บนเวที The Secret Sauce Summit 2026 ในเซสชัน “THE MILLION CREATOR CLUB ครีเอเตอร์ล้านซับ สิ่งที่เริ่มทำและเลิกทำ เพื่อไปต่อปี 2027” ที่ 4 ครีเอเตอร์ตัวท็อปของไทย ได้แก่
- ป๋าเต็ด - ยุทธนา บุญอ้อม
- บาส - ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ Go Went Go
- โอ๊ต - ปราโมทย์ ปาทาน กรรมการผู้จัดการบริษัท โคตรคูล
- โค้ดดี้ - อรรถพล โพธิ์หาญรัตนกุล ซีอีโอบริษัท GoodDay
มาร่วมแชร์ประสบการณ์จากการทำคอนเทนต์ในวันที่การแข่งขันไม่ได้มีแค่เรื่องไอเดีย ในวันที่คนดูมีตัวเลือกมากกว่าที่เคย ครีเอเตอร์ระดับแถวหน้าของเมืองไทยรับมืออย่างไร? เพื่อแย่ง “เวลาของคนดู”
เมื่อทุกคนเป็นครีเอเตอร์ การแย่งเวลาคนดูก็ยากขึ้น
คำถามแรกที่ถูกโยนเข้าในวงสนธนา คือ “ใครรู้สึกว่าปีนี้ทำคอนเทนต์ยากกว่าทุกปีที่ผ่านมา?”
ป๋าเต็ด เปิดวงด้วยปัญหาที่เจ้าตัวยอมรับตรง ๆ ว่าเจอกับตัวเอง นั่นคือยอดวิวของช่องลดลงอย่างเห็นได้ชัด สิ่งแรกที่คิดคืออัลกอริทึม แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ป๋าเต็ดพบว่าปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่แพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมากคือ จำนวนคนผลิตคอนเทนต์ วันนี้ใคร ๆ ก็เป็นครีเอเตอร์ได้ เพียงมีโทรศัพท์มือถือก็สามารถผลิตทั้ง Short-form และ Long-form ออกมาได้ ทำให้คนดูมีตัวเลือกมากขึ้นแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ป๋าเต็ดเองยังยกตัวอย่างพฤติกรรมของตัวเองว่า ในเวลาว่างก็ยังเผลอไปดูคลิปของไรเดอร์ที่กำลังส่งของและคุยตลก ๆ กับเจ้าของบ้าน ทั้งที่ไม่รู้จักเจ้าของช่องมาก่อน นั่นสะท้อนว่าครีเอเตอร์ไม่ได้กำลังแข่งกับครีเอเตอร์คนอื่นเท่านั้น แต่กำลังแข่งกับทุกสิ่งที่สามารถดึงความสนใจของคนดูไปจากตัวเองได้
ขณะที่ บาส มองว่า Go Went Go อยู่ในภาวะ “Maintain” คือยอดไม่ได้เติบโตเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้ตกจนน่ากังวล ทว่าความยากอยู่ที่ การรักษาระดับเดิมต้องใช้ Energy มากขึ้นกว่าเดิม
