Strategic Move

Blu Monkey ปั้นแฟรนไชส์โรงแรมเล็ก เปลี่ยนที่ดินเปล่า-ตึกเก่า สู่ธุรกิจสร้างกระแสเงินสด

BLUMOKEY-01.jpg

ในอดีตธุรกิจโรงแรมเคยถูกมองว่าเป็นเกมของทุนใหญ่ เพราะต้องใช้เงินลงทุนสูง ใช้เวลาพัฒนาโครงการ และต้องมีความเชี่ยวชาญด้านการบริหาร

แต่ปัจจุบันโมเดลธุรกิจ “Blu Monkey” (บลูมังกี้) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ท้องถิ่นของภูเก็ต กำลังนำรูปแบบ 'แฟรนไชส์โรงแรมขนาดเล็ก' มาเป็นทางเลือกในการปลดล็อกมูลค่าที่ดินเปล่า อาคารเก่า และสินทรัพย์ที่ยังสร้างรายได้ไม่เต็มศักยภาพ มาเป็นเครื่องผลิตเงิน

ต๊อบ - พศิน มณีศรี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท แอทติจูดสเตย์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์โรงแรมบลูมังกี้ กล่าวว่า Blu Monkey รุกหนักธุรกิจโรงแรมผ่านโมเดล Asset-Light โดยใช้แฟรนไชส์ 100% แทนการลงทุนถือครองโรงแรมเอง เพื่อลดภาระเงินลงทุนและเพิ่มความเร็วในการสร้างรายได้ ปัจจุบันมีโรงแรมอยู่ 14 แห่ง ใน 6 จังหวัด อาทิ ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี ระนอง ชลบุรี

เบื้องต้น โมเดลแฟรนไชส์ดังกล่าว เปิดทางให้ผู้ลงทุนนำที่ดินเปล่า อาคารเก่า และสินทรัพย์ที่ยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ เข้ามาพัฒนาเป็นโรงแรมขนาดเล็กที่ใช้เงินลงทุนต่ำ มีความคล่องตัวสูง และคืนทุนได้ไวกว่าโรงแรมสเกลใหญ่

ซึ่งบริษัทฯ จะเข้าไปดูแลตั้งแต่การพัฒนาแบรนด์ การออกแบบ การวางระบบ และ Operation Setup ก่อนส่งมอบให้เจ้าของสินทรัพย์บริหารต่อ และยังทำหน้าที่ Audit คุณภาพ 2 ครั้งต่อปี ตลอดอายุสัญญา 7 ปี โดยสามารถต่อสัญญาได้เมื่อครบกำหนด (ปัจจุบันมีโรงแรมแฟรนไชส์ต่อสัญญาแล้ว 2 แห่ง)

พศิน บลูมังกี้.jpg

เปิด 3 โมเดล ลงทุนเริ่ม 3 แสนบาท - 1.2 ล้านบาท/ห้อง

Blu Monkey กำหนดจำนวนห้องพักเริ่มต้นที่ 49 ห้อง และโดยเฉลี่ยไม่เกิน 79 ห้องต่อโรงแรม บนพื้นที่ใช้สอยไม่เกิน 4,000 ตารางเมตร เป็นอาคาร Low-rise สูงไม่เกิน 7 ชั้น ขณะที่ค่าแฟรนไชส์อยู่ที่ 800,000 บาท ไม่รวมค่าก่อสร้าง โดยวางรูปแบบแฟรนไชส์ไว้ 3 โมเดล ได้แก่

1.Blu Hub

รองรับเจ้าของที่ดินเปล่าที่ต้องการก่อสร้างโรงแรมใหม่ ใช้งบลงทุนประมาณ 1.2 ล้านบาทต่อห้อง และมีค่า Pre-opening Setup ประมาณ 120,000 บาทต่อห้อง

