกมอนด้วยกัน”
ปัจจุบันบริษัทแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 6 หน่วยธุรกิจ ได้แก่
- Retail: จำหน่ายการ์ดผ่านหน้าร้าน เว็บไซต์ และแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada และ TikTok Shop
- Distribution: นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์การ์ดจากแบรนด์ชั้นนำ เช่น Topps, Upper Deck, Futera, Leaf และ Fighter Trading Cards ให้ร้านค้าทั่วประเทศไทย
- Live Streaming: ไลฟ์ขายสินค้าผ่าน TikTok Shop, Facebook และ YouTube เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน
- Grading: ส่งการ์ดไปตรวจประเมินสภาพและรับรองผ่านผู้ให้บริการในต่างประเทศ
- Consignment: รับฝากขายหรือฝากประมูลการ์ดผ่านแพลตฟอร์มและบริษัทประมูลต่างประเทศ
- Event Organizing: จัดงานสำหรับนักสะสม ตั้งแต่งานของบริษัทไปจนถึง Bangkok International Card Show (BICS)
โอมเล่าว่า หัวใจของโมเดลนี้คือการ เชื่อมบริการแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน ลูกค้าสามารถซื้อการ์ดจากร้าน ส่งการ์ดไปตรวจเกรดในต่างประเทศ และเมื่อได้รับการรับรองแล้วก็สามารถนำกลับมาฝากขายต่อได้
การตรวจเกรดมีความสำคัญเพราะช่วยให้ผู้ซื้อเห็นข้อมูลเกี่ยวกับสภาพการ์ดและมีหลักฐานรับรองจากผู้ให้บริการ ขณะที่การฝากขายหรือฝากประมูลช่วยให้ผู้ขายเข้าถึงผู้ซื้อในตลาดที่กว้างกว่าการขายกันเองภายในประเทศ
อีกหนึ่งบริการที่ช่วยสร้างความโปร่งใสคือการไลฟ์ขายการ์ด โดยทีมงานเปิดให้ลูกค้าเห็นสินค้าที่ได้รับจริงผ่านกล้อง ก่อนจัดส่งให้ถึงบ้าน วิธีนี้ช่วยลดความไม่แน่นอนสำหรับผู้ซื้อที่ไม่สามารถเห็นสินค้าด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจ
ปัจจุบัน The Cardster มีพนักงาน 44 คน โดยบริษัทพยายามสร้างบริการให้ครอบคลุมเส้นทางของนักสะสมตั้งแต่เริ่มซื้อไปจนถึงการขายต่อ

อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเลิกเป็นนักสะสมแล้วหันมามองทุกอย่างเป็นธุรกิจ ตรงกันข้าม โอมยังพยายามแยกการ์ดที่ซื้อเพราะความชอบส่วนตัวออกจากการ์ดที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ
“ผมรักการ์ดมาก ช่วงที่ขายเป็นอาชีพ เวลาขาดทุนผมเซ็งและรู้สึกไม่ดี ผมเลยตั้งมายด์เซ็ทว่า อะไรที่เป็นการ์ดส่วนของผม ผมซื้อเพราะรักและรู้ว่าคุ้มค่า ถ้าขาดทุนก็ปล่อยไป แต่ไม่เอามาปนกับงานธุรกิจ”
การ์ดใบเดียวทำไมถึงมีมูลค่าหลักล้าน และอะไรทำให้ราคาขึ้นลง
เมื่อถามว่า อะไรทำให้การ์ดสะสมถึงมีตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักล้านบาท โอมมองว่า ใกล้เคียงกับวงการ พระเครื่อง ปัจจัยสำคัญที่กำหนดราคาคืออุปสงค์และอุปทาน หรือ Demand and Supply การ์ดบางรุ่นผลิตออกมาจำนวนมาก ขณะที่บางใบมีจำนวนจำกัด หรือเป็นการ์ด One-of-One ที่มีเพียงใบเดียวในโลก หากมีนักสะสมจำนวนมากต้องการการ์ดใบเดียวกัน ราคาก็อาจเพิ่มสูงขึ้นจากการแข่งขันซื้อขาย