เพราะถ้าเมื่อก่อนคนติดตามตัวบุคคลและเมื่อเราลงคลิป คนก็พร้อมจะเข้ามาดู วันนี้พฤติกรรมเปลี่ยนไปแล้ว คนหนึ่งคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่าเดิม เมื่อหักเวลานอน ทำงาน กินข้าว และกิจกรรมต่าง ๆ เวลาที่เหลือสำหรับการเสพคอนเทนต์จึงมีจำกัด
การลงคลิปจึงไม่ใช่แค่ “ทำแล้วโพสต์” แต่ต้องคิดมากขึ้นว่าคอนเทนต์ของเราจะชนะตัวเลือกอื่นได้อย่างไร
สนามใหม่ อาจไม่ต้องไปสู้กันบนมือถือ
หนึ่งใน Insight ที่น่าสนใจที่สุดจากบาส คือพฤติกรรมการดูคอนเทนต์ผ่านจอทีวี เดิมเขาคิดว่าคนดูคอนเทนต์ท่องเที่ยวส่วนใหญ่น่าจะรับชมผ่านมือถือ แต่เมื่อดูข้อมูลหลังบ้านของ Go Went Go กลับพบว่า ผู้ชมประมาณ 75-80% รับชมผ่านทีวี ในแอป YouTube
เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้มาจากหลายปัจจัย ทั้ง Smart TV จอใหญ่ที่มีราคาถูกลง อินเทอร์เน็ตที่เร็วขึ้น และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีทีวีไว้ดู Netflix อยู่แล้ว
เมื่อจอใหญ่ขึ้น การดูคอนเทนต์จึงเปลี่ยนจากการหยิบมือถือขึ้นมาเลื่อนดู ไปสู่การ “Lean Back” หรือเอนหลังนั่งดูอย่างตั้งใจ
สำหรับคอนเทนต์ท่องเที่ยว เรื่องนี้มีความหมายมาก เพราะภาพและบรรยากาศของสถานที่สามารถส่งผ่านบนจอใหญ่ได้เต็มที่ ขณะที่มือถือมี Notification และแอปอื่น ๆ คอยดึงความสนใจอยู่ตลอดเวลา
ที่สำคัญ การดูผ่านทีวีอาจไม่ได้หมายถึงผู้ชมเพียงคนเดียว หนึ่งวิวบนทีวีอาจหมายถึงสมาชิกหลายคนในครอบครัวที่นั่งดูอยู่ด้วยกัน ทำให้คอนเทนต์มีโอกาสสร้างผลกระทบต่อผู้ชมมากกว่าตัวเลขวิวที่เห็นบนหน้าจอ
บาสจึงลงทุนถ่ายวิดีโอเป็น 4K มาประมาณ 5-6 ปี แม้จะต้องแลกกับต้นทุนด้านกล้อง คอมพิวเตอร์ และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่สูงขึ้น เพื่อให้ประสบการณ์การรับชมบนจอใหญ่ดีขึ้น
ในมุมธุรกิจ บาสมองว่าการดูผ่านทีวีอาจเป็นอีกสนามที่ครีเอเตอร์ยังไม่ต้องลงไปแข่งขันแย่งความสนใจกับคอนเทนต์จำนวนมหาศาลบนมือถือ
“Stat ของการดูผ่านทีวีเนี่ย ผมว่ามันเป็นสนามที่เรียกได้ว่าเรายังไม่ต้องไปตีกับมือถือ”
Short-form ไม่ได้มาแทน Long-form แต่ทำหน้าที่คนละอย่าง
อีกคำถามสำคัญคือ เมื่อคนดูมีเวลาน้อยลง ครีเอเตอร์ควรหันไปทำ Short-form ทั้งหมดหรือไม่?
