Strategic Move

อสมท เฟ้นรายได้รอบด้าน ปล่อยเช่าที่ดินห้วยขวางมูลค่า 9 พันล้าน เติมทุนธุรกิจสื่อ จ่อจับมือพาร์ตเนอร์จีนทำซีรีส์ AI ปลายปีนี้

อสมท.jpg

อสมท เดินเกมพลิกฟื้นธุรกิจจากขาดทุนสู่กำไร ปลดล็อกที่ดิน 3 แปลง นำร่องเปิดเช่าห้วยขวาง 50 ไร่ มูลค่าราว 9,000 ล้านบาท ดึงทุนเอกชนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ พร้อมนำรายได้กลับมาเป็นทุนปรับโครงสร้างธุรกิจสื่อ ลดต้นทุนผลิตคอนเทนต์ด้วย AI จับมือทุนจีนรุกซีรีส์แนวตั้ง AI วางเป้าขยายรายได้ Non-Broadcast ลดพึ่งพาทีวี

ธุรกิจสื่อขาลง ขาดทุนติดต่อหลายปี

ดร.ญาดา กาศยปนันทน์ กรรมการ รักษาการในตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันองค์กรสื่อเผชิญแรงกดดันจากรายได้ธุรกิจโทรทัศน์และต้นทุนการดำเนินงาน ทั้งการผลิตรายการ และการประมูลทีวีดิจิทัลก่อนหน้านี้ที่มีมูลค่าสูงถึง 4,000 ล้านบาท ประกอบกับพฤติกรรมการดูทีวีของผู้บริโภคลดลง และหันไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์แทน

ทำให้ที่ผ่านมา อสมท ขาดทุนสะสมหลายปี และหนักขึ้นนับตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา ดังนี้

ปี 2566

-รายได้รวม 2,383 ล้านบาท

-กำไรสุทธิ 587 ล้านบาท

ปี 2567

-รายได้รวม 1,170 ล้านบาท

-ขาดทุนสุทธิ 316 ล้านบาท

ปี 2568

-รายได้รวม 1,124 ล้านบาท

-ขาดทุนสุทธิ 308 ล้านบาท

ช่วง 6 เดือนแรก ปี 2569

-รายได้รวม 493 ล้านบาท

-ขาดทุนสุทธิ 133 ล้านบาท

ดังนั้น ยุทธศาสตร์ใหญ่ในปี 2569 คือการใช้ “สินทรัพย์ที่มีอยู่” อาทิ ที่ดินที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ เป็นเครื่องมือสร้างรายได้ระยะยาวผ่านการปล่อยเช่า เพื่อนำเงินกลับมาเติมทุนให้กับธุรกิจหลัก และเร่งปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล

ดร.ญาดา กาศยปนันทน์ 2.jpg

ปลดล็อกที่ดิน 3 แปลง หนุนเพิ่มรายได้ นำร่อง ห้วยขวาง-หนองแขม-บางไผ่

หนึ่งในสินทรัพย์ที่ อสมท เตรียมนำมาเปลี่ยนเป็นแหล่งรายได้ใหม่ คือ ที่ดินบริเวณรัชดา-พระราม 9 (ห้วยขวาง) รวมกว่า 50 ไร่ ประมาณ 21,130 ตร.ว. ตั้งบริเวณถนนเทียนร่วมมิตร ซึ่งมีมูลค่าประเมินราว 9,000 ล้านบาท

แผนของ อสมท คือเปิดให้เอกชนเข้ามาเช่าที่ดินระยะยาว 30 ปี เพื่อพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปและประกาศชื่อผู้ลงทุนรายใหญ่ภายใน ไตรมาส 2 ปี 2570

จุดแข็งของทำเลคืออยู่ในย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ และเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้า 2 สาย ได้แก่ สายสีส้มและสายสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นจุด Interchange ที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางได้แบบ Seamless Integration

นอกจากนี้ อสมท ยังมีการทำ MOU กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อเปิดทางเข้า-ออกสู่ถนนสาธารณะ 2 ช่องทาง กว้างช่องทางละ 20 เมตร รวมถึงมีทางเข้า-ออกภาระจำยอมด้านกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพการพัฒนาพื้นที่

