PR News

AI ใช้น้ำมากจริงหรือ? NGO ชวนมองอีกด้านของการใช้น้ำที่อาจถูกมองข้าม ในระบบอาหารโลก

ในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ Artificial Intelligence (AI) กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลกคำถามใหม่เกี่ยวกับ “ต้นทุนด้านทรัพยากร” ของเทคโนโลยีเหล่านี้ก็เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นโดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “น้ำ” ที่จำเป็นต่อการทำงานของศูนย์ข้อมูลและโครงสร้าง…

AI_May release1

ในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ Artificial Intelligence (AI) กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลกคำถามใหม่เกี่ยวกับ “ต้นทุนด้านทรัพยากร” ของเทคโนโลยีเหล่านี้ก็เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นโดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “น้ำ” ที่จำเป็นต่อการทำงานของศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่

ทุกครั้งที่ผู้คนใช้งาน AI ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูลสรุปเนื้อหาสร้างภาพหรือเขียนข้อความระบบเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และต้องใช้ระบบระบายความร้อนจำนวนมากเพื่อรักษาเสถียรภาพในการประมวลผล

รายงานและงานวิจัยหลายฉบับระบุว่าความต้องการใช้น้ำที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าโดยมีการคาดการณ์ว่าAI ทั่วโลกอาจใช้น้ำประมาณ 4.2–6.6 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีภายในปี 2027[1]ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

AI ใช้น้ำอย่างไร?

ระบบ AI เช่น ChatGPT ต้องพึ่งพาศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระบบระบายความร้อนเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันทั่วโลกมีศูนย์ข้อมูลประมาณ 11,000 แห่งที่ให้บริการผู้ใช้งานหลายล้านคนโดยมีการใช้น้ำหลัก ๆ เพื่อการระบายความร้อนและการผลิตไฟฟ้า

AI-vs-Livestock_1

ข้อมูลจาก Bryant Research[2]ยังระบุว่าการใช้น้ำของศูนย์ข้อมูลแต่ละแห่งอาจแตกต่างกันอย่างมากตั้งแต่ประมาณ 68,000 ลิตรต่อวันในศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กไปจนถึงกว่า 2.1 ล้านลิตรต่อวันในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุด (เทียบเท่ากับปริมาณการใช้น้ำต่อวันของคนประมาณ 4,200 คน) แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Google และ Microsoft ต่างก็ออกมารายงานว่าปริมาณการใช้น้ำจืดในศูนย์ข้อมูลของพวกเขาเพิ่มขึ้นสูงถึง 20% และ 34% ตามลำดับในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจากการเติบโตของ AI

แอ็บบี้คูเจอร์ (Abby Couture) จาก Bryant Research กล่าวว่า "ปริมาณน้ำที่เทคโนโลยี AI ใช้ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมปศุสัตว์โดยเฉพาะกลุ่มนมและเนื้อวัวหากเป้าหมายของเราคือการหยุดยั้งวิกฤตน้ำโลกเราต้องหันมาจัดการกับต้นตอที่สร้างผลกระทบที่รุนแรงที่สุดซึ่งก็คือภาคปศุสัตว์ที่ครองสัดส่วนการใช้น้ำจืดของโลกไปมากกว่าหลายเท่าตัว"

ความจริงที่มองไม่เห็น: การใช้น้ำของ AI vs น้ำที่ซ่อนอยู่ (Virtual Water) ในห่วงโซ่อาหาร

เมื่อสังคมเริ่มหันมาสนใจผลกระทบด้านทรัพยากรของเทคโนโลยีใหม่หลายองค์กรด้านความยั่งยืนมองว่าบทสนทนาเรื่อง “การใช้น้ำ” ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงโลกดิจิทัลเท่านั้น แต่ควรถูกขยายไปสู่ระบบที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คนโดยตรง นั่นคือ “ระบบอาหาร”

แม้ AI จะเป็นประเด็นใหม่ที่ถูกจับตามองแต่ในภาพรวมระดับโลกภาคเกษตรกรรมยังคงเป็นภาคส่วนที่ใช้น้ำจืดมากที่สุดคิดเป็นประมาณ 70% ของการใช้น้ำจืดทั้งหมดของโลกและภายในภาคเกษตรกรรมเองอุตสาหกรรมปศุสัตว์มีสัดส่วนการใช้น้ำประมาณ 30–40% ของการใช้น้ำในภาคเกษตรทั้งหมดแต่กว่า 90% ของน้ำในระบบส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการปลูกพืชอาหารสัตว์เช่นข้าวโพดและถั่วเหลือง

