Strategic Move

Yunomori จาก First Mover ผู้บุกเบิกธุรกิจออนเซ็นในไทย สู่ก้าวต่อไปอาณาจักรสุขภาพแห่งอาเซียน

ในแวดวงธุรกิจสุขภาพและสปาของเมืองไทย ได้รู้จัก Yunomori ในฐานะผู้บุกเบิกธุรกิจออนเซ็นรายแรกๆ จากการเห็นช่องว่างของตลาด ด้วยการหยิบเอา ‘ออนเซ็นแบบญี่ปุ่น’ มาผสานกับ ‘การนวดแผนไทย’ เพื่อสร้างความแตกต่าง

yu.jpg

มาถึงปีนี้ Yunomori กำลังจะครบรอบ 14 ปี และกำลังก้าวสู่เป้าหมายต่อไปที่ท้าทายมากกว่าเดิม นั่นคือ การเป็นอาณาจักรสุขภาพแห่งอาเซียน ทั้งการขยายไลน์ธุรกิจ และบุกตลาดต่างประเทศเพิ่มเติม โดยปักหมุดที่ ‘เวียดนาม’ เพื่อรองรับความแรงของเทรนด์ Wellness

‘สมิทธิ์ เมฆอรุณกมล’ ซีอีโอ บริษัท ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เจ้าของ Yunomori เล่าว่า จุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้มาจากการตั้งข้อสังเกตว่า มีชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ (Expat) เป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่มีออนเซ็นบริการเลย จึงมองเห็นโอกาสในการสร้างธุรกิจ

โดยดีไซน์และวางคอนเซ็ปต์ให้แตกต่างบริการนวดหรือสปาที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ ด้วยการนำ ‘วัฒนธรรมการแช่ออนเซ็นแบบญี่ปุ่น’ มาผสมผสานกับ ‘ศิลปะการนวดแผนไทย’ ซึ่งกลายเป็นจุดแข็งที่สำคัญของแบรนด์

แม้ช่วงแรกจะถูกตั้งคำถามว่า การทำออนเซ็นในเมืองร้อนอย่างประเทศไทย จะสามารถไปรอดได้จริงหรือ?

แต่จากการศึกษาอย่างหนัก สมิทธิ์พบว่า คนญี่ปุ่นไม่ได้แช่ออนเซ็นเพื่อคลายหนาวเท่านั้น ทว่าจะแช่เพื่อสุขภาพและการผ่อนคลาย (Relaxation) ซึ่งเป็น Insight ที่สามารถปรับใช้กับคนไทยได้เช่นกัน

“ตอนแรกเราทำเพื่อซัพพอร์ตกลุ่มคนญี่ปุ่นที่อาศัยในไทย แต่ตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ กลุ่มลูกค้าหลักเป็นคนไทยที่ให้การตอบรับอย่างล้นหลาม จนปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าคนไทยมีมากกว่า 50% ส่วนที่เหลือคือกลุ่ม Expat และนักท่องเที่ยวที่เริ่มหันมาสนใจเทรนด์การดูแลสุขภาพมากขึ้น”

Yunomori พยายามออกแบบให้มีบริการครบวงจร ภายใต้แนวคิด Passive Wellness การดูแลสุขภาพแบบที่เน้นการพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกาย ผ่านการแช่ออนเซ็น สปา ร้านอาหาร และคาเฟ่ เพื่อตอบโจทย์ Longevity การมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพที่ผู้คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น

นอกจากสาขาที่มีอยู่ในปัจจุบัน 4 สาขา แบ่งเป็นในไทย 3 แห่ง ได้แก่ สุขุมวิท, สาทร และพัทยา อีก 1 แห่งอยู่ในสิงคโปร์   

Yunomori มีแผนจะขยายสาขาไปตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น ตามเทรนด์ Wellness ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเบื้องต้นปักหมุดไว้ที่ประเทศเวียดนาม เนื่องจากเวียดนามมีอัตราการเติบโตด้าน Wellness สูงถึง 15% และมีโครงสร้างประชากรที่เป็นคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการเป็น First Mover ของตลาดออนเซ็นที่นั่น

นอกจากนี้ กำลังเตรียมเปิดตัวโปรเจกต์ใหญ่ในย่านทองหล่อช่วงปลายไตรมาส 2 ปีหน้า ในรูปแบบ Wellness Hotel โรงแรมระดับ 4 ดาวขนาด 70-80 ห้องที่เน้นการบูรณาการเข้ากับออนเซ็นและกิจกรรมสุขภาพครบวงจร เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มองหา Wellness Experience

แม้สถานการณ์ปัจจุบันดูจะพไม่เอื้ออำนวยกับการขยายธุรกิจนัก จากภาวะเศรษฐกิจและสงครามที่ล้วนแล้วแต่กระทบต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั้งสิ้น  

แต่ทางสมิทธิ์บอกว่า ตลอดการเดินทาง 14 ปี ของ Yunomori ผ่านวิกฤตมามากมายตั้งแต่น้ำท่วม โควิด-19 ซึ่งบทเรียนสำคัญที่ได้รับแล้วนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบัน คือ การประเมินความเสี่ยง และเวลาลงทุนอย่าเทหมดหน้าตัก เพราะความแน่นอนคือความไม่แน่นอน

นอกจากนี้ ต้องบริหารคนให้เป็น เนื่องจากธุรกิจบริการคือการบริหารคน 100% ดังนั้น การสื่อสารจากผู้บริหารไปยังทีมทีมปฏิบัติการให้เข้าใจ Message เดียวกัน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพื่อให้เดินหน้าไปด้วยกันได้