Strategic Move

‘Burger King’ เดินเกม IP Collab ผนึก ‘Dragon Ball’ ดึงลูกค้าเข้าร้าน พร้อมปั้น Small Format ลงฟู้ดคอร์ท ปักเป้าเพิ่ม Traffic 15%

ในวันที่การแข่งขันของธุรกิจ QSR ไม่ได้มีแค่เรื่องรสชาติ แต่ยังต้องแข่งกันด้วยราคา โปรโมชัน ความเร็ว และเหตุผลที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกเดินเข้าร้าน Burger King กำลังเพิ่มอีกหนึ่งคำตอบเข้าไปในสมการนี้ นั่นคือ Pop Culture

BURGERKINGCOLLAB-01.jpg

จาก “Naruto” สู่ “Dragon Ball” รวมถึงอีกหลาย IP ที่ถูกนำมาทดลองในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นจึงอาจไม่ใช่เพียงการนำคาแรกเตอร์ดังมาสร้างสีสันให้เมนูอาหาร แต่กำลังสะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดของ Burger King จากการทำ Collaboration เป็นแคมเปญเฉพาะกิจ ไปสู่การใช้ IP เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการตลาดที่มีโจทย์ทางธุรกิจชัดเจนขึ้น

ล่าสุด Burger King เปิดตัว BURGER KING x DRAGON BALL SUPER นำ Global IP อย่าง Dragon Ball Super มาพัฒนาเป็นทั้งเมนูใหม่และของสะสม โดยมีเมนูพิเศษ 10 รายการ และฟิกเกอร์ 6 คาแรกเตอร์ที่ทยอยออกมาเป็นระยะ

เป้าหมายของแคมเปญจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การขาย Whopper หรือขายของสะสม แต่คือการสร้าง “เหตุผล” ให้ลูกค้าเข้าร้านมากขึ้น กลับมาซ้ำ และพูดถึงแบรนด์ต่อ

จาก Naruto จุดเปลี่ยนที่ทำให้ IP ไม่ใช่แค่ ‘ของแถม’

จุดเปลี่ยนสำคัญต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2568 กับ BURGER KING x NARUTO เวลานั้น Burger King นำทั้งเมนูพิเศษ ฟิกเกอร์ และบรรยากาศภายในร้านเข้าสู่โลกของ Naruto พร้อมนำของสะสมกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์แบรนด์อีกครั้ง หลังจากห่างหายจากการใช้ของเล่นเป็นเครื่องมือทางการตลาดมาประมาณ 10 ปี

Naruto จึงเป็นเหมือนการทดลองว่า การนำ IP ที่มีฐานแฟนเหนียวแน่นเข้ามาผูกกับอาหารและของสะสม จะสามารถสร้างพฤติกรรมที่มากกว่าโปรโมชั่นทั่วไปได้หรือไม่

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทำให้ Burger King เห็นสัญญาณบางอย่างชัดขึ้น โดยในช่วงเดือนที่ทำแคมเปญ Naruto ยอดขายเติบโตเกือบ 10% และ Transaction เติบโตราว 12–13% 

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลข คือคำถามที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นว่า ถ้า IP สามารถสร้าง Traffic และ Engagement ได้ แล้วทำไมไม่ทำให้มันกลายเป็นกลยุทธ์?

จากนั้น Burger King จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ Naruto แต่ทดลองกับ IP อื่นต่อเนื่อง ก่อนจะมาถึง Dragon Ball ในวันนี้

ดังนั้น หาก Naruto คือจุดที่ทำให้ Burger King เห็นศักยภาพของโมเดลนี้ Dragon Ball ก็คืออีกขั้นของการออกแบบ Collaboration ให้มีเป้าหมายทางธุรกิจชัดขึ้น ทั้ง Traffic, Frequency, Average Bill และ Earned Media

BURGER-KING-x-NARUTO-11

ทำไมต้อง Dragon Ball?

การเลือก Dragon Ball ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเป็นการ์ตูนดัง แต่เพราะ IP นี้มีคุณสมบัติที่เข้ากับฐานลูกค้าของ Burger King

อานัส นลินวิลาวัณย์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เบอร์เกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าว่า Dragon Ball เริ่มต้นในปี 1984 แต่ปัจจุบันก็ยังคงมีคอนเทนต์ใหม่ ๆ ออกมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นมังงะ อนิเมะ และเกม จนกลายเป็น Global IP ที่มีฐานแฟนหลาย Generation โดยเฉพาะกลุ่ม Gen X และ Gen Y ที่เติบโตมากับ Goku, Vegeta และตัวละครต่าง ๆ ในเรื่อง

