Strategic Move

รู้จัก "ล่าเถียว" ขนมแป้งเผ็ดจากจีน จากเสบียงกู้ชีพ สู่ซอฟต์พาวเวอร์หมื่นล้านที่กำลังบุกตลาดโลก

กระแส Chinamaxxing หรือความหลงใหลในวัฒนธรรมป๊อปของจีนกำลังแผ่ขยายไปทั่วโลก นอกจากซีรีส์และเกมแล้ว อีกหนึ่ง "ซอฟต์พาวเวอร์" ที่กำลังบุกครัวเรือนและยึดพื้นที่บนฟีด TikTok จากเอเชียไปจนถึงอเมริกาและออสเตรเลีย คือ “ล่าเถียว” (Latiao - 辣条) แท่งแป้งสีแดงฉ่ำน้ำมัน รสสัมผัสเหนียวนุ่ม เผ็ด หวาน และนัวลึก ที่กลายเป็นขนมขบเคี้ยวสุดฮิตของคนรุ่นใหม่ และเป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจที่น่าจับตา

LATIAO11-02.jpg

ในบทความ “Stripped Down: The Story Behind China's Favorite Snack” โดย Roman Kierst ซึ่งเผยแพร่ในนิตยสาร The World of Chinese สะท้อนให้เห็นว่าเส้นทางของล่าเถียวไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของกินเล่น แต่เป็นเรื่องราวการยกระดับจากขนมถูก ๆ หน้าโรงเรียนประถม สู่ธุรกิจระดับหมื่นล้านหยวน

กำเนิดจากวิกฤตภัยธรรมชาติ

หลายคนอาจคิดว่าล่าเถียวทำมาจากเนื้อสัตว์หรือเต้าหู้ แต่แท้จริงแล้วทำมาจาก "แป้งสาลี" ที่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนและความดันสูง ก่อนนำมาคลุกเค้ากับพริก ชาฮวาเจียว (พริกไทยเสฉวน) น้ำมัน และเครื่องเทศสไตล์จีน

จุดกำเนิดของขนมชนิดนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 1998 เมื่อเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในอำเภอผิงเจียง (Pingjiang) มณฑลหูหนาน ส่งผลให้ผลผลิตถั่วเหลืองซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการทำ "เต้าหู้แผ่น" เสียหายอย่างหนัก Supply Chain ในท้องถิ่นหยุดชะงักทันที ผู้ประกอบการและชาวบ้านในพื้นที่อย่าง Qiu Dingkong, Li Mengneng และ Zhong Qingbai จึงแก้ปัญหาด้วยการทำ Product Substitution นำแป้งสาลีซึ่งราคาถูกและหาได้ง่ายกว่า เข้าเครื่องอัดแป้ง (Extruder) และปรุงรสจัดจ้าน เกิดเป็นขนมเส้นเหนียวหนึบ รสเค็ม เผ็ด ชา และหวานปลายขึ้นมาแทน

รสชาติที่ชวนคิดถึงวัยเด็ก

ในช่วงยุค 90s ถึง 2000s ล่าเถียวเริ่มวางขายตามร้านค้าเล็ก ๆ หน้าโรงเรียนประถมและมัธยมในราคาถูกมาก เพียงห่อละไม่กี่หยวน ด้วยรสชาติที่จัดจ้านและราคาที่เด็ก ๆ เข้าถึงง่าย ทำให้มันกลายเป็นขนมทานเล่นยอดนิยมสูงสุด และกลายมาเป็นความทรงจำร่วมแห่งวัยเด็กของคนจีนยุคนั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อตลาดเติบโตอย่างก้าวกระโดด โรงงานขนาดเล็กก็เกิดขึ้นมากมาย จนนำไปสู่ปัญหาด้านสุขอนามัย ทั้งการใช้น้ำมันคุณภาพต่ำ สารกันบูด และวัตถุเจือปนเกินมาตรฐาน สื่อและผู้ปกครองต่างประสานเสียงโจมตีว่าล่าเถียวเป็น "อาหารขยะที่สกปรก" ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของขนมชนิดนี้ ตกต่ำอย่างหนักในช่วงปี 2000-2010

_w1700.jpg

พลิกโฉมภาพจำ สู่การสร้าง Moat ทางธุรกิจ

การจะรอดชีวิตในตลาดได้ จำเป็นต้องมีการล้างภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง "Wei Long" (衛龍 / เว่ยหลง) ที่ก่อตั้งโดย Liu Weiping (ผู้ตั้งชื่อแบรนด์ตามดารานักบู๊ "เฉินหลง") ได้เข้ามาเปลี่ยนเกมเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น