สำหรับรูปแบบการพัฒนา เปิดกว้างให้นักลงทุนเข้ามาพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน หรือโรงแรมชั้นนำ โดยคาดว่าการเปลี่ยนผังเมืองเป็น “ผังสีแดง” เพื่อเพิ่มความสามารถในการใช้ประโยชน์ที่ดิน จะเกิดขึ้นได้ภายในช่วงปลายปี 2570

เบื้องต้น หลังเปิดขายใบประมูลมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จำนวนหนึ่งเข้ามาซื้อใบประมูล และคาดว่าไทม์ไลน์การดำเนินการต่าง ๆ จะสิ้นสุดภายในเดือนพฤษภาคม ปี 2570

S__106487813_0.jpg

ทั้งนี้ เมื่อได้ผู้เช่าแล้ว การจ่ายเงินจะแบ่งเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่

-ค่าตอบแทนสิทธิ์การเช่าล่วงหน้า หรือ Upfront Payment

-ค่าเช่ารายปีแบบขั้นบันได ซึ่งจะปรับขึ้นทุก 3 ปี

-ส่วนแบ่งรายได้ หรือ Revenue Sharing ตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดใน TOR

เท่ากับว่า Asset เดิมที่ไม่ได้สร้างรายได้เต็มศักยภาพ กำลังถูกนำมาออกแบบใหม่ให้กลายเป็นแหล่งกระแสเงินสดระยะยาวขององค์กร

ขณะเดียวกัน อสมท ยังเตรียมแยก TOR สำหรับปล่อยเช่าที่ดินอีก 2 แปลงในช่วงปลายปีนี้ ได้แก่

1.ที่ดินหนองแขม 40 ไร่ (16,000 ตร.ว.) ซอยสถานีวิทยุและโทรทัศน์ฯ เป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยมีราคาประเมินเมื่อปี 2566 อยู่ที่ 400 ล้านบาท ปัจจุบันเป็นที่ดินผังสีเหลือง

2.ที่ดินบางไผ่ 59 ไร่ (23,682 ตร.ว.) ตั้งอยู่บนถนนนครลุง-พุทธมณฑลสาย 2 ซอย 11ซึ่งอยู่ในผังสีเขียว เขตเกษตรกรรม ยังมีข้อจำกัดด้านการพัฒนาได้น้อย มีราคาประเมินเมื่อปี 2566 อยู่ที่ 300 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ระหว่างรอผู้เช่ามาพัฒนาที่ดินระยะยาว อสมท ยังนำพื้นที่บางส่วนในแปลงห้วยขวาง 50 ไร่ มาให้เช่าระยะสั้นสำหรับกิจกรรมและอีเวนต์ระดับโลก ทั้ง Music Festival อย่าง S2O และการถ่ายทำภาพยนตร์l/ละคร เฉพาะปี 2569 นี้ สร้างรายได้เข้าบริษัทแล้วกว่า 10 ล้านบาท

ในกรณีที่หาผู้เช่านะยะยาวไม่ได้อาจปรับโมเดลเป็นให้เช่าระยะสั้นแทน แต่หากหาผู้เช่าได้ อสมท จะนำรายได้จากค่าเช่ามาต่อยอดธุรกิจสื่อเพื่อ Go Digital มูลค่าลงทุนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

ลุยแพลตฟอร์มดิจิทัล ดีลพาร์ตเนอร์จีนทำซีรีส์ AI ป้อนทีวี-แอป

ขณะที่ฝั่ง Asset กำลังถูกนำมาสร้างรายได้ อสมท ก็ต้องเร่งเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจสื่อเช่นกัน ผ่านการลุยแพลตฟอร์มดิจิทัลเพิ่มขึ้น และการปรับคอนเทนต์ดึงดูดคนรุ่นใหม่ จากปัจจุบันคนดูช่อง 9 MCOT เป็นกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป เช่น คอนเทนต์บันเทิง แต่ยังมีข้อจำกัดที่เงินลงทุนสูง โดยเฉพาะการผลิตละครทั่วไปที่มีต้นทุนประมาณ 10-20 ล้านบาท/เรื่อง

ทำให้ อสมท หันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี AI เพื่อสร้างคอนเทนต์ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง และสามารถผลิตได้เร็วขึ้น หนึ่งในโมเดลที่เตรียมผลักดันคือ ซีรีส์ AI หรือ Micro-drama ผ่านการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์บริษัทจีน