2.Blu Boutique

เน้นการรีโนเวตอาคารเดิม โดยหากโครงสร้างและระบบยังสามารถใช้งานได้ งบลงทุนเริ่มต้นประมาณ 300,000 บาทต่อห้อง ขณะที่อาคารเก่าที่ต้องปรับปรุงระบบมากขึ้น จะใช้งบลงทุนรวมประมาณ ไม่เกิน 500,000 บาทต่อห้อง

3.Blu Experience

โมเดลที่เจาะทำเลที่มีจุดขายเฉพาะตัว เช่น ที่ดินติดทะเลหรือติดภูเขา โดยนำศักยภาพของพื้นที่มาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโรงแรม

163803.jpg

เปลี่ยนทรัพย์เดิมเป็นเครื่องผลิตเงิน

กลุ่มลูกค้าหลักแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

1.นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผู้ประกอบการ SME

ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการต่อยอดหรือเปลี่ยนจากธุรกิจเดิม โดยอาจมีที่ดินหรือสินทรัพย์เดิมอยู่แล้ว อาทิ โกดัง อาคาร หรือที่ดินซึ่งธุรกิจเดิมเริ่มอิ่มตัว การนำสินทรัพย์เหล่านี้มาพัฒนาเป็นโรงแรมจึงเป็นอีกทางเลือกในการสร้างรายได้

2.นักลงทุนและบริษัทขนาดใหญ่

นักลงทุนที่อยากเข้ามาลุยธุรกิจโรงแรม ตลอดจนบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับมหาชนที่มี Land Bank ก็สามารถนำที่ดินบางส่วนมาพัฒนาเป็นโรงแรมขนาดเล็กได้

ทั้งนี้ Blu Monkey กำหนดสัญญาแฟรนไชส์ 7 ปี และระบุว่าโมเดลสามารถทำ EBITDA ได้ประมาณ 25-40% ขึ้นอยู่กับทำเลและบริบทของแต่ละโครงการ

163803.jpg

แผนใหญ่ 5 ปี สปีดโรงแรมปีละ 10 แห่ง

ต๊อบ - พศิน กล่าวต่อไปว่า สำหรับ Blu Monkey เริ่มธุรกิจในปี 2559 ที่ภูเก็ต และมีประสบการณ์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งพูลวิลล่า คอนโดมิเนียม และโรงแรม รวมถึง Foto Hotel ซึ่งปัจจุบันขายตัวโรงแรมไปแล้ว แต่ยังถือแบรนด์ไว้

"ที่ผ่านมา บริษัทไม่ได้ทำตลาดแฟรนไชส์โรงแรมอย่างจริงจัง การขยายตัวส่วนใหญ่เกิดจากการบอกต่อ ทำให้เติบโตด้วยการขยายโรงแรมไม่เกิน 3 แห่งต่อปี แต่ปีนี้ได้ใช้เวลาในการพัฒนาระบบและ Ecosystem เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในวงกว้างขึ้น"

ดังนั้น เป้าหมายในช่วง 5 ปีนี้ (พ.ศ. 2569 - 2573) คือการขยายให้ได้ 10 โรงแรมต่อปี จากเดิมไม่เกิน 3 โรงแรมต่อปี ปัจจุบันมีงานอยู่ในมือประมาณ 50% โดยมีไปป์ไลน์ที่แน่นอนแล้วบางส่วน ดังนี้

-ปี 2569 ขยายโรงแรมที่กระบี่ 3 แห่ง

-ปี 2570 เตรียมเปิดภูเก็ตอีก 1 แห่ง

-ปี 2571 มีแผนเปิดใน บางนา มีนบุรี และระยอง

"ในปี 2569 เราตั้งเป้าเติบโต 80% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ที่ทำรายได้อยู่ที่ 91 ล้านบาท เพราะมีการขยายการเปิดโรงแรมหลัก 10 แห่ง/ปี จากปกติไม่เกิน 3 แห่ง/ปี"

โรงแรมบลูมังกี้.jpg