ปัจจุบัน สามารถแบ่งการ์ดได้ 3 กลุ่มหลักกว้าง ๆ ได้แก่
- Sport Cards หรือการ์ดกีฬา
- Non-Sport Cards เช่น การ์ดตัวละครจากภาพยนตร์และการ์ตูน
- Trading Card Games (TCG) ซึ่งเป็นการ์ดที่สามารถนำไปเล่นแข่งขันได้ เช่น Pokémon และ One Piece
โอมยกตัวอย่างการ์ดกีฬา ราคายังขึ้นอยู่กับชื่อเสียงและผลงานของนักกีฬา ฐานแฟนคลับ การคว้าแชมป์ ตลอดจนประวัติศาสตร์ของนักกีฬาคนนั้น ส่วนการ์ด Pokémon อาจมีมูลค่าจากความหายาก ความสวยงามของภาพ และความต้องการของนักสะสมในแต่ละช่วงเวลา
“เป็นเรื่อง Demand Supply เป็นหลัก แต่ละใบผลิตออกมาไม่เท่ากัน และราคาอิงการประมูลค่อนข้างมาก ถ้าช่วงไหนมีของออกมาประมูลเยอะ ๆ ราคาก็แกว่งขึ้นลงได้”
ด้วยเหตุนี้ การ์ดสะสมจึงอาจถูกมองเป็นสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Investment) ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาจะเพิ่มขึ้นเสมอไป เพราะตลาดยังขึ้นอยู่กับความนิยม ความหายาก และจังหวะเวลาที่มีการซื้อขาย

2026 ถือเป็นปีที่พีคสุดในวงการการ์ด
โอมมองว่ากระแสการ์ดได้รับแรงหนุนอย่างมากในช่วงโควิด เมื่อผู้คนอยู่บ้านและมองหาสิ่งของเพื่อสะสม ขณะเดียวกัน อินฟลูเอนเซอร์และการปรากฏของการ์ดในข่าวก็ช่วยทำให้ตลาดเป็นที่รู้จักมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดไม่ได้เติบโตเป็นเส้นตรงตลอดเวลา โอมมองว่าช่วงปี 2022–2024 มีการพักฐาน หลังจากราคาบางส่วนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีผู้เล่นบางรายขายการ์ดออกมาเพื่อทำกำไร
ในภาพตลาดโลก อ้างอิงข้อมูลจาก Card Ladder ซึ่งระบุว่า มูลค่าการซื้อขายการ์ดที่เปิดเผยต่อสาธารณะอยู่ที่ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 ส่วนช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์ โดยข้อมูลนี้ไม่รวมธุรกรรมภายในงานการ์ด การซื้อขายระหว่างบุคคล และ Private Deal
สำหรับประเทศไทย โอมประเมินว่าตลาดการ์ดสะสมมีมูลค่าประมาณ 20,000–30,000 ล้านบาท และเติบโตในระดับ 200–300% จากปีก่อนหน้า ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินของเขา เนื่องจากตลาดยังมีข้อมูลการซื้อขายที่ไม่ครอบคลุมทั้งหมด โดยเฉพาะธุรกรรมระหว่างบุคคล
ภายในตลาดไทย เขาประเมินว่าการ์ดประเภท TCG มีสัดส่วนประมาณ 75% ส่วน Sport Cards และ Non-Sport Cards รวมกันอยู่ที่ประมาณ 25% โดย Pokémon เป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมสูง ตามด้วย One Piece และ Magic: The Gathering
นักสะสมหลักคือ Gen Y แต่ก็เริ่มเด็กลงเรื่อย ๆ
สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้มีเพียงขนาดตลาด หากยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มผู้บริโภคด้วย โอมสังเกตว่า ปัจจุบันมีเด็กอายุประมาณ 7–10 ขวบเริ่มสะสมการ์ดจำนวนมาก ขณะเดียวกันกลุ่มอายุประมาณ 32–40 ปี เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง เพราะมีทั้งรายได้และความผูกพันกับสิ่งที่เคยชอบในวัยเด็ก
