“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เตือนประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง หลังพบมิจฉาชีพใช้การจองที่พักและการทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเครื่องมือหลอกลวง โดยหลอกให้ผู้บริโภคหลงเชื่อ เร่งให้ชำระเงิน และกรอกข้อมูลการชำระเงิน ก่อนนำข้อมูลไปใช้ทำธุรกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต
นายไรวินทร์ วรวงศ์สถิตย์ ประธานชมรมป้องกันทุจริตบัตรเครดิต และผู้บริหารสูงสุด สายงานควบคุมงานปฏิบัติการและปฏิบัติการร้านค้า “เคทีซี” กล่าวว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพไม่ได้อาศัยเพียงการสร้างเพจปลอมหรือเว็บไซต์ปลอมเท่านั้น แต่พัฒนากลโกงให้เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการสร้างความน่าเชื่อถือ เร่งให้เหยื่อตัดสินใจ และหลอกให้กรอกข้อมูลการชำระเงิน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้
ขั้นที่ 1 หลอกให้เชื่อ โดยมิจฉาชีพได้สร้างเพจปลอม เว็บไซต์ปลอม หรือข้อมูลโรงแรมที่ไม่มีอยู่จริงบนแพลตฟอร์มจองที่พัก พร้อมนำชื่อ ภาพถ่าย โลโก้ และรายละเอียดของสถานประกอบการจริงมาใช้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ บางกรณีมีการสร้างรีวิวปลอมหรือเสนอราคาที่ต่ำกว่าปกติ เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจจอง
ขั้นที่ 2 หลอกให้รีบตัดสินใจ เมื่อผู้บริโภคเริ่มสนใจ มิจฉาชีพจะใช้เงื่อนไขเร่งรัด เช่น แจ้งว่าห้องพักเหลือน้อย โปรโมชันกำลังจะสิ้นสุด หรือต้องรีบชำระเงินเพื่อยืนยันการจอง ก่อนส่งลิงก์ชำระเงินปลอม หรือให้โอนเงินไปยังบัญชีที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรงแรมหรือผู้ให้บริการจริง
ขั้นที่ 3 หลอกให้จ่ายหรือเปิดเผยข้อมูลการชำระเงิน เมื่อผู้บริโภคกดลิงก์ชำระเงินหรือดำเนินการตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพกำหนด ข้อมูลการชำระเงินที่กรอกลงไปอาจถูกนำไปใช้ทำธุรกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต

นายไรวินทร์กล่าวว่า ช่วงเวลาที่ผู้บริโภคควรระมัดระวังมากที่สุด คือช่วงที่ถูกเร่งให้ตัดสินใจ เพราะมิจฉาชีพมักใช้ราคา โปรโมชั่น หรือข้อจำกัดด้านเวลา ทำให้ผู้เสียหายละเลยการตรวจสอบรายละเอียด ก่อนทำธุรกรรมควรตรวจสอบชื่อร้านค้า ยอดเงิน และสกุลเงินที่ระบุในข้อความ OTP ว่าตรงกับรายการที่กำลังชำระหรือไม่ หากพบข้อมูลไม่ตรงกัน ไม่ควรกรอกรหัส OTP และควรยุติการทำรายการทันที
เคทีซีแนะนำแนวทางป้องกันตนเองจากการถูกมิจฉาชีพหลอกลวง ดังนี้
- ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเพจ เว็บไซต์ โรงแรม หรือแพลตฟอร์มจากหลายแหล่ง รวมถึงตรวจสอบชื่อสถานที่ ที่อยู่ พิกัด และหมายเลขโทรศัพท์ก่อนตัดสินใจจอง
- ตรวจสอบชื่อเว็บไซต์และ URL ทุกครั้งก่อนกรอกข้อมูลบัตร โดยควรเข้าสู่เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการด้วยตนเอง แทนการกดลิงก์ที่ได้รับจากแชต ข้อความ หรืออีเมลที่ไม่สามารถยืนยันแหล่งที่มาได้
- ไม่เปิดเผยข้อมูลบัตรและรหัส OTP แก่บุคคลอื่น พร้อมตรวจสอบชื่อร้านค้า ยอดเงิน และสกุลเงินในข้อความ OTP ให้ตรงกับรายการที่ทำธุรกรรมทุกครั้ง
- เปิดใช้งานระบบแจ้งเตือนการใช้บัตรผ่านแอปพลิเคชันของสถาบันการเงิน และตรวจสอบรายการใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ
- หากพบธุรกรรมผิดปกติ ให้รีบแจ้งสถาบันการเงินทันที เพื่อระงับการใช้บัตร ตรวจสอบรายการ และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
นายไรวินทร์กล่าวทิ้งท้ายว่า มิจฉาชีพอาจเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงไปตามสถานการณ์ แต่สิ่งที่ผู้บริโภคทำได้คือไม่รีบตัดสินใจ และตรวจสอบรายละเอียดทุกครั้งก่อนชำระเงินหรือกรอกข้อมูลการชำระเงิน เพราะเพียงใช้เวลาตรวจสอบเพิ่มอีกเล็กน้อย ก็อาจช่วยป้องกันความเสียหายที่ไม่ควรเกิดขึ้นได้