  • Supply Chain Modernization: ลงทุนสร้างโรงงานระบบปิดอัตโนมัติที่สะอาดและได้มาตรฐาน แบรนด์อย่าง Mala Wangzi (麻辣王子) และ Wei Long ยกระดับโรงงานสู่ระบบอัตโนมัติ พร้อมทำแคมเปญสตรีมมิ่งไลฟ์สดบรรยากาศในโรงงานผลิต ให้เห็นคนงานใส่ชุดหมีสีขาว หน้ากากอนามัย และระบบควบคุมความสะอาดที่อ้างอิงมาตรฐานเดียวกับอุตสาหกรรมผลิตยา เพื่อสร้าง Trust
  • Rebranding & Packaging: เว่ยหลงเปลี่ยนภาพจำจากถุงพลาสติกใสแบบเดิม ๆ มาเป็นถุงอะลูมิเนียมฟอยล์สีขาวมินิมอล (คล้ายซองอุปกรณ์ไอที) เพื่อยกระดับสินค้าธรรมดาให้ดูพรีเมียม เพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) และขยายช่องทางขายเข้าสู่ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ
  • ปรับสูตรรับมาตรฐานสากล: ปรับลดน้ำมัน เกลือ น้ำตาล และสารเคมีสังเคราะห์ แล้วหันมาใช้วัตถุดิบธรรมชาติมากขึ้น เพื่อให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอาหารที่เข้มงวดในตลาดส่งออกอย่างสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น
  • Lifestyle Marketing: ขยับจากการเป็นขนมเด็กประถม สู่การเปิดป๊อปอัปมิวเซียม สปอนเซอร์งานอีสปอร์ต เทศกาลดนตรี งานคอนเวนชันอนิเมะ งานแต่งงานธีมล่าเถียว ไปจนถึงการคอลแลบทำลิปสติกรสล่าเถียวและกระเป๋าถือทรงซองขนม
71n4H1cQFkL._AC_UF894,1000_QL80_.jpg

จากวัฒนธรรมมีม สู่การเป็น Cultural Export ในตลาดทุนโลก

ในประเทศจีน ล่าเถียวไม่ได้เป็นแค่ขนม แต่สอดรับกับเทรนด์ Guochao (国潮) หรือความภาคภูมิใจในสินค้าท้องถิ่นของคนรุ่นใหม่ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมมีม (Meme Culture) กับคำติดปากอย่าง "กินล่าเถียวสงบสติอารมณ์" หรือการเปรียบเปรยแบบขำ ๆ ว่าคนมีเงินเท่านั้นที่จะเลี้ยงล่าเถียวเพื่อนได้

และเช่นเดียวกับที่ K-Wave ส่งออกกิมจิหรือรามยอน กระแสความสนใจในวัฒนธรรมจีนยุคใหม่ (Chinamaxxing) ซีรีส์จีน และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไปเที่ยวจีน ทำให้คนรุ่นใหม่เปิดรับวัฒนธรรมอาหารสตรีทฟู้ดและของกินเล่นจากจีนมากขึ้นความนิยมนี้ได้ข้ามแดนกลายเป็น Cultural Export หรือการส่งออกวัฒนธรรมผ่านสินค้า ปัจจุบัน ล่าเถียวถูกส่งออกไปมากกว่า 160 ประเทศทั่วโลก บนโลกออนไลน์

นอกจากนี้ ตัวสินค้ายังเหมาะที่จะเป็นไวรัล เนื่องจากสีแดงสดของน้ำมันพริกและทรงเส้นเหนียวหนึบ ทำให้การถ่ายคลิปรีวิว (Taste Test), ASMR เสียงเคี้ยว และมุกไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ บน TikTok, Shorts และ Instagram Reels

images-7.jpeg

เกิดไวรัลความท้าทาย (Spicy Challenge) ทำให้อินฟลูเอนเซอร์ต่างชาติมักนำล่าเถียวมาทำคอนเทนต์ท้าลองกินรสเผ็ด, กินล่าเถียวยักษ์ หรือแม้กระทั่งประกอบสร้างสิ่งของจากล่าเถียว คลิปเหล่านี้สร้างยอดวิวนับล้านและดึงดูดให้ผู้บริโภคสายทดลองอยากตามหามาลองชิม

ขณะเดียวกัน เทรนด์รสชาติเผ็ดชาสไตล์หม่าล่าได้รับความนิยมไปทั่วโลกอยู่แล้วก่อนหน้านี้ ล่าเถียวจึงเข้ามาตอบโจทย์กลุ่มคนที่ชอบรสชาติเผ็ดชาในรูปแบบของสแน็กทานง่าย

อินฟลูเอนเซอร์ต่างชาติพากันทำคอนเทนต์รีวิวล่าเถียวจนเกิดไวรัลนับล้านวิว ทั้งการลองกินล่าเถียวยักษ์ หรือการสร้างบ้านจำลองจากเส้นล่าเถียว เสน่ห์ที่ทำให้คนทั่วโลกติดใจมาจากความนัวของสูตร น้ำมันสูง โซเดียมสูง และเครื่องเทศสูง บวกกับกลูเตนในแป้งสาลีที่ให้สัมผัสเคี้ยวหนึบเพลินกระตุ้นการหลั่งโดปามีน

images-8.jpeg

ข้อพิสูจน์ความสำเร็จสูงสุดในเชิงธุรกิจคือการที่ Wei Long สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) ได้สำเร็จ สะท้อนให้เห็นว่าอาหารริมทางระดับแมสก็สามารถระดมทุนจากนักลงทุนสถาบันระดับโลกได้ หากมีการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน การสร้างแบรนด์เชิงกลยุทธ์ และการใช้วิธีการทำตลาดผ่าน Social Commerce ที่แม่นยำ

เรื่องราวของ "ล่าเถียว" จึงไม่ใช่แค่เรื่องของขนมขบเคี้ยวไวรัล แต่เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงการความเอาตัวรอดและความคิดสร้างสรรค์ของภาคธุรกิจครัวเรือนจีน ที่สามารถเปลี่ยนวัตถุดิบโภคภัณฑ์ราคาถูก (Low-Margin Commodity) ให้กลายเป็นไอคอนทางวัฒนธรรมอาหารร่วมสมัย และเป็นสินค้านวัตกรรมเชิงวัฒนธรรมที่มีมูลค่าสูง (High-Margin Cultural Product) บนเวทีการค้าระดับโลกได้อย่างแท้จริง

Japantoday / theworldofchinese