นี่ทำให้ Dragon Ball มีคุณสมบัติที่น่าสนใจในเชิงการตลาด เพราะไม่ได้จำกัดอยู่แค่เด็กหรือวัยรุ่น แต่สามารถดึงผู้ใหญ่ที่มีความผูกพันกับแบรนด์มาตั้งแต่เด็กกลับเข้าสู่ร้านได้ด้วย โดยเฉพาะ Gen Y อายุประมาณ 30–45 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานลูกค้าหลักของ Burger King

นี่ทำให้แนวคิดเรื่อง Nostalgia Marketing ยังคงทำงานอยู่ เพียงแต่ไม่ได้ขาย “ความคิดถึง” อย่างเดียว Burger King กำลังเปลี่ยนความคิดถึงให้กลายเป็น พฤติกรรมการซื้อในปัจจุบัน

อยากเก็บครบก็ต้องมาทุกอาทิตย์

Dragon Ball Super ครั้งนี้จึงไม่ได้มาในรูปของฟิกเกอร์ที่นำมาแถมกับอาหารเท่านั้น

Burger King พัฒนาเมนูใหม่รวม 10 รายการ โดยมี Super Saiyan Whopper เป็นหนึ่งในเมนูหลัก ใช้ขนมปังสีส้มจากสีธรรมชาติของปาปริกา พร้อมซอสสไตล์ญี่ปุ่น ขณะที่เมนูของหวาน เครื่องดื่ม และของทานเล่นก็ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกับธีมของ Dragon Ball

ส่วนฟิกเกอร์มีทั้งหมด 6 คาแรกเตอร์ และทยอยออกมาเป็นช่วง ๆ

สำหรับคนที่ต้องการเก็บครบทั้งชุด มี Super Box ราคา 1,499 บาท หรือ 1,299 บาทสำหรับสมาชิกที่ซื้อผ่าน Burger King App โดยจำกัดเพียง 1,000 ชุด ซึ่งขายหมดตั้งแต่ 2 วันที่เปิดจำหน่าย

ขณะที่ชุด Super Saiyan Whopper พร้อมเฟรนช์ฟรายส์และเครื่องดื่ม ราคา 299 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับราคาชุด Whopper ปกติ และลูกค้าจะได้รับฟิกเกอร์ 1 ตัว โดยตัวละครจะหมุนเวียนในแต่ละสัปดาห์

รายละเอียดนี้สำคัญกว่าการบอกว่า Burger King มีฟิกเกอร์ 6 ตัว เพราะการทยอยปล่อยของสะสมทำให้ โปรโมชั่นกลายเป็นกลไกสร้าง Frequency ถ้าลูกค้าต้องการสะสมให้ครบ 6 ตัว การซื้อครั้งเดียวไม่เพียงพอ

จากเดิมที่การเข้าร้านเกิดขึ้นเพราะ “หิว” หรือ “อยากกินเบอร์เกอร์” จึงเพิ่มเหตุผลใหม่เข้าไปว่า “อยากได้ตัวนี้” และนั่นคือพฤติกรรมที่ Burger King ต้องการสร้าง

01-นายอานัส นลินวิลาวัณย์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เบอร์เกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด.jpg

Frequency ไม่ใช่ของแถม แต่เป็นโจทย์ธุรกิจ

ข้อมูลจาก Burger King ระบุว่า ลูกค้าโดยเฉลี่ยเข้าร้านประมาณ 2–3 ครั้งต่อเดือน ขณะที่แคมเปญ Dragon Ball ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความถี่ดังกล่าว

นี่ทำให้ฟิกเกอร์ทั้ง 6 ตัวไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง Merchandise แต่กลายเป็น Frequency Driver ยิ่งไปกว่านั้น Burger King ยังมองเรื่อง Average Bill ด้วย

Average Spend ต่อบิลอยู่ที่ประมาณ 285 บาท ขณะที่ชุด Dragon Ball อยู่ที่ 299 บาท ซึ่งบริษัทคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดใช้จ่ายต่อบิลราว 15–20 บาท ดังนั้น ในมุมธุรกิจ ฟิกเกอร์จึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงดึงคนเข้าร้าน แต่ถูกวางให้ช่วยตอบโจทย์ทั้ง Traffic, Frequency และ Average Bill ในแคมเปญเดียว

ชอบ-ลอง-แชร์

Burger King มองผลลัพธ์ของ Collaboration ผ่าน 3 มิติ

1. Great Customer Satisfaction

ชั้นแรกคือการสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับลูกค้า

Dragon Ball ทำหน้าที่ดึงความทรงจำและความผูกพันในวัยเด็กกลับมาอยู่ในบริบทใหม่ ผ่านอาหาร ของสะสม และประสบการณ์ในร้าน

นี่คือ Nostalgia ที่ไม่ได้จบลงด้วยการ “คิดถึงอดีต” แต่เปลี่ยนความรู้สึกนั้นให้กลายเป็นเหตุผลในการซื้อ

