Strategic Move

เศรษฐีไทย เมิน "อสังหาอังกฤษ" หั่นงบซื้อลง 40-60% เปลี่ยนเป็นเช่าแทน พร้อมรุกลงทุน 'ญี่ปุ่น' มองผันผวนต่ำ "ซาวิลส์" ส่งพอร์ตฯ นิเซโกะ รับเทรนด์

อสังหาลอนดอน (1).png

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อสังหาริมทรัพย์อังกฤษ คือหนึ่งในเป้าหมายการลงทุนของเศรษฐีและนักลงทุนชาวไทย

ปัจจัยหลักเกิดจาก "การวางแผนการศึกษาของบุตรหลาน" ที่ครอบครัวระดับปานกลางค่อนสูงถึงระดับบน นิยมส่งลูกหลานไปเรียนต่อทั้งระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย การตัดสินใจซื้ออสังหาฯ ในยุคนั้นจึงเกิดขึ้นภายใต้ตรรกะ "ซื้ออยู่อาศัยช่วงเรียน ดีกว่าเสียเงินเช่าทิ้ง"

ประกอบกับภาพรวมราคาอสังหาอังกฤษเติบโตอย่างมั่นคงต่อเนื่อง ให้ผลตอบแทนสะสม (Capital Gain) สูงเมื่อขายต่อ และยังมีรายได้จากค่าเช่าในช่วงที่เรียนจบแล้ว ทำให้การถือครองอสังหาฯ อังกฤษกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์ครอบครัวไทยได้อย่างลงตัว

หั่นงบซื้ออสังหาอังกฤษลง 40-60%

ประภาพร บุญขจรกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซาวิลล์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษ จากนักลงทุนชาวไทยชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

เนื่องจาก ปัญหาเศรษฐกิจภายในของอังกฤษ ทำให้ความผันผวนสูง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น นักลงทุนไทย ปรับลดงบประมาณการซื้อลงอย่างเห็นได้ชัด ราว ๆ 40-60%

  • ในอดีตซื้ออสังหาอังกฤษ (ช่วงพีกปี 2015-2019) ตั้งงบ 1.5 - 4.5 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 67 - 207 ล้านบาท/ยูนิต
  • ปัจจุบันเหลือ 8 แสน - 1.5 ล้านปอนด์ ประมาณ 36 - 69 ล้านบาท
"ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในลอนดอนไม่หวือหวาเหมือนอดีต แม้จะมีกำลังซื้อจากกลุ่มทุนจีนเข้ามาบ้าง แต่เรื่อง Brexit (การออกจากสมาชิก EU) และปัญหาการจัดการระบบผู้อพยพ ส่งผลกระทบต่อภาพรวมประเทศเริ่มเห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา"
ประภาพร บุญขจรกุล  รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซาวิลล์  (ประเทศไทย) จำกัด.jpg

ขยายพื้นที่ซื้อออกรอบนอกเมือง หันเช่าแทนบางส่วน

อย่างไรก็ดี ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในไพร์มแอเรีย "ลอนดอน" (Central London) ในงบ 5 แสนปอนด์ หรือราว 22 ล้านบาท ยังคงเพิ่มขึ้น แต่แทบไม่สามารถหาที่อยู่อาศัยราคานี้ในทำเลกลางเมืองที่เดินทางสะดวกได้ง่าย จึงเริ่มเห็นผู้ซื้อขยายไปสู่ Zone 2 และ 3 แทน (โซนที่ใช้เวลาเดินทางเข้าเมือง 10-35 นาที)

ขณะเดียวกัน เศรษฐีไทยบางส่วนยังเลือก "เช่า" แทน "ซื้อ" อสังหาอังกฤษในช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอน นิยมทำสัญญาปีต่อปี และตกลงชำระเงินเป็นรายเดือน โดยค่าเช่าอยู่ที่ 450-900 ปอนด์/สัปดาห์ หรือประมาณ 20,250-41,400 บาท

greenwich.jpg

ย้ายปักหมุด “นิเซโกะ-โตเกียว” ตามเทรนด์โลก

เมื่อตลาดลอนดอนเจอปัญหา เม็ดเงินลงทุนจึงไหลไปสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงกว่า โดยเฉพาะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก จากอินไซด์ลูกค้าซาวิลส์ สนใจ 2 ทำเลได้แก่

1.กลุ่มซื้อเพื่อลงทุนสนใจ "โตเกียว"

2.กลุ่มซื้อเป็นบ้านพักตากอากาศและปล่อยเช่าในช่วงที่ว่างสนใจ "นิเซโกะ" เพราะมีจุดเด่นด้านสกีรีสอร์ตระดับไฮเอนด์ใน

"ญี่ปุ่นคนสนใจเพราะตลาดมีความผันผวนต่ำ แต่มีตลาดอื่น ๆ ที่ลูกค้าถาม เช่น สหรัฐอเมริกา (ซาวิลส์ไม่ได้ทำ) และไทย ซี่งเศรษฐีไทยเองก็หันมาลงทุนในประเทศมากขึ้น โดยพร้อมช้อนซื้อ และเก็งกำไรระยะสั้น"
niseko-city-view-hokkaido-japan.jpg

ซาวิลส์ เตรียมดึงพอร์ตฯ นิเซโกะ 20 ยูนิต ขายคนไทย

เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุน ในเดือนกันยายน 2026 นี้ ซาวิลส์ เตรียมจัด Exhibition นำที่อยู่อาศัยในนิเซโกะกว่า 20 ยูนิตมาขาย และตั้งเป้าปิดการขายได้ไม่ต่ำกว่า 5 ยูนิต

จากก่อนหน้านี้ราวปี 2018 บริษัทฯ เคยนำพอร์ตฯ นิเซโกะ ภายใต้แบรนด์ Park Hyatt Niseko ขายไปได้ราว 6 ยูนิต พร้อมบริหารจัดการปล่อยเช่าและสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่เจ้าของอย่างครบวงจร