แม้ปีที่ผ่านมา GDH จะยังทำรายได้จากภาพยนตร์กว่า 300 ล้านบาท และปีนี้ตั้งเป้ากลับไปแตะระดับ 500 ล้านบาท อีกครั้ง แต่สำหรับ จีน่า-จินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด (GDH) ตัวเลขรายได้ไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลที่สุด
สิ่งที่เธอมองว่าเปลี่ยนไปมากกว่าคือ พฤติกรรมของคนดู
"อุตสาหกรรมหนังไทยไม่มีตรงกลางอีกแล้ว หนังเรื่องไหนดี ก็ดีเลย แต่ถ้าหนังไม่ดี มันไม่มีตรงกลาง"
จีน่าอธิบายว่า ทุกวันนี้คนดูไม่ได้ตัดสินใจแค่ว่าจะดูหนังเรื่องไหนดี แต่กำลังตัดสินใจว่าจะ "ออกจากบ้าน" หรือไม่ เพราะมีตัวเลือกความบันเทิงมากมาย ทั้งแพลตฟอร์มสตรีมมิง โซเชียลมีเดีย เกม หรือคอนเทนต์บนมือถือที่เข้าถึงได้ทันที
นั่นทำให้ภาพยนตร์หนึ่งเรื่องไม่ได้แข่งขันกับหนังอีกเรื่องเหมือนในอดีต แต่กำลังแข่งขันกับทุกสิ่งที่แย่งเวลาของผู้ชม
"คนดูคิดเยอะขึ้น เพราะเขารู้ว่าต้องเสียทั้งเวลาและเงิน ถ้าหนังยังไม่ดึงดูดพอ เขาก็เลือกดูอย่างอื่นได้"

ทำหนังให้คน "ต้องออกจากบ้าน"
จีน่ายอมรับว่า แม้จะมีภาพยนตร์หลายเรื่องสร้างปรากฏการณ์ในช่วงหลังโควิด แต่ภาพรวมของตลาดยังไม่กลับไปอยู่ในระดับเดิม
ก่อนเกิดโควิด-19 ตลาดภาพยนตร์ไทยเคยมีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี แต่หลังจากนั้นลดลงเหลือเพียงประมาณ 1,800 ล้านบาท ก่อนจะค่อย ๆ ฟื้นกลับมาอยู่ในช่วง 2,000-3,000 ล้านบาท
ในขณะที่จำนวนผู้สร้างหนังกลับเพิ่มขึ้น
"ตลาดไทยไม่ได้โตยาก แต่มันไม่โตเลย"
เธอมองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนภาพยนตร์ เพราะทุกวันนี้มีผู้ผลิตหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น แต่เม็ดเงินรวมของอุตสาหกรรมไม่ได้เพิ่มตาม
ผลคือการแข่งขันยิ่งรุนแรงกว่าเดิม หนังที่โดนใจคนดูสามารถสร้างกระแสและทำรายได้สูง ขณะที่หนังอีกจำนวนไม่น้อยแทบไม่มีโอกาสเติบโต
สำหรับ GDH คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า หนังจะสู้กับหนังอีกเรื่องได้หรือไม่
แต่คือ ทำอย่างไรให้คนยอมออกจากบ้านมาดูหนังเรื่องนี้
จีน่ายกตัวอย่างภาพยนตร์ Top Gun: Maverick ที่แม้จะไม่ได้เปิดตัวอย่างหวือหวา แต่เมื่อเกิดกระแสปากต่อปาก ผู้ชมกลับรู้สึกว่า "ถ้าไม่ได้ดู จะตกเทรนด์" เธอมองว่านี่คือสิ่งที่ภาพยนตร์ทุกเรื่องควรสร้างให้เกิดขึ้น
"หนังต้องมี Big Idea ต้องมี Wow Factor ต้องทำให้คนรู้สึกว่า เรื่องนี้ต้องดูในโรง รออีก 4 เดือนดูในสตรีมมิงไม่ได้ ถ้าคนรอดูใน Netflix แปลว่าหนังเรายังดึงดูดไม่พอ"
ดังนั้น Netflix ไม่ได้ทำให้คนเลิกเข้าโรง แต่ทำให้หนังต้องดีขึ้น ซึ่งปัจจุบัน GDH มีสัญญาความร่วมมือระยะยาวกับ Netflix โดยภาพยนตร์ทุกเรื่องจะเข้าฉายบนแพลตฟอร์มหลังจากเข้าฉายในโรงภาพยนตร์

ประเทศไทยไม่ใช่คำตอบเดียว
เมื่อมองว่าตลาดภาพยนตร์ไทยเติบโตได้จำกัด คำถามต่อมาคือ แล้วธุรกิจจะเติบโตต่ออย่างไร
สำหรับ GDH คำตอบคือ "ตลาดโลก"
จีน่าเล่าว่า หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน รายได้จากต่างประเทศคิดเป็นเพียง 20-25% ของรายได้ทั้งหมดก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
"ปีนี้เราคิดว่ารายได้จากต่างประเทศน่าจะขึ้นมาประมาณ 50% แล้ว"
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า รายได้ของ GDH กำลังไม่ได้พึ่งพาแค่ผู้ชมในประเทศไทยอีกต่อไป แต่เริ่มกระจายไปยังหลายประเทศทั่วโลก
"เมื่อก่อนเราขายได้หลัก ๆ แค่ในอาเซียน แต่ตอนนี้ไปยุโรป ไปลาตินอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมถึงอีกหลายประเทศแล้ว"

หนังไทยต้องมองไกลถึงตลาดโลก
เหตุผลที่ GDH ให้ความสำคัญกับ IP มากขึ้น มาจากต้นทุนการสร้างภาพยนตร์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยจีน่าเปิดเผยว่า ปัจจุบันภาพยนตร์หนึ่งเรื่องของ GDH ใช้งบการผลิตประมาณ 50 ล้านบาท และเมื่อรวมงบการตลาดเข้าไป ต้นทุนอาจแตะ 70 ล้านบาท หรือมากกว่านั้น ในขณะที่ตลาดภาพยนตร์ไทยกลับเล็กลง เลยมองแค่ประเทศไทยไม่ได้อีกแล้ว
เธอมองว่า หากหนังหนึ่งเรื่องสร้างรายได้เฉพาะช่วงที่เข้าฉาย ความเสี่ยงของธุรกิจก็จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่หากหนังสามารถถูกนำไปรีเมก ขายลิขสิทธิ์ ต่อยอดเป็นเกม สินค้า หรือคอนเทนต์รูปแบบอื่น ก็จะช่วยยืดอายุของรายได้ และทำให้ธุรกิจแข็งแรงขึ้น
นั่นคือเหตุผลที่ทุกวันนี้ GDH ไม่ได้วางเป้าหมายเพียงการสร้าง หนังฮิต แต่กำลังสร้าง IP ที่สามารถเติบโตได้ในระยะยาว
สำหรับจีน่า ความเปลี่ยนแปลงสำคัญไม่ใช่แค่การขายลิขสิทธิ์ฉายในต่างประเทศ แต่คือการที่ IP ของหนังไทยเริ่มมีมูลค่าในระดับสากล

ตัวอย่าง เช่น Shutter ภาพยนตร์สยองขวัญที่ออกฉายตั้งแต่ปี 2547 หลังจากเคยถูกฮอลลีวูดซื้อลิขสิทธิ์ไปรีเมก วันนี้ก็มีผู้สร้างจากอินโดนีเซียซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างใหม่อีกครั้ง
ขณะที่ แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว ก็ถูกนำไปรีเมกในอินเดีย ส่วน หลานม่า ก็ถูกสตูดิโอฮอลลีวูดซื้อสิทธิ์ไปสร้างเวอร์ชันอเมริกัน โดย GDH จะได้รับทั้งค่าลิขสิทธิ์ และส่วนแบ่งรายได้หากภาพยนตร์ประสบความสำเร็จ
"หนังมันไม่มีเวลา มีแต่ความประทับใจ"
จีน่า มองว่า หากเรื่องเล่าแข็งแรงพอ หนังหนึ่งเรื่องสามารถสร้างคุณค่าได้ต่อเนื่อง แม้จะผ่านไปหลายสิบปีแล้วก็ตาม
ความสำเร็จของ หลานม่า ไม่ได้ทำให้ GDH ได้เพียงรายได้จาก Box Office แต่ยังช่วยเปิดประตูให้ผู้ซื้อทั่วโลกหันมามองหนังไทยมากขึ้น
เช่นเดียวกับ โกฮัง ที่แม้รายได้ในประเทศไทยจะอยู่ในระดับน่าพอใจ แต่กลับทำผลงานในต่างประเทศได้ดีเกินคาด โดยสามารถขายลิขสิทธิ์ได้กว่า 40 ประเทศ พร้อมได้รับเชิญเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน และยังเตรียมเข้าฉายในประเทศจีนช่วงปลายปี
ขณะที่ Human Resource แม้จะไม่ได้ทำรายได้โดดเด่นในประเทศ แต่กลับเดินสายเทศกาลภาพยนตร์ถึง 46 เทศกาลทั่วโลก และได้รับเลือกฉายในฐานะ World Premiere ของเทศกาลภาพยนตร์เวนิส
"บางเรื่องสร้างรายได้ บางเรื่องสร้างชื่อเสียง แต่ทั้งสองอย่างสำคัญเหมือนกัน ถ้าเลือกได้ ก็อยากได้ทั้งคู่"

จาก "ค่ายหนัง" สู่ "บริษัท IP"
อย่างไรก็ตาม การพาหนังไทยไปฉายในต่างประเทศ เป็นเพียงก้าวแรกของแผนธุรกิจ GDH สิ่งที่จีน่ามองไกลกว่านั้น คือการทำให้ ภาพยนตร์หนึ่งเรื่องมีมูลค่ามากกว่ารายได้จากการขายตั๋ว แต่กำลังคิดว่าจะต่อยอด IP ไปได้อีกอย่างไร
หนึ่งในโปรเจกต์ที่กำลังเกิดขึ้น คือการนำ โกฮัง ไปต่อยอดเป็นเกม และแนวคิดนี้ทำให้ GDH เริ่มมองตัวเองต่างจากเดิม จากบริษัทที่ผลิตภาพยนตร์ กลายเป็นบริษัทที่บริหาร "IP" และสร้างมูลค่าให้กับทรัพย์สินทางปัญญาในหลายอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่เกม แต่รวมถึง Merchandise และการศึกษา
โดย GDH เลือกจับมือกับพันธมิตรหลายราย ไม่ว่าจะเป็น Double A, 7-Eleven, Moshi Moshi และอีกหลายแบรนด์ เพื่อพัฒนาสินค้าที่เชื่อมโยงกับภาพยนตร์
จีน่ามองว่า ของที่ระลึกไม่ใช่แค่สินค้าสำหรับแฟนหนัง แต่เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ตัวละครและเรื่องราวยังอยู่กับผู้ชม แม้ภาพยนตร์จะออกจากโรงไปแล้ว พร้อมกันนั้น บริษัทยังเริ่มทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษา เพื่อนำประสบการณ์จากการทำภาพยนตร์ไปต่อยอดเป็นองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นใหม่

สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่เงิน แต่คือความคิด
แม้ GDH จะกำลังขยายธุรกิจไปสู่ต่างประเทศ ต่อยอด IP และร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก แต่สำหรับจีน่า สิ่งที่ท้าทายที่สุดของการทำหนังกลับไม่ใช่เรื่องการตลาดหรือการแข่งขัน แต่เป็นการ หาไอเดีย
"สิ่งที่ยากที่สุดของการทำหนังคือความคิด เพราะเราต้องทำให้มันใหม่อยู่เสมอ"
เธออธิบายว่า ในวันที่ผู้ชมมีตัวเลือกมหาศาล การเล่าเรื่องแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หนังหนึ่งเรื่องต้องมีแนวคิดที่สดใหม่ เชื่อมโยงกับคนดูวงกว้าง และแข็งแรงพอที่จะทำให้คนยอมเสียเวลาสองชั่วโมงเพื่อเข้าโรงภาพยนตร์
รองลงมาคือเรื่องของ เงินทุน จีน่ายกตัวอย่างซีรีส์ สงครามส่งด่วน ที่ร่วมผลิตกับ Netflix ว่า หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากแพลตฟอร์มระดับโลก โปรเจกต์อาจไม่สามารถยกระดับคุณภาพการผลิตได้เท่าที่ตั้งใจ
"ถ้าเราไม่ได้ทุนมหาศาลจาก Netflix งานก็คงออกมาไม่ได้ดีเท่านี้"
สำหรับเธอ เงินลงทุนจึงไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนของธุรกิจ แต่เป็นปัจจัยที่เปิดโอกาสให้คนทำงานสามารถสร้างผลงานในมาตรฐานที่สูงขึ้นได้ แม้เทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ แต่จีน่ามองว่า อย่างน้อยในวันนี้ AI ยังไม่สามารถทดแทนหัวใจของการทำหนังได้
เธอยอมรับว่า AI ช่วยให้การทำงานหลายขั้นตอนเร็วขึ้น ทั้งการค้นหาข้อมูล การเตรียมงาน หรือกระบวนการหลังการถ่ายทำบางส่วน แต่สิ่งที่ AI ยังทำแทนไม่ได้ คือการคิดไอเดียใหม่ การแลกเปลี่ยนมุมมอง และการทำงานร่วมกันของคนในทีม

วันนี้เดินเดี่ยวไม่ได้
อีกประโยคหนึ่งที่จีน่าย้ำหลายครั้ง คือคำว่า พาร์ตเนอร์ เธอมองว่า การแข่งขันของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ในวันนี้ ไม่มีบริษัทไหนทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง
การร่วมทุนกับ Sony Pictures ในภาพยนตร์ Henry First Date เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เช่นเดียวกับการร่วมงานกับ Netflix ในซีรีส์ สงครามส่งด่วน ที่ทำให้ผลงานของ GDH เข้าถึงผู้ชมในระดับโลก
"ปัจจุบันเดินเดี่ยว ๆ ไม่ได้ ต้องมีพาร์ทเนอร์"
สำหรับจีน่า พาร์ตเนอร์ไม่ได้หมายถึงแค่คนที่มาร่วมลงทุน แต่คือคนที่ช่วยเติมจุดแข็งที่บริษัทไม่มี ส่วน GDH จะโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุด นั่นคือ การสร้างเรื่องเล่า
ไลน์อัพจากนี้ คืนชีพซีรีส์ “เนื้อคู่ฯ”
หลังส่ง Human Resource และ โกฮัง เข้าฉายไปแล้ว GDH ยังเหลือภาพยนตร์อีก 2 เรื่องในปีนี้
เรื่องแรกคือ Henry First Date ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ที่รีเมกจาก 50 First Dates และเป็นโปรเจกต์ที่ร่วมลงทุนกับ Sony Pictures มีกำหนดเข้าฉายวันที่ 17 กันยายน
จีน่ายอมรับว่า หนังเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่บริษัทคาดหวัง เพราะเป็นการกลับมาทำหนังรักโรแมนติกเต็มรูปแบบอีกครั้ง หลังห่างจากแนวนี้มานานหลายปี
อีกเรื่องคือ คุณยายวรนาถ ผลงานกำกับของ บรรจง ปิสัญธนะกูล นำแสดงโดย ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่, นก สินจัย เปล่งพานิช และ ใบปอ ธิติยา จิระพรศิลป์ เตรียมเข้าฉายวันที่ 19 พฤศจิกายน
แม้ปีนี้บริษัทจะโฟกัสภาพยนตร์เป็นหลัก แต่ปี 2570 จะเป็นอีกปีที่ GDH ขยายพอร์ตคอนเทนต์มากขึ้น เริ่มจาก "เพื่อนสาว" ภาพยนตร์รักที่เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างช่างแต่งหน้าเกย์กับนางงาม ซึ่งจีน่าอธิบายว่าเป็นเรื่องของ "ความลื่นไหลทางเพศ" มากกว่าจะจำกัดอยู่ในกรอบความรักแบบเดิม
อีกโปรเจกต์ที่แฟน ๆ รอคอยคือการกลับมาของ "เนื้อคู่ประตูถัดไป" ในรูปแบบซีรีส์ความยาวประมาณ 4 ตอน โดยนักแสดงชุดเดิมจะกลับมาครบ พร้อมเสริมด้วยนักแสดงรุ่นใหม่

นอกจากนี้ยังมี Daughter ภาพยนตร์ที่สะท้อนประเด็นทางสังคม และภาพยนตร์กีฬาเกี่ยวกับ สนุกเกอร์ ซึ่งเป็นแนวที่ GDH ไม่เคยทำมาก่อน
ขณะเดียวกัน บริษัทกำลังพัฒนา แอนิเมชันซีรีส์ ความยาวประมาณ 15 ตอน ตอนละ 10-15 นาที โดยโปรเจกต์นี้เพิ่งคว้ารางวัลจากเวที Pitching ที่ไต้หวัน และอยู่ระหว่างเลือกแพลตฟอร์มเพื่อเผยแพร่ คาดว่าจะออกสู่ผู้ชมในปีหน้า
"หนังต้องมี Big Idea ที่รีเลทกับคนหมู่มาก หรือไม่ก็ต้องฉีกไปเลย ดังนั้น เราไม่ได้จะทำตามกระแส แต่มันต้องเริ่มจากความสนใจของผู้กำกับและคนทำงานก่อน อย่างกระแส BL/GL มีศักยภาพสูง แต่หนังของ GDH มีแฟนหนัง ไม่ใช่ทำมาเพื่อเสิร์ฟแฟนคลับ"
เป้าหมายในอีก 3 ปี ไม่ใช่แค่ GDH โต แต่หนังไทยต้องโตไปด้วย
เมื่อถูกถามถึงเป้าหมายในระยะ 3 ปีข้างหน้า จีน่าตอบว่า สิ่งที่ GDH อยากเห็นไม่ใช่เพียงรายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้น แต่คือการที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกลับมาเติบโตอีกครั้ง
เธอหวังว่าตลาดภาพยนตร์ไทยจะกลับไปมีมูลค่าระดับ 5,000 ล้านบาท เหมือนช่วงก่อนโควิด พร้อมผลักดันให้รายได้จากต่างประเทศเติบโตต่อเนื่อง ผ่านการร่วมทุนและการพัฒนาคอนเทนต์กับพันธมิตรระดับโลก
ขณะเดียวกัน เธออยากเห็นมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโครงการ Cash Rebate หรือการคืนเงินให้กองถ่ายภาพยนตร์ที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุน สร้างงาน และยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยได้ในระยะยาว
"เราไม่ได้อยากให้แค่ GDH โต แต่อยากให้อุตสาหกรรมหนังไทยโตไปด้วย"

GDH เราทำหนังเป็นอาชีพ
จีน่า ทิ้งท้ายว่า แม้อุตสาหกรรมจะเปลี่ยนไปมาก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ GDH ไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือแนวคิดที่ใช้มาตั้งแต่ยุค GTH
"เราทำหนังเป็นอาชีพ"
จีน่าอธิบายว่า คำว่า "ทำหนังเป็นอาชีพ" ไม่ได้หมายถึงการผลิตหนังให้ได้จำนวนมาก แต่หมายถึงการทำให้อุตสาหกรรมนี้เลี้ยงคนทำงานได้จริง ผู้กำกับอยู่ได้ คนเขียนบทอยู่ได้ ทีมงานอยู่ได้ นักลงทุนก็ต้องอยู่ได้
"ถ้าทำหนังแล้วทุกคนขาดทุน สุดท้ายก็ไม่มีใครทำหนัง อุตสาหกรรมก็เดินต่อไม่ได้"
นั่นทำให้ทุกโปรเจกต์ของ GDH ต้องเริ่มจากคำถามเดียวกัน
หนังเรื่องนี้ดีพอที่จะสื่อสารกับคนหมู่มากหรือยัง
เพราะในวันที่ตลาดไม่มีพื้นที่สำหรับคำว่า "พอใช้" สิ่งเดียวที่จะทำให้หนังอยู่รอด คือคุณภาพของงาน