Strategic Move

คนไทยรัดเข็มขัดทุกอย่าง ยกเว้น ‘สุขภาพ’ ยอมเปย์หนัก 'พญาไท-เปาโล' ปรับกลยุทธ์ปี 69 ดันพอร์ต Preventive Healthcare แตะ 50% ใน 3 ปี

PAYATHAI1-01.jpg

แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว บีบให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย แต่เรื่อง "สุขภาพ" กลับเป็นหนึ่งในไม่กี่หมวดที่ 'คนไทย' ยังยอมควักเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง

เทรนด์ใหม่คนไทย เปย์เรื่องสุขภาพ ไม่ป่วยก็มา รพ.ได้

ศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายการตลาด เครือ รพ.พญาไท-เปาโล เปิดเผยว่า อินไซด์คนไทยเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเริ่มรัดเข็มขัดกับสิ่งของฟุ่มเฟือยต่าง ๆ แต่ไม่ใช่กับเรื่องสุขภาพ เพราะคนยุคใหม่มองการดูแลสุขภาพเป็นการลงทุนระยะยาว

เทรนด์ดังกล่าวกำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้ธุรกิจโรงพยาบาล เมื่อผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้รอให้ป่วยแล้วค่อยเข้ารับการรักษา แต่หันมาใช้บริการด้านสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) มากขึ้น ตั้งแต่การตรวจสุขภาพ วัคซีน ไปจนถึงการติดตามความเสี่ยงโรคอย่างสม่ำเสมอ

พฤติกรรมนี้ทำให้สัดส่วนรายได้ รพ.พญาไท-เปาโล เปลี่ยนไป

-รายได้จากกลุ่มพรีเวนทีฟ อาทิ ตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีน เพิ่มขึ้นเป็น 40% จากเดิม 30%

-รายได้จากการรักษาโรคลดลงเหลือ 60% จากเดิม 70%

สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของตลาดสุขภาพจาก "รักษาเมื่อป่วย" สู่ "ดูแลก่อนป่วย" อย่างชัดเจน โดยภายใน 3 ปีข้างหน้า พญาไท-เปาโล ตั้งเป้าปรับพอร์ตธุรกิจให้รายได้จากกลุ่มพรีเวนทีฟและรักษาโรคมีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ 50:50
3) นายศุภกร พะวันนา  .JPG

ดิจิทัลเฮลท์มาแรง ดึง Shop.Bedee ขยายฐานลูกค้า รพ.

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดสุขภาพยุคใหม่ไม่ได้อยู่แค่ภายในโรงพยาบาลอีกต่อไป แต่กำลังย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น

ข้อมูลจากเครือ รพ.พญาไท-เปาโล สะท้อนแนวโน้มการขยายตัวของ Digital Health ยอดขายแพ็กเกจสุขภาพผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี ขณะที่ผู้ใช้บริการจากช่องทางดิจิทัลเพิ่มขึ้น 45%

ล่าสุด พญาไท-เปาโล ได้ร่วมกับ Shop.BeDee นำแพ็กเกจสุขภาพจาก รพ.ในเครือ BDMS กว่า 10,000 รายการมาจัดจำหน่าย ราคาเริ่มต้นหลักร้อยบาทไปจนถึงหลักแสนบาท โดยในแพลตฟอร์มจะมี AI ร่วมกับแพทย์ให้คำแนะนำสุขภาพและแพ็กเกจเฉพาะบุคคล (Personalized Healthcare)

รวมไปถึงบริการปรึกษาแพทย์ พยาบาลทางออนไลน์ (Teleconsultation) และ ปรึกษาเภสัชกรออนไลน์ (Telepharmacy)

หลังเปิดให้บริการ Shop.BeDee เพียง 4-5 เดือน มียอดดาวน์โหลด 1 ล้านครั้ง สามารถสร้างยอดขายได้แล้วราว 40 ล้านบาท

ที่สำคัญ ฐานลูกค้าใหม่ (OPD) จากช่องทางออนไลน์ เพิ่มขึ้น 30% ต่างจากช่องทางวอล์กอินที่ยังเป็นลูกค้าเดิม (IPD) ถึง 90% และลูกค้าใหม่เพียง 10% เท่านั้น โดยคาดหวังว่าการขยายช่องทางออนไลน์จะมีฐานลูกค้าโตขึ้นไม่ต่ำกว่า 30%
รพ.พญาไท.jpg

ซึ่งปัจจุบันกลุ่มลูกค้าออนไลน์จะมาจากหลากหลายเจเนอเรชั่นดังนี้

-อันดับ 1 Gen Y อายุ 35-45 ปี หรือกลุ่ม Sandwich Generation เป็นฐานลูกค้าใหญ่ที่สุด เน้นซื้อแพ็กเกจสุขภาพสำหรับทั้งตัวเอง ลูก และพ่อแม่ โดยเฉพาะวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ เช่น วัคซีนเด็ก วัคซีนงูสวัด

-อันดับ 2 Gen Z กลายเป็นตลาดใหม่ที่น่าจับตา โดยให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต ความงาม และการดูแลตัวเองมากขึ้น สอดรับกับกระแส Mental Health ที่เติบโตทั่วโลก

-อันดับ 3 Gen X มองสุขภาพในเชิงการบริหารความเสี่ยง นิยมตรวจสุขภาพเชิงลึกและติดตามผลเลือดหรือค่าต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง มากกว่าการตรวจสุขภาพปีละครั้งแบบเดิม เฉลี่ยตรวจไตรมาสละ 1 ครั้ง

Screenshot 2569-06-16 at 20.16.37.png

ยุโรป-อเมริกา ช่วยชดเชยตลาดกัมพูชาที่หายไป ตั้งเป้าปี 69 โต 5%

อีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญของ พญาไท-เปาโล มาจากตลาดต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มชาวจีนและเมียนมา รวมถึงผู้ป่วยจากยุโรปและสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนลูกค้าต่างชาติโตประมาณ 30% ช่วยชดเชยการหายไปของตลาดกัมพูชาและตะวันออกกลางได้บางส่วน

ทั้งนี้ ชาวจีนยังคงนิยมบริการด้าน IVF ความงาม และศัลยกรรม ขณะที่ผู้ป่วยเมียนมาส่วนใหญ่เดินทางเข้ามารักษาโรคหัวใจและสมอง ซึ่งเป็นการรักษาที่มีมูลค่าสูง ส่วนยุโรปและอเมริกาเติบโตจากบางส่วนย้ายสถานพยาบาลจากตะวันออกกลางมาไทย ที่ถูกมองว่าเป็นเซฟโซนปลอดภัยจากปัญหาสงคราม

"ปี 2569 เครือ BDMS (รวมพญาไท-เปาโล) ตั้งเป้ารายได้เติบโต 5% จากปีก่อนมีรายได้ราว 28,000 ล้านบาท"