สำหรับคนกลุ่มหลัง การกลับมาสะสมการ์ดอาจเป็นการย้อนกลับไปหาความทรงจำในวัยเด็ก แต่คราวนี้มีรายได้ของตัวเองและสามารถซื้อการ์ดที่ครั้งหนึ่งเคยอยากได้แต่ไม่มีเงินซื้อ
“เทียบสิบปีก่อน คนเล่นเพิ่มขึ้นเยอะมาก และวิธีสะสมเปลี่ยนไป แต่ก่อนเป็นการเล่นมากกว่า ตอนนี้เป็นแนวสะสมมากขึ้น”
อีกประเด็นหนึ่งคือแรงจูงใจในการเข้าตลาด โอมยอมรับว่าบางคนอาจเริ่มต้นจากการมองการ์ดเป็นสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทน แต่เขาเชื่อว่าความชอบส่วนตัวจะกลายเป็นส่วนสำคัญเมื่อคนเหล่านั้นใช้เวลาอยู่ในวงการมากขึ้น
“พูดตามตรง จุดเริ่มต้นของหลายคนอาจเป็นเรื่องการลงทุน แต่ผมเชื่อว่าพอเข้ามาแล้วเขาจะหลงรักมัน”
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของตลาดไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะทำกำไรจากการสะสมได้ และไม่ใช่ทุกการ์ดจะมีราคาสูงขึ้นตามกระแส ผู้ซื้อยังต้องเข้าใจประเภทของการ์ด ความหายาก สภาพสินค้า และความต้องการในตลาดรอง
อย่างไรก็ตาม การมีบริการครบวงจรไม่ได้แปลว่าธุรกิจมีอัตรากำไรสูงเสมอไป โอมระบุว่ารายได้จากบริการส่วนใหญ่เป็นรูปแบบ Commission โดยอัตราค่าบริการแตกต่างกันไปตามแพลตฟอร์มและต้นทุนการดำเนินงาน ขณะเดียวกันธุรกิจยังต้องรับมือกับค่าธรรมเนียมจากช่องทางออนไลน์

จากงานคน 150 คน สู่ BICS เป้าหมายผู้เข้าร่วมกว่า 20,000 คน
อีกหนึ่งขาของ The Cardster คือการจัดงานสำหรับนักสะสม แม้ว่าส่วนธุรกิจ Retail เป็นหน่วยที่สร้างรายได้มากที่สุด คิดเป็นประมาณ 60%
แต่การขยายธุรกิจจึงไม่ได้อาศัยเพียงการเพิ่มจำนวนสินค้า แต่ต้องทำให้บริการแต่ละส่วนสนับสนุนกันได้จริง ทั้งการเข้าถึงลูกค้า การกระจายสินค้า การสร้างความน่าเชื่อถือ และการสร้างพื้นที่ให้คนในวงการมาพบปะกัน
ดังนั้น อีกจุดสำคัญคือ การสร้างระบบที่ช่วยให้คนซื้อขายได้ง่ายขึ้น มีความเชื่อมั่นในบริการ และเข้าถึงตลาดได้ แม้จะไม่ได้เป็นนักสะสมที่มีประสบการณ์สูง
“เรามองว่าการ์ดต้องเข้าถึงได้ทุกคนและเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน”
ที่ผ่านมา The Cardster ค่อย ๆ จัดงานสำหรับเป็นพื้นที่ให้นักสะสมการ์ดมาเจอกัน โดยงานแรกในเดือนมิถุนายน 2024 มีผู้เข้าร่วมประมาณ 150 คน จัดที่ร้านอาหาร เก็บค่าโต๊ะคนละ 300 บาท
“ผมว่าเป็นหนึ่งในงานที่โกลาหลที่สุดในชีวิตผมเลย”
จากนั้นงาน The Cardster’s Day 1 ในเดือนกันยายน 2024 มีผู้เข้าร่วม 500 คน และ The Cardster’s Night 2 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 มีผู้เข้าร่วม 850 คน ก่อนที่จะเกิด Bangkok International Card Show หรือ BICS 2025 ซึ่งจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2025 จะมีผู้เข้าร่วม 5,000 คน จาก 23 ประเทศ