AI_May-release2

นั่นหมายความว่าเบื้องหลังอาหารจากสัตว์จำนวนมากไม่ได้มีเพียงน้ำที่ใช้ในฟาร์มเท่านั้นแต่ยังรวมถึง “น้ำที่มองไม่เห็น” จำนวนมหาศาลที่ถูกใช้ตลอดห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่การเพาะปลูกอาหารสัตว์การเลี้ยงสัตว์การแปรรูปไปจนถึงการขนส่งก่อนอาหารจะมาถึงผู้บริโภค

หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกพูดถึงบ่อยคือ “เนื้อวัว” ซึ่งเป็นอาหารที่มี water footprint สูงโดยการผลิตเนื้อวัว 1 กิโลกรัมอาจต้องใช้น้ำประมาณ 15,400 ลิตร[3]ขณะที่ผลิตภัณฑ์นมจำนวนมากทั่วโลกยังคงสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำอย่างต่อเนื่อง การผลิตไข่ไก่ก็มี water footprint ที่ไม่ควรถูกมองข้ามโดยค่าเฉลี่ยทั่วโลกของไข่ไก่อยู่ที่ประมาณ 3,300 ลิตรต่อกิโลกรัม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เผชิญกับปัญหาภัยแล้งหรือความเสี่ยงด้านน้ำอยู่แล้ว

องค์กร NGO ระดับนานาชาติหลายองค์กรรวมถึงSinergia Animal มองว่าประเด็นเรื่องน้ำและทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบันควรถูกพูดถึงในมิติที่กว้างขึ้นครอบคลุมทั้งเทคโนโลยีระบบอาหาร และรูปแบบการบริโภคที่เชื่อมโยงกับการใช้ทรัพยากรในระยะยาวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คนโดยตรง

ศนีกานต์รศมนตรีผู้อำนวยการซิเนอร์เจียแอนนิมอลประเทศไทยกล่าวว่าการเติบโตของ AI ช่วยเปิดบทสนทนาเรื่องต้นทุนทรัพยากรของเทคโทคโนโลยีให้สังคมได้รับรู้มากขึ้นแต่นั่นเป็นเพียงส่วนเล็กๆของภาพใหญ่ ระบบการผลิตอาหารในอุตสาหกรรมปศุสัตว์คือฟันเฟืองสำคัญที่เชื่อมโยงกับการใช้ทรัพยากรน้ำ ที่ดินและพลังงานในวงกว้างและควรถูกยกเป็นประเด็นหลักในการพูดคุยเรื่องความยั่งยืน

สำหรับประเทศไทยประเด็นนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรง เนื่องจากภาคเกษตรกรรมและการผลิตอาหารยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คน ขณะเดียวกันประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านทรัพยากรน้ำทั้งภัยแล้งความผันผวนของสภาพอากาศและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่

AIvsLifestock-info

หลายองค์กรจึงมองว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบอาหารที่รับผิดชอบมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพการลดการพึ่งพาระบบการผลิตที่ใช้ทรัพยากรสูง หรือการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนและสวัสดิภาพสัตว์อย่างโปร่งใส จะเป็นส่วนสำคัญในการลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว

ท้ายที่สุดแล้ว การตั้งคำถามถึงการใช้น้ำอาจไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัวที่สุดอย่าง “อาหารในจานของเรา”

เพราะทุกมื้ออาหารไม่ได้สะท้อนเพียงสิ่งที่เราเลือกบริโภคแต่ยังเชื่อมโยงกับน้ำที่ดินพลังงานและชีวิตสัตว์ในระบบอาหาร การตระหนักถึงที่มาของอาหารจึงอาจเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสนับสนุนระบบอาหารที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบและยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต

[1]https://arxiv.org/abs/2304.03271

[2]https://bryantresearch.co.uk/insight-items/comparing-water-footprint-ai/

[3]https://link.springer.com/article/10.1007/s10021-011-9517-8