สำหรับโอ๊ต คำตอบคือ ไม่จำเป็น โดยโคตรคูลทำคอนเทนต์วาไรตี้แบบ Long-form ซึ่งมี Material จำนวนมาก ทั้งมุก มีม และช่วงที่สามารถตัดออกมาเป็นคลิปสั้นได้ ทีมจึงนำวัตถุดิบจากรายการยาวไปตัดเป็น Short-form แล้วกระจายบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ
เป้าหมายไม่ใช่ให้คลิปสั้นมาแทนรายการยาว แต่ใช้เป็นประตูดึงคนที่ยังไม่รู้จักช่องให้กลับไปดูคอนเทนต์เต็ม
รายได้จาก Short-form โดยตรงอาจไม่ได้มากนักจนโอ๊ตเปรียบว่า “เหมือนทำฟรี” แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ Reach และฐานผู้ชมใหม่ ดังนั้น Short-form กับ Long-form จึงไม่ได้จำเป็นต้องแย่งตลาดกัน แต่สามารถทำงานเป็นระบบเดียวกันได้
ขณะที่ ป๋าเต็ด ใช้ข้อมูลหลังบ้านมาปรับวิธีเผยแพร่เช่นกัน เขาพบว่าผู้ชม Facebook ชอบดูคลิปไฮไลต์มากกว่า ขณะที่ผู้ชม YouTube มีแนวโน้มดูรายการเต็มที่ยาว 50 นาทีถึง 1 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น
ทีมจึงแยกหน้าที่ของแต่ละแพลตฟอร์มชัดขึ้น YouTube เป็นพื้นที่สำหรับ Long-form ส่วน Facebook ใช้ลง Highlight แม้คลิปสั้นจะไม่ได้สร้างรายได้โดยตรงมากเท่าคอนเทนต์หลัก แต่ช่วยขยายฐานผู้ติดตาม จนปัจจุบันฐานผู้ติดตามบน Facebook ของป๋าเต็ดเติบโตแซง YouTube ไปไกล
บทเรียนจึงไม่ใช่ว่าแพลตฟอร์มไหนดีกว่า แต่คือ คอนเทนต์แต่ละรูปแบบควรมีหน้าที่ของตัวเอง และเมื่อ Energy ของคนทำมีจำกัด วิธีคิดก็ต้องเปลี่ยนจาก “ทำให้เยอะขึ้น” เป็น “ทำหนึ่งครั้งให้คุ้มขึ้น” เช่น วางสคริปต์หรือการถ่ายทำให้สามารถนำ Material เดียวกันไปใช้เป็น Long-form และตัดต่อเป็น Short-form สำหรับหลายแพลตฟอร์มได้
เพราะในวันที่การแข่งขันสูงขึ้น การเพิ่มจำนวนชิ้นงานอาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป แต่การทำให้หนึ่งชิ้นงานสร้างมูลค่าได้หลายทางต่างหากที่สำคัญขึ้น
เลิกยึดติดกับ “ล้านวิว” แล้วถามว่า คนหลังจอคือใคร
หากมีประเด็นหนึ่งที่เป็นแกนกลางของวงสนทนานี้ น่าจะเป็นการเปลี่ยนคำถามจาก “ทำอย่างไรให้ได้ล้านวิว?” ไปสู่ “คนที่กำลังดูเราเป็นใคร?”
โค้ดดี้ มองว่า ครีเอเตอร์จำนวนมากยังติดกับดักความคิดว่า รายการที่ดีต้องได้ล้านวิว แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่จำเป็น
เขายกตัวอย่างว่า หากทำคอนเทนต์เรื่องโรงเรียน แล้วมีคนดู 10,000 คน แต่เป็นคนที่กำลังหาโรงเรียนให้ลูกจริง ๆ กลุ่มคนจำนวนนี้อาจมีคุณค่าทางธุรกิจมากกว่าการได้ยอดวิวหลักล้านจากคนที่ไม่ได้สนใจเรื่องดังกล่าว ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่จำนวนคนดู แต่คือ “คนที่ใช่”