ยกตัวอย่าง Micro-drama จำนวน 70 ตอน หรือความยาวราว 1 ชม.ครึ่ง สามารถผลิตได้ด้วยงบเพียงระดับ หลักแสนบาท/ตอน หรือใช้ต้นทุนราว 2-3 ล้านบาท

คอนเทนต์ที่ผลิตขึ้นจะถูกนำเสนอทั้งผ่าน MCOT Digital / MCOT Connect และหน้าจอโทรทัศน์ รองรับทั้งคอนเทนต์แนวตั้งและแนวนอน โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นผลงานในช่วงปลายปี 2569 นี้

ที่น่าสนใจคือ อสมท ไม่ได้มองการลงทุนในคอนเทนต์ด้วยโมเดลเดิมที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตทั้งหมด แต่จะใช้โมเดล Licensing Share หรือ Revenue Share โดยแบ่งรายได้จากสปอนเซอร์และยอดสมาชิก Subscription กับพาร์ตเนอร์

เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ผลิตสื่อ” สู่ Media Hub ที่คัดกรองข้อมูล

อีกด้านหนึ่ง อสมท ต้องการรักษาจุดแข็งเดิมขององค์กร นั่นคือความน่าเชื่อถือของสื่อ ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากการรับข่าวสารผ่านทีวี ไปสู่ Social Media และแพลตฟอร์มดิจิทัล

จึงวางตำแหน่งใหม่ให้ อสมท เป็น สื่อกลางในการตรวจสอบและคัดกรองข้อมูล หรือ Fact-Checker โดยต่อยอดจากจุดแข็งเดิม เช่น “ชัวร์ก่อนแชร์” เพื่อทำหน้าที่คัดกรองข่าวสารและข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย ก่อนนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องต่อสังคม

เป้าหมายคือการสร้าง อสมท ให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางข่าวสารที่มีความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะสำหรับครอบครัว

พร้อมกันนี้ ยังต้องขยายฐานผู้ชมจากฐานเดิมที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่และ Gen Alpha ผ่านคอนเทนต์รูปแบบใหม่ โดยหวังดึงคนรุ่นใหม่กลับมารับชมทีวีร่วมกับครอบครัว

ลดคน-ลดต้นทุน ปูทางสู่ Non-Broadcast ไม่ฟันธงประมูลดิจิทัลทีวี

การปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะด้านรายได้ แต่ อสมท เดินหน้าลดต้นทุนองค์กรควบคู่กัน โดยปรับลดจำนวนบุคลากรจากประมาณ 1,400 คนในปี 2563 เหลือประมาณ 700 คนในปัจจุบัน เพื่อให้โครงสร้างองค์กรสอดคล้องกับรายได้และภาระค่าใช้จ่าย

สัญญาณการฟื้นตัวเริ่มเห็นจากผลประกอบการ ครึ่งแรกปี 2569 ที่ขาดทุนลดลง 9% ขณะที่ค่าใช้จ่ายลดลง 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ อสมท ยังได้รับเงินชดเชยคืนคลื่นความถี่จาก กสทช. จำนวน 491 ล้านบาท ซึ่งนำไปชำระหนี้สถาบันการเงินและเสริมสภาพคล่องให้กับองค์กร

ภาพใหญ่ของการปรับโครงสร้างจึงไม่ใช่เพียงการ “ลดขาดทุน” แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ จากเดิมที่พึ่งพาธุรกิจ Broadcast และรายได้โฆษณาทีวีเป็นหลัก ไปสู่ธุรกิจ Non-Broadcast มากขึ้น

เพราะโจทย์สำคัญของ อสมท ในระยะยาว คือการสร้างรายได้ใหม่ให้เพียงพอรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อ รวมถึงการเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงของสัญญาสัมปทานและใบอนุญาตทีวีดิจิทัลที่จะหมดอายุในอนาคต ปี 2572

"สำหรับการประมูลทีวีดิจิทัลรอบใหม่ ยังไม่ชัดเจนว่า อสมท จะไปในทิศทางไหน เราจึงเตรียมแผนต่อทั้งทีวีและดิจิทัล แต่คาดว่าภายในปี 2572 สัดส่วนรายได้ฝั่งดิจิทัลน่าจะแซงทีวีที่เป็นพอร์ตฯ รานได้หลักมาโดยตลอด"