แต่กำลังเดินหน้าทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ ด้วยการวางจุดยืนเป็น Medical Skincare ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ เพื่อเข้าถึงและพิชิตใจผู้บริโภครุ่นใหม่ ได้แก่
1.ยกระดับตัวเองสู่การเป็น skincare safe zone โดยเน้นผลิตภัณฑ์ระดับ Medical Grade ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของโครงสร้างผิว ซึ่งเกิดจากความเข้าใจในอินไซต์ของ Gen Z ที่ไม่ได้ต้องการแค่ผิวสวยสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่มองหาผิวที่ ‘แข็งแรงและพร้อมลุย’ ไปกับทุกกิจกรรมและก้าวข้ามปัญหาจากฝุ่น เพื่อตอบโจทย์ประชากรไทยกว่า 70% ที่มีปัญหาผิวบอบบางแพ้ง่าย
นอกจากนี้ ยังได้ขยายพอร์ตสินค้าให้ครอบคลุม เพื่อสร้างการเติบโตใหม่ ตั้งแต่ครีมกันแดด กลุ่มเซรั่ม กลุ่มลดริ้วรอย ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม และกลุ่มรักษาสิวครบวงจร เพื่อแก้ปัญหาเกิดสิวซ้ำซาก
2.พลิกวิธีเล่าเรื่องจาก ‘ขายตรง’ สู่การบอกเล่าแบบเนียนๆ
ในยุคที่คนวิ่งหนีโฆษณา สมูท อี เลือกปรับการสื่อสารจากการใช้โฆษณามาเป็นการสร้างคอนเทนต์ที่กลมกลืนกับโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางที่คนรุ่นใหม่อยู่และใช้เวลานานที่สุด เช่น
-‘การผลิตซีรีส์แนวตั้งบน TikTok’ เน้นความสนุกที่สอดแทรกความรู้เรื่องผิว แทนการขายของแบบฮาร์ดเซล อย่างเรื่อง ‘หลิงเซียนใส’ ที่ทำยอดวิวทะลุหลักล้านภายใน 2 วัน
.
-พลังของ Fandom Marketing คว้าตัวสองนักแสดงสาวชื่อดังอย่าง ‘หลิงหลิง-ศิริลักษณ์ คอง’ และ ‘ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์’ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อสร้างความผูกพันกับฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นและสะท้อนภาพลักษณ์ที่ทั้งอ่อนโยนและใช้เห็นผล
3. ส่ง ‘ครีมซอง’ เป็นประตูบานแรกเจาะลูกค้ารายใหม่
นอกจากกลยุทธ์ข้างต้นแล้ว สมูท อี ยังเลือกใช้ ‘ครีมซอง’ (Sachet) เป็นหมักเด็ดสำหรับลดกำแพงด้านราคา เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการดึงผู้บริโภคยุคใหม่ที่ส่วนใหญ่มีพฤติกรรม ‘ชอบลอง’ ได้มีโอกาสได้ทดลองใช้ก่อนซื้อขนาดจริง โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่เพิ่งเริ่มต้นดูแลผิว
โดยเดิมสินค้ากลุ่มนี้ มีสัดส่วนอยู่ประมาณ 10 % ของยอดขายทั้งหมด แต่ปัจจุบันขยับมาอยู่ที่ 50% สะท้อนให้เห็นความนิยมของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดครีมซอง
สำหรับเป้าหมายของสมูท อีในปีนี้ นอกจากตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 30% แล้ว ยังมีเตรียมสยายปีกบุกตลาดต่างประเทศอย่างจริงจังทั้งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยใช้จุดแข็งด้านเวชสำอางที่พัฒนามาเพื่อผิวคนเอเชียโดยเฉพาะ