ก่อนเริ่มทำรายการ โค้ดดี้จึงเสนอให้เริ่มจากการมอง “คนหลังจอ” ก่อนว่าเป็นใคร กำลังทำอะไร และอยู่ใน Mood หรือ Energy แบบไหน อย่างรายการท่องเที่ยวที่เปิดดูผ่านทีวีในห้องนั่งเล่น ซึ่งอาจมีทั้งพ่อ แม่ และลูกนั่งอยู่ด้วยกัน ก็ต้องคิดเรื่องภาษาและระดับความหยาบคายให้ต่างจากรายการที่คนดูคนเดียว
เช่นเดียวกับคอนเทนต์ที่คนเปิดระหว่างกินข้าว คนฟังตอนขับรถไปทำงาน หรือคนดูในห้องน้ำ คนดูต่างกัน บริบทต่างกัน วิธีเล่าก็ควรต่างกัน
“เราไม่ได้มองเป็นรูปแบบว่าเราจะทำรายการอะไร แต่เราเห็นผู้บริโภคแล้วว่าหลังจอเป็นใคร”
และการเข้าใจคนดูไม่ได้จบแค่ Demographic แต่รวมถึงสภาพสังคม อารมณ์ความรู้สึก และแม้แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อพลังงานของคนดูและประเภทคอนเทนต์ที่พวกเขาพร้อมจะรับในเวลานั้น
Community สิ่งที่อัลกอริทึ่มก็พรากไปไม่ได้
เมื่อยอดวิวไม่ใช่คำตอบทั้งหมด สิ่งที่ทั้งสี่คนให้ความสำคัญมากขึ้นคือ Community
โอ๊ต มองว่า Community ของโคตรคูลแข็งแรงจนกลายเป็นวัฒนธรรมของตัวเอง โดยเฉพาะพื้นที่ Comment ที่คนดูเข้ามาเล่นมุก แซว และผวนคำกันต่อ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่คนเข้ามาดูรายการแล้วออกไป แต่คนดูรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นั้น
สำหรับโอ๊ต คนดูหลักพันที่พร้อมสนับสนุนและซื้อสินค้าจริง อาจมีค่ามากกว่ายอดวิวหลักล้านที่ขายสินค้าได้เพียงหลักสิบ
เพราะยอดวิวบอกว่า “คนเห็น” แต่ Community บอกว่า “คนสนใจและพร้อมสนับสนุน”
ป๋าเต็ด ก็เห็นภาพเดียวกันจากรายการรีวิวแผ่นเสียงของตัวเอง ยอดวิวต่อตอนอาจอยู่เพียงหลักพันถึงหลักหมื่น และน้อยกว่าคอนเทนต์อื่นในช่อง แต่เมื่อเดินเข้าร้านแผ่นเสียง คนขายกลับถามถึงแผ่นที่เขาเพิ่งแนะนำ บางร้านถึงขั้นนำแผ่นนั้นขึ้นโชว์พร้อมบอกว่าป๋าเต็ดเพิ่งพูดถึง
สำหรับเขา นี่คือการเป็น Top of Mind ในกลุ่มคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน ดังนั้น นี่จึงไม่ต่างจากการทำโฆษณาแบบเจาะกลุ่ม หากแบรนด์ต้องการเข้าถึงคนที่สนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งจริง ๆ การมีคนดูไม่มาก แต่ตรงกลุ่ม อาจมีค่ากว่าการเข้าถึงคนจำนวนมหาศาล
บาส เองก็ย้ำว่า ในวันที่การแข่งขันสูงขึ้น ครีเอเตอร์และแบรนด์ไม่ควรดูแค่ตัวเลขยอดวิวที่อยู่ด้านหน้า แต่ต้องกลับไปดูข้อมูลหลังบ้านและคุณภาพของการรับชมให้ละเอียดขึ้น เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่มีคนเห็นคอนเทนต์ แต่คือคนเหล่านั้นสนใจมากพอที่จะดูต่อ มีส่วนร่วม และกลับมาอีกหรือไม่
Community จึงทำหน้าที่เหมือนฐานที่ครีเอเตอร์สร้างขึ้นเอง และไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของอัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว
“Community สำคัญมาก เพราะตอนนี้ยอด View เหมือนจะเยอะขึ้น แต่คุณภาพน้อยลง”
“ตอบ Comment ด้วย Content” เมื่อคนดูกลายเป็นคนช่วยคิดงาน
การสร้าง Community ของแต่ละครีเอเตอร์ก็ต่างกันไป อย่าง บาส มองว่า ครีเอเตอร์อยากให้คนดูมี Engagement ไม่ว่าจะไลก์ คอมเมนต์ แชร์ ในทางกลับกัน คนดูก็อยากได้เช่นกัน ดังนั้น ทางช่องก็จะพยายามตอบคอมเมนต์ พูดคุย จนเกิดเป็น Community
“ก็เหมือนการจีบสาว ถ้าแชทหนักขวา วันหนึ่งเขาก็อาจจะหยุดไป คอมเมนต์ก็ไม่มีใครอ่าน ดังนั้น เราต้องมีเอนเกจต์ ต้องพูดคุย”
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่าครีเอเตอร์ต้องตอบทุกคอมเมนต์ด้วยตัวเอง โค้ดดี้ กล่าว่า เขาแทบไม่มีเวลาเข้าไปตอบคอมเมนต์จำนวนมาก แต่ใช้วิธีอ่านสิ่งที่ผู้ชมถามและอยากรู้ แล้วนำกลับมาพัฒนาเป็นคอนเทนต์ใหม่
เขาเรียกวิธีนี้ว่า “ตอบ Comment ด้วย Content” โดยเลือกจะนำ Comment ไปต่อยอดเป็นคอนเทนต์ที่คนอีกจำนวนมากสามารถดูได้ Comment จึงไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข Engagement แต่กลายเป็นแหล่ง Insight สำหรับการทำงาน
ในขณะเดียวกัน การขายก็ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นแบบตรง ๆ เสมอไป เมื่อ Community มีความสัมพันธ์กับตัวครีเอเตอร์มากพอ การพูดถึงสินค้า การใช้สินค้าจริง หรือการทำ Personal Branding ก็สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของคอนเทนต์ได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกคลิปให้กลายเป็นโฆษณา
จาก Media สู่ Community และจาก Community สู่ธุรกิจ
เมื่อ Community แข็งแรง สิ่งที่ตามมาคือคำถามว่า จะต่อยอดมันอย่างไร
โอ๊ต ยกตัวอย่าง รีย์รัน งานวิ่งที่เริ่มต้นจากกลุ่มเพื่อนและความสนุก ก่อนจะค่อย ๆ ขยายจากงานเล็กที่มีผู้เข้าร่วมหลักร้อย ไปสู่กิจกรรมที่มีผู้สมัครเกือบ 3,000 คน จุดสำคัญไม่ใช่การเริ่มต้นด้วยงานใหญ่ แต่เป็นการสร้าง Community เล็ก ๆ ให้เกิดขึ้นก่อน
“สร้าง Community เล็กๆ ของเราก่อน หาคนที่ชอบในสิ่งเดียวกันมาแกนหลักร่วมกัน”
เมื่อคนเหล่านั้นเริ่มรวมตัวกันได้ งาน On-ground จึงเกิดขึ้น และเมื่อมีคนต้องการมากพอ แบรนด์ก็เริ่มเห็นโอกาสเข้ามาเป็นพันธมิตร โมเดลจึงไม่ได้จบที่การขายบัตร แต่สามารถต่อยอดไปสู่สปอนเซอร์ การออกบูธ และการทำคอนเทนต์ออนไลน์ให้กับแบรนด์ที่เข้าร่วมได้อีกทาง
นี่ทำให้ On-ground ไม่ได้เป็นธุรกิจที่แยกขาดจาก Content แต่เป็นอีกพื้นที่ที่ Community สามารถมาเจอกันจริง และสิ่งที่เกิดขึ้นหน้างานก็สามารถกลับไปสร้าง Content ต่อบนออนไลน์ได้