2. Product Innovation

ชั้นต่อมาคือ Product

Burger King ไม่ได้เพียงนำรูป Goku ไปติดบนแพ็กเกจแล้วจบ แต่ต้องพัฒนาอาหารให้มีความเชื่อมโยงกับ IP ทั้งสีของขนมปัง ซอส และเมนูอื่น ๆ

เพราะในมุมของแบรนด์ IP เป็นตัวเรียกความสนใจ แต่ Product ต้องเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าการซื้อครั้งนั้นคุ้มค่า

3. Culture Reinforcement

สุดท้ายคือการทำให้แคมเปญเดินต่อด้วยผู้บริโภคเอง เมนูสีส้ม ฟิกเกอร์ หรือการแต่งตัวตามธีม ล้วนถูกออกแบบให้มีความ “ถ่ายแล้วอยากแชร์” เมื่อผู้บริโภคสร้างคอนเทนต์ขึ้นมาเอง สิ่งที่ Burger King ได้จึงไม่ใช่แค่ยอดขายจาก Transaction แต่คือ Earned Media และ Brand Exposure

โมเดลจึงกลายเป็น IP ทำให้เกิดความอยากซื้อ - กลับมาซ้ำ - แชร์ - เกิด Earned Media และวงจรนี้สามารถทำงานต่อได้โดยไม่ต้องพึ่ง Media Buying เพียงอย่างเดียว

02-ภาพประกอบข่าว Burger King.jpg

ลูกค้าใหม่ ลูกค้าเดิม และคนที่หายไป

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของ Burger King ในการออกแคมเปญ Collaboration กับ อีกประเด็นที่ทำให้ Dragon Ball ไม่ได้มองแค่ “ลูกค้าใหม่” แต่แบ่งโจทย์ออกเป็น 3 กลุ่ม

หนึ่ง ลูกค้าใหม่ : แฟน Dragon Ball ที่อาจไม่เคยเข้าร้าน Burger King สามารถถูก IP ดึงเข้ามาทดลองแบรนด์เป็นครั้งแรก

สอง ลูกค้าปัจจุบัน : กลุ่มนี้คือโจทย์เรื่อง Frequency โดยตรง เพราะการมีฟิกเกอร์ 6 ตัวทำให้เกิดเหตุผลในการกลับมาซื้อซ้ำตลอดช่วงแคมเปญ

สาม ลูกค้าที่เคยใช้บริการแต่ห่างหายไป : กลุ่มนี้น่าสนใจที่สุดในเชิงธุรกิจ เพราะ Burger King ต้องการใช้ IP เป็น “เหตุผลให้กลับมา” พร้อมกับให้ลูกค้าเห็นว่า Burger King วันนี้มีบางอย่างเปลี่ยนไปแล้ว

ทั้ง Store Design, Table Service และเมนูที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เบอร์เกอร์ เช่น เมนูข้าวหรือสินค้าราคาเข้าถึงง่าย ดังนั้น Dragon Ball จึงไม่ได้มีหน้าที่แค่ดึงคนเข้าร้าน แต่ทำหน้าที่เป็น ประตูให้ลูกค้ากลับมาสัมผัส Burger King เวอร์ชันใหม่

นทท. พึ่งไม่ได้ตลอด ต้องดึงคนไทยกลับเข้าร้าน

เหตุผลที่กลยุทธ์นี้มีความสำคัญมากขึ้น ยังเชื่อมโยงกับโจทย์ธุรกิจของ Burger King ในปีนี้ เพราะปัจจุบัน Burger King มี 107 สาขา โดยสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีฐานลูกค้าไทยเป็นหลัก คิดเป็น 80% กลับกัน สาขาในเมืองท่องเที่ยวบางแห่งมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวสูง จะทำให้มีลูกค้าต่างชาติ 80%

เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ ธุรกิจจึงต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับ Local Customer มากขึ้น Burger King จึงไม่ได้แก้โจทย์ด้วย Pop Culture เพียงอย่างเดียว แต่กำลังปรับทั้ง Product, Pricing และ Store Format ไปพร้อมกัน

หนึ่งในตัวอย่างคือการเพิ่มเมนูที่ราคาเข้าถึงง่ายในช่วง 39–69 บาท เพื่อแก้ภาพจำว่า Burger King เป็นร้านที่ต้องจ่ายแพงทุกครั้งที่เข้ามา

ขณะเดียวกันก็ใช้ Dragon Ball เป็นเครื่องมือสร้าง Demand และ Traffic ในอีกด้านหนึ่ง จึงกลายเป็นกลยุทธ์สองขา Value Menu = ลดกำแพงในการเข้าร้าน ส่วน Pop Culture = เพิ่มเหตุผลในการเข้าร้าน และทั้งสองอย่างกำลังตอบโจทย์เดียวกัน คือ เพิ่มจำนวนครั้งที่ลูกค้าเดินเข้าร้าน

