ล่าสุด ยัม! แบรนด์ส ได้ประกาศขายกิจการในส่วนของ "พิซซ่า ฮัท" (Pizza Hut) ที่กำลังประสบปัญหาประคองตัวยากลำบาก ด้วยข้อตกลงมูลค่ารวมกว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่
• ลองเรนจ์ แคปิตอล (LongRange Capital): บริษัทไพรเวทอิควิตี้ จะเข้าซื้อกิจการของแบรนด์ Pizza Hut ในทุกพื้นที่นอกเหนือจากจีนแผ่นดินใหญ่ ด้วยมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
• ยัม ไชน่า โฮลดิ้งส์ (Yum China Holdings): จะเข้าซื้อกิจการในส่วนของจีนแผ่นดินใหญ่ไปบริหารเองทั้งหมด ด้วยมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
"ภายใต้การดูแลของ ลองเรนจ์ และ ยัม ไชน่า ตัวแบรนด์ Pizza Hut จะมีความพร้อมอย่างยิ่งสำหรับการเติบโตในอนาคต ด้วยกลุ่มเจ้าของใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในอุตสาหกรรมร้านอาหาร" คริส เทอร์เนอร์ (Chris Turner) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ยัม! แบรนด์ส กล่าว
เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ยัม! เพิ่งจะเข้าซื้อกิจการ Pizza Hut ในส่วนของสหราชอาณาจักร หลังจากที่บริษัท ดีซี ลอนดอน พาย (DC London Pie) ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการร้านแบบนั่งทานในอังกฤษ ได้เข้าสู่กระบวนการพิทักษ์ทรัพย์ (ล้มละลาย) แม้ว่าวิกฤตทางการเงินในครั้งนั้นจะทำให้ร้านต้องปิดตัวลงไป 68 แห่งและพนักงานกว่า 1,200 คนเสี่ยงตกงาน แต่ท้ายที่สุดก็มีร้านอาหารประมาณ 64 แห่งที่ได้รับการช่วยเหลือเอาไว้ได้ภายใต้ข้อตกลงกอบกู้กิจการ
การตัดสินใจขายสินทรัพย์ส่วนที่เหลือของแผนกที่กำลังประสบปัญหานี้ ยัม! แบรนด์ส ตั้งเป้าหมายที่จะปรับปรุงการโฟกัสขององค์กรและจัดสรรทรัพยากรไปยังแบรนด์หลักที่ยังแข็งแกร่งอย่าง KFC และ Taco Bell
ทั้งนี้ คาดว่าข้อตกลงซื้อขายกับทาง ลองเรนจ์ แคปิตอล และ ยัม ไชน่า จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2026 โดยยังคงต้องรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลตามขั้นตอนปกติ
"Pizza Hut คือหนึ่งในแบรนด์ร้านอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดในโลก และเราภูมิใจกับบทบาทสำคัญที่แบรนด์นี้ได้ขับเคลื่อนมาในประวัติศาสตร์ของ ยัม!" คริส เทอร์เนอร์ กล่าวเสริม
เกิดอะไรกับ Pizza Hut?
Pizza Hut ก่อตั้งขึ้นจากไอเดียของสองพี่น้องในเมืองวิชิตา รัฐแคนซัสในปี 1958 และถูกซื้อกิจการโดย เป๊ปซี่โค (PepsiCo) ในปี 1977 ต่อมาในปี 1997 ก็ถูกแยกบริษัทออกมา (Spin-off) จนกลายมาเป็น ยัม! แบรนด์ส ในปัจจุบัน
จนกระทั่งในปี 2025 บริษัทก็ได้ตัดสินใจแยกทางกับแบรนด์ Pizza Hut หลังจากที่แบรนด์ Pizza Hut ในตลาดอเมริกาที่คิดเป็นสัดส่วนรายได้ถึง 40% ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากมาอย่างยาวนาน ทั้งจากการแข่งขันที่รุนแรงของคู่แข่งโดยตรงอย่าง Domino's, Papa John's และ Little Caesars ที่ได้กระหน่ำทำโปรโมชั่นลดราคาอย่างดุเดือดเพื่อดึงดูดผู้บริโภคที่กำลังรัดเข็มขัดท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงสูง
ในขณะที่คู่แข่งฟาสต์ฟู้ดขนาดเล็กก็สร้างความลำบากให้กับแบรนด์ เนื่องจากสามารถปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปใน "สงครามพิซซ่า" ได้รวดเร็วกว่า นอกจากนี้ แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้จุดแข็งในการส่งถึงบ้านของ Pizza Hut ไม่ใช่จุดแข็งอีกต่อไป