บาส เองก็ต่อยอดจาก Media และ Personal Branding ไปสู่ธุรกิจร้านอาหารและร้านกินดื่มหลายแห่ง สิ่งที่เขาทำไม่ใช่การขายสินค้าในช่องแบบตรง ๆ แต่ใช้ตัวตนของตัวเองเป็นตัวเชื่อม เวลาพูดถึงธุรกิจที่ทำอยู่ก็พูดตรง ๆ และรับ Feedback จากผู้ชมกลับไปปรับปรุงธุรกิจ
สำหรับ โค้ดดี้ มองว่า เมื่อฐานคนดูเติบโตจนถึงจุดหนึ่ง โอกาสทางธุรกิจใหม่ก็สามารถเปิดออกได้เอง ในมุมนี้ Social Media จึงไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็น Distribution Channel ที่สามารถพาไปสู่สินค้า บริการ อีเวนต์ หรือธุรกิจอื่นได้
“เราทำโซเชียลมีเดียของเราเพื่อขายของอยู่แล้ว แต่วันหนึ่งโซเชียลมีเดียเราดันเป็นคนที่ผู้คนชอบ ทำไมเราไม่ทำโปรโมตสินค้า”
ป๋าเต็ด เองก็เห็นด้วยกับการต่อยอดไป On-ground โดยมองไปถึงอุตสาหกรรมอีเวนต์และคอนเสิร์ต ซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่เขาคลุกคลีมาโดยตรง เขาระบุว่า หากนับเฉพาะรายได้จากการขายบัตรคอนเสิร์ตและมิวสิกเฟสติวัล ไม่รวมสปอนเซอร์และธุรกิจประเภทอื่น ตลาดในไทยมีมูลค่าทะลุหลัก หมื่นล้านบาท ไปแล้ว
สำหรับเขา นี่สะท้อนว่า แม้คนจะใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากขึ้น แต่ความต้องการพบปะและมีประสบการณ์ร่วมกับคนอื่นยังไม่หายไป
ตรงกันข้าม เมื่อชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ ความต้องการ “เจอคนจริง ๆ” อาจยิ่งมีความหมายมากขึ้น
AI ไม่ใช่ศัตรู แต่คนทำคอนเทนต์ต้องรู้ว่าอะไรควรให้ AI ทำ
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ AI โดย โอ๊ต ไม่ได้มองว่า AI เป็นศัตรู แต่เป็นเครื่องมือเพิ่ม Productivity โดยเฉพาะคนที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจ ซึ่งสามารถใช้ AI ช่วยหาความรู้เรื่องบัญชี กฎหมาย หรือเรื่องที่ตัวเองไม่รู้ได้ตลอดเวลา
แต่คำสำคัญคือ “ผู้ช่วย” ไม่ใช่ปล่อยให้ AI ทำแทนทุกอย่าง
บาส เสริมว่า พฤติกรรมของตัวเอง หากเห็นร้านอาหาร ใช้ AI สร้างภาพเมนูอาหาร แทนการถ่ายอาหารจริง เขาจะ ตัดร้านนั้นออกทันที เพราะยังอยากเห็นของจริงมากกว่า
ในมุมของบาส สิ่งที่น่ากังวลกว่าการที่ AI จะเข้ามาทำคอนเทนต์ คือการที่ครีเอเตอร์อาจใช้เครื่องมือเหล่านี้จนกลับไปทำคอนเทนต์แบบ Mass Media อีกครั้ง เมื่อทุกคนพยายามทำคอนเทนต์ให้แมสและอยากได้ล้านวิว โลก Social Media ก็มีโอกาสกลับไปสู่พฤติกรรมแบบเดียวกับ Mass Media
สิ่งที่บาสอยากให้ครีเอเตอร์รักษาไว้คือ ข้อได้เปรียบที่ Social Media เคยมอบให้ นั่นคือ การเป็นตัวของตัวเอง
“ใช้ประโยชน์จากการที่มันเปิดให้เราเป็นตัวของตัวเองได้ เอาสิ่งที่เราสนใจแล้วนำเสนอมันออกไป อย่ากลับไปเป็น Mass Media อีกรอบ”
ปี 2027 อาจไม่ใช่ปีของสูตรใหม่ แต่เป็นปีของการรู้จักตัวเองและคนดูให้มากขึ้น
เมื่อพิธีกรขอให้ทั้งสี่คนฝากข้อคิดถึงครีเอเตอร์ที่กำลังเดินหน้าต่อในปี 2027 คำตอบกลับไม่ได้จบที่ Algorithm, AI หรือสูตรทำคอนเทนต์
โค้ดดี้ เลือกพูดถึง “ใจ” เขาบอกให้ทุกคนทำงานหนักในสนามของตัวเองต่อไป แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องดูแลตัวเองด้วย
“งานมีปัญหาไม่เป็นไร ทำใหม่ได้เสมอ ไม่ว่าจะมี AI อะไรก็ตาม แต่อย่าลืมดูแลจิตใจ ถ้าใจเรายังไหว เราไปต่อได้”
สำหรับเขา AI ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกลัวล่วงหน้าจนทำร้ายตัวเอง เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะยืนหวาดกลัวอยู่หน้าเหวก่อนจะรู้ด้วยซ้ำว่าอะไรจะเกิดขึ้น
โอ๊ต เองฝากอีกมุมที่เรียบง่ายไม่แพ้กัน สิ่งสำคัญจากการมางานวันนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่แต่ละคนได้กลับไป แต่คือการที่ทุกคนยอมออกจากบ้าน ฝ่ารถติด และมานั่งอยู่ตรงนี้ นั่นแปลว่าอย่างน้อยทุกคนมีความพยายามบางอย่างที่จะทำให้ตัวเองเก่งขึ้น
“ถ้ามันจะเป็นจุดที่สปาร์กให้คุณเริ่มทำอะไรบางอย่าง ผมว่าคุณเริ่มทำได้เลย ไม่ต้องรออะไรเลย ทำมันในสิ่งที่คุณอยากทำ ดีบ้างแย่บ้าง”
ทั้งสี่คนบนเวทีเองก็ไม่ได้เดินมาถึงจุดนี้ด้วยสูตรสำเร็จ พวกเขาผ่านทั้งงานที่สำเร็จและงานที่พลาดมาก่อน และนั่นอาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดของวงสนทนา
ในวันที่จำนวนคอนเทนต์เพิ่มขึ้นมหาศาล แต่เวลาของคนดูยังเท่าเดิม การชนะด้วย “ยอดวิว” อย่างเดียวอาจยากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนดูไม่ได้มีหน้าที่ต้องดูเรา
สิ่งที่ครีเอเตอร์ต้องทำจึงไม่ใช่แค่ผลิตคอนเทนต์ให้มากขึ้น แต่ต้องรู้ว่า ใครคือคนที่เราอยากให้ดู ทำไมเขาถึงควรดู และเมื่อเขาดูแล้ว เราจะสร้างความสัมพันธ์นั้นต่ออย่างไร
จากยอดวิวไปสู่คนที่ใช่ จากคนที่ใช่ไปสู่ Community จาก Community ไปสู่ธุรกิจ สินค้า และประสบการณ์จริง
ขณะเดียวกันก็ใช้ AI และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดงานที่ไม่จำเป็น เพื่อให้พลังงานของคนทำเหลือพอสำหรับสิ่งที่เครื่องมือยังทดแทนไม่ได้ นั่นคือการสร้าง “Creator Business” ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าอัลกอริทึมจะส่งคลิปไปให้คนกี่คนในวันนั้น
เพราะสุดท้ายแล้ว ในวันที่ใคร ๆ ก็สามารถผลิตคอนเทนต์ได้ ความได้เปรียบอาจไม่ใช่การเป็นคนที่สร้างคอนเทนต์ได้เร็วที่สุด แต่อาจเป็นการเป็นคนที่ มีคนอยากฟังอยู่ แม้ในวันที่อัลกอริทึมไม่ได้พาเราไปหาเขา