04-ภาพประกอบข่าว Burger King.jpg

เริ่มทดลองร้านเล็ก เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรม

นอกจาก Marketing และ Product แล้ว Burger King ยังปรับวิธีขยายสาขาให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค

จากร้าน Standalone ที่มีพื้นที่ราว 130–150 ตารางเมตร บริษัทเริ่มทดลองรูปแบบ Smaller Format ตั้งแต่ประมาณ 100 ตารางเมตร ไปจนถึงรูปแบบ Food Court ราว 80 ตารางเมตรที่รองรับที่นั่งประมาณ 15 ที่นั่ง

เหตุผลไม่ใช่แค่เรื่องพื้นที่ แต่คือการลด Capex และทำให้สามารถเข้าไปใน Location ได้มากขึ้น ขณะที่พฤติกรรมการสั่งอาหารก็เปลี่ยนไปแล้ว โดยช่องทาง Self-pickup และ Takeaway มีความสำคัญมากขึ้น เช่นเดียวกับ Delivery

แต่ Standalone ก็ยังไม่หายไป เพราะยังมีบทบาทในการสร้าง Brand Experience และเป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้บริโภคได้สัมผัสแบรนด์มากกว่าการสั่งอาหารผ่านหน้าจอ

ดังนั้น Burger King กำลังปรับทั้ง “วิธีทำให้คนอยากมา” และ “วิธีทำให้เข้าถึงร้านได้ง่ายขึ้น” ไปพร้อมกัน

เพราะ Global IP ไม่ได้แปลว่าจะขายดีเสมอไป

สิ่งที่น่าสนใจจากบทเรียนของ Burger King คือ บริษัทไม่ได้เชื่อว่าแค่มี IP ใหญ่ก็จะทำให้แคมเปญประสบความสำเร็จ ที่ผ่านมา Burger King มีทั้งแคมเปญที่ประสบความสำเร็จและแคมเปญที่ผลตอบรับไม่ถึงเป้าหมาย เช่น The Mandalorian

สิ่งที่บริษัทจึงต้องกลับมาดู ไม่ใช่เพียงว่า IP นั้นดังแค่ไหน แต่รวมถึง Toy Quality Product ที่นำมาคู่กัน ราคา และ Experience โดยรวม

เพราะต่อให้เป็น Global IP ที่มีฐานแฟนจำนวนมาก หากของสะสมไม่โดน เมนูไม่ดี หรือประสบการณ์ไม่ตอบโจทย์ ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกค้าจะซื้อ นี่จึงนำไปสู่บทเรียนสำคัญของ Burger King IP เป็นตัวกระตุ้น แต่ Product ต้องเป็นตัวทำให้ลูกค้ากลับมา

เพราะท้ายที่สุด Burger King ไม่ได้กำลังเดิมพันว่าอนาคตของแบรนด์จะต้องมี Naruto, Dragon Ball หรือ IP ดัง ๆ อยู่ตลอดเวลา ถ้าวันหนึ่งไม่มี IP ใหญ่ สิ่งที่ Burger King ยังต้องทำเหมือนเดิมคือ Product Quality และ Product Innovation ผู้บริหารมองว่าอาหารต้องอร่อยและดี ขณะที่ Toy เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของประสบการณ์

นี่ทำให้เห็นโครงสร้างของกลยุทธ์ชัดขึ้นว่า

Product Quality = ฐาน

IP Collaboration = ตัวเร่ง

Collectible = ตัวสร้าง Frequency

Social Sharing = ตัวขยาย Reach

เมื่อทุกอย่างทำงานร่วมกัน Collaboration จึงไม่ใช่เพียงการเอาคาแรกเตอร์ดังมาติดบนแก้วหรือกล่องอาหาร

แต่คือการออกแบบ Customer Journey ใหม่

  • เริ่มจาก IP ทำให้คนสนใจ
  • Product ทำให้คนอยากลอง
  • ของสะสมทำให้มีเหตุผลกลับมา

และ Social Content ทำให้คนอื่นอยากเข้ามามีส่วนร่วมต่อ

ท้ายที่สุด สิ่งที่ Burger King กำลังขายจึงอาจไม่ใช่แค่ Whopper หรือแม้แต่ฟิกเกอร์ Dragon Ball

แต่คือ “เหตุผลในการกลับมาที่ร้านอีกครั้ง” และ Pop Culture Collaboration ไม่ได้เป็นเพียง “แคมเปญสร้างกระแส” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ Burger King ใช้สร้าง Traffic, Frequency และความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว