เมื่อมาดูผลกำไร-ขาดทุน พบว่า ในไตรมาสนี้ยังขาดทุนอยู่ 25 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขาดทุน 3 ไตรมาสติดต่อกัน นับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ขาดทุนอยู่ 34.3 ล้านบาท, ไตรมาส 1 ปี 2569 ขาดทุน 30.4 ล้านบาท
ส่วนการเติบโตยอดขายสาขาเดิม (SSSG) อยู่ที่ -29.6% ขยับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ติดลบหนักถึง -39.4%
สำหรับสาเหตุของการขาดทุนต่อเนื่อง หลักๆ มาจากยอดขายของแบรนด์หลักอย่าง 'โอ้กะจู๋' โดยเฉพาะในรูปแบบ Full-Service Restaurant และ Delivery & Kiosk รวมถึงแบรนด์ ‘Oh! Juice’ ได้รับผลกระทบจากผู้บริโภคประหยัดการใช้จ่ายจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว บวกกับการแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารที่รุนแรง
คำถามคือ OKJ จะพลิกเกมกลับมาเป็น ‘ดาวเด่น’ อีกครั้งได้อย่างไร ? ท่ามกลางโจทย์หินรอบด้าน
เริ่มเห็นสัญญาณบวก
หากมองตัวเลขแบบเทียบปีต่อปี (YoY) ต้องยอมรับว่า OKJ กำลังเผชิญกับโจทย์ที่ยากพอสมควร แต่หากเจาะลึกไปที่การเติบโตแบบไตรมาสต่อไตรมาส (QoQ) จะพบสัญญาณการฟื้นตัวเล็กๆ ที่น่าสนใจ
ขาดทุนลดลง โดยผลขาดทุนไตรมาส 2 ปี 2569 ดีขึ้นจากไตรมาส 1 ปีเดียวกัน 17.9% รายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.1% ยอดขายในสาขาเดิมในไตรมาส 2 ก็เขยิบขึ้นมาอยู่ที่ -29.6% จากไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ติดลบหนักถึง -39.4%
ส่วนผลดำเนินการ 6 เดือนแรกปี 2569 รายได้จากการขายของ OKJ อยู่ที่ 1,159 ล้านบาท ลดลง 16.8% ขาดทุนสุทธิสะสม 55.4 ล้านบาท ลดลง -163.4% แต่ยอดขายในสาขาเดิมก็ติดลบสูงถึง -35%
3 กลยุทธ์กู้วิกฤตและสร้าง New S-Curve
เพื่อสู้กับภาวะกำลังซื้อชะลอตัว และการแข่งขันของธุรกิจร้านอาหารที่รุนแรง ทาง OKJ ได้วางแนวทางปรับทัพธุรกิจ เพื่อกระจายความเสี่ยงและ สร้าง New S-Curve ได้แก่
1.ส่งแบรนด์ใหม่บุกตลาด Mass อาทิ ‘Grill & Ground’ ร้านสเต็กและสลัดบาร์ในรูปแบบบุฟเฟต์เริ่มต้น 259 บาท ประเดิมสาขาแรกที่เดอะพาซิโอ พาร์ค กาญจนาภิเษก ซึ่งการปรับกลยุทธ์มาทำ Grill & Ground นับเป็นการยอมรับความจริงทางตลาด และได้รับผลตอบรับดีมาก
2.ขยายพอร์ตกระจายความเสี่ยง ด้วยการเดินหน้าเร่งขยายสาขา Oh! Juice และ Joe Wings เพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว และลดการพึ่งพารายได้จากร้านอาหารแบบ Full-Service เพียงอย่างเดียว
3.อัปเกรดเมนูและจัดโปรโมชันเชิงรุก เน้นสร้างเมนูที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าและกินง่าย (Accessible Price Point) เช่น การผลักดันเมนู Fresh Roll ควบคู่กับการจัดโปรโมชันตรงใจเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้ให้แน่นที่สุด
ก่อนหน้านี้ ‘ชลากร เอกชัยพัฒนกุล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OKJ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกลายเป็นปัจจัยลบหลักที่กระทบหนักสุด และส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนทิศทางอย่างชัดเจน จากเดิมลูกค้าจะเลือก ‘สุขภาพ’ เป็นอันดับแรก แต่ปัจจุบันมองหา ‘ความคุ้มค่า’ (Value for Money) มาเป็นตัวเลือกแรกแทน
ดังนั้น OKJ ต้องปรับกลยุทธ์การขายให้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งปรับโครงสร้างราคา ปริมาณ และโปรโมชันให้ลูกค้ารู้สึกถึงความคุ้มค่า ภายใต้การรักษาจุดแข็งเรื่องคุณภาพและสุขภาพไว้ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด
โดยเขาตั้งเป้าหมายกอบกู้ผลกำไรให้กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งภายในสิ้นปี 2569 แต่ทั้งนี้ต้องดูหลายปัจจัยแวดล้อมด้วย