จากข้อมูล Voice of the Consumer Survey 2025 โดย PwC และการศึกษาของ เต็ดตรา แพ้ค เผยให้เห็นสถิติที่น่าสนใจว่า คนไทยกว่า 40% บริโภคอาหารเสริมและวิตามินเป็นประจำ สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ 30%
โดยเครื่องดื่มพร้อมดื่ม หรือ Ready-to-Drink (RTD) กลายเป็นรูปแบบการบริโภคที่ได้รับความนิยมที่สุด เพราะตอบโจทย์ความสะดวกระหว่างวันและเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่
‘สุภนัฐ รัตนทิพ’ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค(ประเทศไทย)จำกัด เล่าว่า ที่น่าสนใจคือ ขณะที่ตลาดนมทั่วไป (Mainstream) มียอดขายตกลงราว 9% แต่กลุ่มนมที่เพิ่มคุณค่าทางอาหาร (Value-added) เช่น นมโปรตีนสูง กลับเติบโตขึ้นถึง 27% และในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา เติบโตในเชิงปริมาณมากกว่า 100% เลยทีเดียว
.
“ตลาดนมโปรตีนสูงปี 2023 มีมูลค่า 2,443 ล้านบาท เพิ่มเป็น 3,554 ล้านบาทในปี 2024 และในปี 2025 มีมูลค่า 5,302 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นการเติบโตที่รวดเร็วและน่าสนใจของตลาดนี้”
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดนี้เติบโต หลักๆ มาจากการที่ผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพในเชิงป้องกันมากขึ้น ทำให้การบริโภคนมชนิดนี้มีการเปลี่ยนแปลง จากอดีตจะจำกัดในกลุ่มนักกีฬา หรือคนออกกำลังกายหนัก
แต่ปัจจุบันกลายเป็นเครื่องดื่มที่คนทุกเพศทุกวัยดื่มทุกวัน ตั้งแต่เด็ก คนทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งนมโปรตีนสูง ตอนนี้นอกจากนมวัวและนมถั่วเหลืองแล้ว ยังมีนวัตกรรมโปรตีนจากพืชใหม่ๆ ที่ให้ทั้งโปรตีนและวิตามิน เช่น อัลมอนด์, คีนัว และเมล็ดทานตะวัน ฯลฯ
ตลาดนมโปรตีนสูงในไทยในปัจจุบันคิดเป็นเพียง 4% ของตลาดนมทั้งหมด นั่นหมายความว่า ยังมีโอกาสเติบโตอีกมหาศาล โดยปัจจัยที่สำคัญต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ได้แก่
1.รสชาติต้องดี: แม้ประโยชน์จะสูงแค่ไหน แต่ถ้าไม่อร่อย ผู้บริโภคก็จะไม่ซื้อซ้ำ โดยรสช็อคโกแลต เป็นรสชาติที่คนนิยมมากสุด รองลงมา คือ รสออริจินัล
2.เข้าถึงง่าย (Availability): ต้องมีวางขายในทุก Touchpoint ทั้งร้านสะดวกซื้อ ออฟฟิศ หรือออนไลน์ เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ
3.บรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์: รูปทรง ขนาด และการเปิดดื่มต้องง่าย สะดวกต่อการพกพา
สำหรับผู้บริโภค สุภนัฐ แนะนำว่า การบริโภคต่อครั้งควรมีความเหมาะสมและดูความต้องการของตัวเอง เพราะหากโปรตีนน้อยไปหรือมากไปจะมีปัญหา ยกตัวอย่างของผู้ป่วยโรคไต ฯลฯ และควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นหลัก มากกว่าจะพึ่งอาหารเสริมอย่างเดียว