สำหรับ BICS 2026 บริษัทตั้งเป้าผู้เข้าร่วมมากกว่า 12,000 คน จากกว่า 30 ประเทศ ส่วน BICS 2027 ซึ่งกำหนดจัดวันที่ 6–7 มีนาคม 2027 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมมากกว่า 20,000 คน จากกว่า 35 ประเทศ
โอม ย้ำว่า การจัดงานไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มจำนวนผู้เข้าชม แต่ต้องการสร้างพื้นที่ให้ผู้ซื้อ ผู้ขาย และนักสะสมจากหลายประเทศได้พบกัน แลกเปลี่ยนข้อมูล และทำธุรกรรมในตลาดที่มีความเฉพาะทาง
เขามองว่าประเทศไทยมีโอกาสใช้การ์ดสะสมเป็นหนึ่งในแรงดึงดูดให้นักสะสมต่างชาติเดินทางเข้ามา โดยเฉพาะหากสามารถสร้างมาตรฐานการจัดงานที่ดีและนำเสนอเอกลักษณ์ของไทยได้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ การจัดงานยังมีโอกาสสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ธุรกิจรอบพื้นที่ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า และบริการที่เกี่ยวข้อง แม้ผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างจะต้องอาศัยข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประเมินอย่างเป็นระบบ
“เรารู้ว่าความเป็นไทยโดดเด่นได้ แต่ต้องมีมาตรฐานที่ดี ให้ต่างชาติมาเห็นแล้วรู้ว่ามาตรฐานดี”
สิ่งที่โอมให้ความสำคัญคือการรับฟังผู้บริโภค เขามองว่าการจัดงานให้เติบโตไม่ใช่แค่การทำตามรูปแบบจากต่างประเทศ แต่ต้องเข้าใจว่าผู้เข้าร่วมต้องการอะไร แล้วนำมาปรับให้เหมาะกับบริบทของไทย โดยไม่ทำให้เอกลักษณ์ของแบรนด์เปลี่ยนไป
จากงานเล็ก ๆ ที่เริ่มด้วยคนหลักร้อย เป้าหมายของ BICS จึงขยายไปสู่การเป็นงานที่นักสะสมจากหลายประเทศตั้งใจเดินทางมาร่วม และเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ The Cardster ใช้สร้างความแข็งแรงให้กับตลาดการ์ดไทย

การ์ดไทยจะไประดับโลกได้ไหม?
เมื่อถามว่า แล้วประเทศไทย จะสามารถเป็นผู้ผลิตได้ไหม? โอมมองว่า เป็นเรื่องของ IP ที่มี เพราะโจทย์ของการทำให้การ์ดไทยไปไกลระดับโลกไม่ได้อยู่ที่การผลิตสินค้าออกมาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมี IP ที่แข็งแรง มีฐานแฟนคลับ และมีเหตุผลให้ผู้บริโภคอยากสะสมการ์ด แทนที่จะเลือกซื้อสินค้าอื่นของบุคคลหรือแบรนด์เดียวกัน
อย่างในไทยไม่ใช่ไม่มีการ์ดของตัวเอง โอมตัวอย่างคือ Fighter Trading Cards ซึ่งเกี่ยวข้องกับนักกีฬาจาก ONE Championship ก็ถือเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้นักกีฬาไทยมีการ์ดที่สามารถซื้อขายในตลาดต่างประเทศได้ หรือ การ์ด pasulol หรือชื่อทางการคือ Battle of Talingchan เป็นการ์ดเกมไทยที่ได้รับแรงบันดาลใจและนำตัวละครจากช่อง Pasulol มาทำเป็นเกมการ์ดแนวต่อสู้สุดปั่น
ส่วนการ์ดจากศิลปินไทยอย่าง Lisa เป็นโอกาสที่โอมมองว่ามีศักยภาพ หากมีการผลิตขึ้นมาจริง แต่ยังเป็นเพียงความเห็นต่อความเป็นไปได้ ไม่ใช่การยืนยันว่าจะมีผลิตภัณฑ์ดังกล่าวออกมา
หรืออย่างการ์ด Pokémon ภาษาไทยเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เริ่มได้รับความสนใจ เพราะเป็นการ์ดที่ใช้เล่นแข่งขันได้ ขณะเดียวกันก็มีนักสะสมที่ต้องการเก็บการ์ดหลายภาษา โดยโอมมองว่าจำนวนผลิตที่จำกัดเมื่อเทียบกับบางภาษาเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การ์ดภาษาไทยมีความน่าสนใจ
ไม่ได้อยากเป็นผู้ผลิตการ์ด แต่อยากสร้างระบบนิเวศให้นักสะสม
แต่เมื่อถามว่า The Cardster จะขยายธุรกิจไปเป็น ผู้ผลิตการ์ดหรือไม่? ซึ่งโอมตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า ยังไม่ต้องการก้าวไปถึงจุดนั้น เขามองว่าบริษัทควรโฟกัสกับสิ่งที่ทำได้ดีอยู่แล้ว ทั้งการสร้างฐานผู้บริโภค การจัดจำหน่าย และการให้บริการนักสะสม
“ผมชอบสิ่งที่ทำอยู่และอยากทำให้ดีขึ้น ผมคิดว่าเราไม่ได้ถนัดเรื่องการผลิตหรือมีความรู้ตรงนั้น อยากโฟกัสที่ฐานผู้บริโภคและให้บริการเขาให้ดีที่สุด”
แทนที่จะเริ่มสร้างแบรนด์ผู้ผลิตการ์ดขึ้นมาเอง The Cardster เลือกทำงานร่วมกับแบรนด์ระดับโลกเป็นหลัก ตัวอย่างหนึ่งคือการร่วมมือกับ Futera แบรนด์จากอังกฤษ ในซีรีส์ Thai Culture Series ที่นำเสนอธีมวัฒนธรรมไทยผ่านการ์ดสะสม และมีการ์ดบางใบที่ผลิตในจำนวนจำกัดถึงระดับ One-of-One
นอกจากกลยุทธ์ด้านสินค้าแล้ว การขยายธุรกิจยังทำให้บทบาทของโอมเปลี่ยนไปจากช่วงเริ่มต้น จากเดิมที่ต้องลงมือซื้อขายด้วยตัวเอง วันนี้เขาต้องดูแลทีมงานและสร้างสภาพแวดล้อมให้คนในบริษัทสามารถเติบโตได้
“ผมแคร์เรื่องคนค่อนข้างเยอะ อยากให้เป็น Environment ที่ดีสำหรับทุกคน ถ้าตั้งใจ ขยัน ฉลาดทำงาน ก็เติบโตได้ อยากเป็นเซฟโซนให้ทุกคน”
โอมยังมองว่าความรู้ด้านวิศวกรรมที่เรียนมาไม่ได้สูญเปล่า เพราะช่วยให้เขาคิดเรื่องระบบหลังบ้าน การวางแผน และการจัดการธุรกิจได้เป็นขั้นตอน ขณะเดียวกัน ประสบการณ์จากการช่วยธุรกิจครอบครัวก็ทำให้เขาเข้าใจการทำงานในอีกมิติหนึ่ง
สิ่งที่เขาต้องเรียนรู้เพิ่มจึงไม่ใช่แค่เรื่องตลาดการ์ด แต่รวมถึงการบริหารคนและการปรับวิธีคิดให้เหมาะกับบริษัทที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

ความฝันที่ใหญ่กว่าคอลเลกชันของตัวเอง
แม้จะทำธุรกิจเกี่ยวกับการ์ดทุกวัน แต่โอมไม่ได้เป็นนักสะสมที่ต้องการมีการ์ดจำนวนมากที่สุด เขาบอกว่าคอลเลกชันส่วนตัวของเขามีจำนวนไม่มากนัก และเลือกเก็บเฉพาะใบที่มีความหมายจริง ๆ
หนึ่งในการ์ดที่เขาจดจำได้มากที่สุดคือ Pikachu เกรด 8 ซึ่งเป็นการ์ดที่ผ่านการรับรองใบแรกของเขา ก่อนหน้านั้นเขามีเพียงการ์ดที่เก็บเป็นใบ ๆ แต่เมื่อได้เห็นการ์ดที่ผ่านการตรวจสอบสภาพ มีข้อมูลรับรองและรหัสให้สแกนตรวจสอบได้ เขารู้สึกว่านี่เป็นประสบการณ์ที่เปิดโลกการสะสมอีกแบบหนึ่ง
อีกความทรงจำหนึ่งคือ การ์ดที่คุณพ่อซื้อให้ตอนเด็ก ความทรงจำเหล่านี้ทำให้การ์ดมีคุณค่ามากกว่าราคาตลาด เพราะเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับคนและช่วงเวลาหนึ่งในชีวิต
คุณพ่อของโอมเป็นคนซื้อการ์ดให้เขาตั้งแต่เด็ก และปัจจุบันทั้งคู่กลับมาสะสม Pokémon ด้วยกัน สำหรับโอม นี่เป็นกิจกรรมในครอบครัวที่ทำให้เขาได้ย้อนกลับไปหาความชอบในวัยเด็กอีกครั้ง
“ผมแค่อยากซื้อให้เขาเหมือนตอนเด็กที่เขาซื้อให้ผม”
ในส่วนของเป้าหมายธุรกิจ The Cardster มีรายได้ 66 ล้านบาทในปี 2025 และตั้งเป้ารายได้ 220 ล้านบาทในปี 2026 แต่เป้าหมายใหญ่ของบริษัท โอมมองว่า เป็นการทำให้คนทั่วประเทศไทยเข้าถึงการ์ดได้ ไม่ว่าจะอยู่ภูมิภาคไหน พร้อมยกระดับมาตรฐานบริการและสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแรงขึ้น ผ่านทั้งหน้าร้าน ช่องทางออนไลน์ การจัดจำหน่าย และงานระดับนานาชาติ
โดยต้องการพัฒนาบริการที่ช่วยให้คนเข้าถึงการซื้อขายได้ง่ายขึ้น มีความมั่นใจในสินค้า และมีพื้นที่สำหรับพบปะกับคนที่มีความสนใจเหมือนกัน
“ทำไมเขาต้องซื้อการ์ด ทำไมไม่ซื้อ Item อื่นของ IP เดียวกัน นี่เป็นโจทย์ที่ผมยังต้องแก้”

การ์ดจะไม่กลับไปเป็นแค่กระดาษอีกต่อไป
หากมองย้อนกลับไป การ์ดสะสมมีตลาดและมีมูลค่ามานานแล้ว แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือช่องทางซื้อขาย การเข้าถึงข้อมูล และความสามารถในการเชื่อมต่อนักสะสมจากทั่วโลก
จากเดิมที่นักสะสมอาจต้องรู้จักคนในวงการหรือเดินทางไปหาซื้อสินค้าด้วยตัวเอง ปัจจุบันสามารถค้นหาราคา ตรวจสอบข้อมูล ส่งการ์ดไปประเมินสภาพ และซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศได้สะดวกขึ้น
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีและช่องทางซื้อขายไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหายไป ราคายังคงขึ้นลงตามความต้องการและความหายากของการ์ดแต่ละใบ และผู้ซื้อยังต้องใช้ความรู้ในการประเมินมูลค่า
สำหรับโอม การ์ดจึงไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะสินทรัพย์ที่อาจมีราคาเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงความชอบ ความทรงจำ และคอมมูนิตี้ของคนที่มีความสนใจร่วมกัน
สุดท้าย โอมได้ให้คำแนะนำสำหรับคนที่อยากเข้าสู่วงการการ์ด โดยมองว่าให้กำหนดงบประมาณของตัวเอง ไม่ใช้เงินเกินกำลัง และเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพราะแม้การ์ดบางใบจะมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่ก็มีความเสี่ยงที่ราคาจะลดลงได้เช่นกัน
โอมย้ำว่า การ์ดไม่ได้เป็นสินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยง แม้จะสังเกตว่าตลาดมีการเคลื่อนไหวตามปัจจัยของตัวเอง แต่ราคาก็สามารถลดลงได้เมื่อความต้องการเปลี่ยนไป
“มีราคาตกแน่นอน เป็น Demand Supply เลย ถ้าช่วงนั้นคนเลิกชอบ หรือใบนี้มีน้อยแล้วคนต้องการเยอะ ราคาก็สูงขึ้น เป็นตลาดที่น่าสนใจและต้องใช้ความเชี่ยวชาญกับประสบการณ์ ผมเองก็ยังเรียนรู้ทุกวัน”