Strategic Move

Blue Bottle มีดีอะไร? จากร้านกาแฟรถเข็น ตอนนี้ถึงทำรายได้กว่า 8.26 พันล้าน และการมาไทย ทำไมคนถึงฮือฮา?

‘Blue Bottle’ เชนร้านกาแฟระดับโลกที่มีรายได้กว่า 8,260 ล้านบาท สาขาแรกได้ปักหมุดแลนด์มาร์กใจกลางกรุงเทพฯ อย่าง ‘เซ็นทรัล ปาร์ค’ จากนั้นจะเปิด Flagship store ณ ‘เอ็มควอเทียร์’ มีกำหนดการเปิดช่วงปลายเดือน ส.ค. นี้ 

BLUEBOTTLETH-01.jpg

ความน่าสนใจคือ ร้านกาแฟแบรนด์นี้มีมนต์เสน่ห์หรือเอกลักษณ์อะไร ถึงทำให้เหล่าคอกาแฟยอม ‘ต่อแถวยาวเหยียด’ รวมถึงการมาเปิดตัวในไทยครั้งนี้จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาด Specialty Coffee ในบ้านเราอย่างไร?

จุดเริ่มต้นจากร้านกาแฟรถเข็นของอดีตนักดนตรี

เรื่องราวของ Blue Bottle’ ร้านกาแฟที่มีโลโก้ ‘ขวดสีฟ้า’ แบบมินิมอล เริ่มต้นในปี 2002 ที่เมืองโอ๊กแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย ‘James Freeman’ อดีตนักดนตรีที่รักการดื่มกาแฟเป็นชีวิตจิตใจตัดสินใจนำเงินเก็บราว 20,000 ดอลลาร์สหรัฐมาลงทุนซื้อเครื่องคั่วกาแฟและดัดแปลงรถเก่าเพื่อเข็นไปขายตามตลาดเกษตรกร

เขาตั้งชื่อแบรนด์ว่า Blue Bottle Coffee เพื่อเป็นการรำลึกถึง ‘Hof zur Blauen Flasche’ ร้านกาแฟแห่งแรกของยุโรปตอนกลางในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ช่วงปี 1683

4หัวใจหลักที่ทำให้แตกต่างและประสบความสำเร็จ

ในขณะที่เชนร้านกาแฟส่วนใหญ่เน้นความรวดเร็วและเน้นขยายสาขา แต่ Blue Bottle กลับเลือกเดินในเส้นทาง Specialty Coffee ที่เน้นประสบการณ์ความประณีต

1.ตั้งมาตรฐานไว้ว่า จะส่งมอบกาแฟถึงมือลูกค้าหรือชงในร้านภายใน 48 ชั่วโมงหลังการคั่ว โดยบนถุงกาแฟของ Blue Bottle จะประทับ ‘วันที่คั่ว’ หรือ Roast Date ไว้อย่างชัดเจน แทนการบอกเพียงแค่วันหมดอายุ

2.ศาสตร์แห่ง Pour-over เน้นการคั่วระดับอ่อนถึงกลางเพื่อดึงกลิ่นเอกลักษณ์ของเมล็ดกาแฟแต่ละแหล่งปลูก พร้อมกับพิถีพิถันด้วยการชงดริปมือแบบ ‘ถ้วยต่อถ้วย’ มีดริปเปอร์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อดึงเอกลักษณ์ของกาแฟแต่ละแหล่งปลูกออกมาให้สมบูรณ์แบบที่สุด

3.ร้านในสไตล์ Essential Design ที่ออกแบบไม่ซ้ำกันสักสาขา เน้นความเรียบง่าย ใช้โทนสีสว่าง ไม้ ปูนเปลือย และโปร่งสบาย ส่วนดีไซน์ของร้านจะไม่มีสูตรสำเร็จ แต่จะออกแบบให้กลมกลืนกับบริบทของพื้นที่นั้นๆ เช่น การรีโนเวทโกดังเก่าหรืออาคารประวัติศาสตร์ ภายใต้แนวคิดความเรียบง่ายที่เน้นเฉพาะสิ่งที่จำเป็น ทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความสงบและเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้

4.บาริสต้าในฐานะ ‘Trusted Guide’ ที่คอยแนะนำให้ลูกค้าค้นพบรสชาติกาแฟใหม่ๆ ผ่านแนวคิดการบริการแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่า Omotenashi ซึ่งเน้นความจริงใจ ใส่ใจในรายละเอียด และสร้าง Store Experience ให้ลูกค้ารู้สึกผูกพัน

การเดินทางบนเส้นทางธุรกิจ

ด้วยความพรีเมียมและสร้างสรรค์ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ Blue Bottle เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2017 ยักษ์ใหญ่อย่าง Nestlé เข้ามาถือหุ้นใหญ่ 68% ด้วยมูลค่า 425 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 14,000 ล้านบาท

กระทั่งต้นปี 2026 Nestlé ได้ตกลงขาย Blue Bottle ให้กับ Centurium Capital กองทุน Private Equity สัญชาติจีน ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Luckin Coffee ด้วยมูลค่าประมาณ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 13,000 ล้านบาท แต่ทั้ง Blue Bottle และ Luckin ก็บริหารงานแยกกันโดยสิ้นเชิง

ปัจจุบัน Blue Bottle มีสาขามากกว่า 140 แห่งทั่วโลก อยู่ในสหรัฐฯ ราว 82 แห่ง ที่เหลืออยู่ในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ และในไทยที่กำลังจะเปิดในอีกไม่นาน 

ขณะที่รายได้ทาง Blue Bottle ทำไปได้กว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 8,260 ล้านบาทเมื่อปีที่ผ่านมา

สำหรับการเข้ามาในไทย กลุ่ม Valiram Group ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกสินค้าลักชัวรีและไลฟ์สไตล์จากมาเลเซีย เป็นผู้นำเข้ามา โดยสาขาแรกจะเปิดที่เซ็นทรัล ปาร์ค วันที่ 21 ส.ค.นี้ ส่วนสาขาที่ 2 จะเปิด ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ช่วงปลายเดือนส.ค. 2026

แล้วการเข้ามาในไทยของ Blue Bottle จะเขย่าตลาดกาแฟในบ้านเราอย่างไร?

ยกระดับมาตรฐาน Specialty Coffee: การเข้ามาของแบรนด์ระดับโลกจะกระตุ้นให้ผู้บริโภคชาวไทยให้ความสำคัญกับ ‘คุณภาพ’ และ ‘ประสบการณ์’ มากกว่าแค่การดื่มกาแฟเพื่อคาเฟอีน ส่วนลูกค้ากลุ่มพรีเมียมก็พร้อมจะจ่ายมากขึ้น เพื่อแลกกับประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากร้านทั่วไป

การแข่งขันในเชิง Craft ไม่ใช่ Speed : ในขณะที่เชนใหญ่เน้นความเร็วและจำนวนสาขา Blue Bottle จะเข้ามาพิสูจน์ว่า ความช้าอย่างมีคุณภาพ โดยใช้เวลาชง 3-5 นาทีต่อแก้ว ซึ่งสามารถสร้างโมเดลธุรกิจที่แข็งแรงและมีรายได้ต่อสาขาสูงมากได้

การสร้าง Lifestyle Destination ใหม่: การเลือกทำเลใจกลางเมืองอย่าง เซ็นทรัล ปาร์ค และศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ สะท้อนถึงการวางตำแหน่งแบรนด์ระดับพรีเมียมอย่างชัดเจน และย้ำให้เห็นว่า Blue Bottle ไม่ได้ขายแค่กาแฟ แต่ขาย Space & Lifestyle ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มองหาพื้นที่ที่สะท้อนรสนิยมและความเป็นตัวเอง

ส่วนจะส่งผลให้ Specialty Coffee ในบ้านเราที่มีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาทเติบโตหรือไม่ และส่งผลให้การแข่งขันรุนแรงขึ้นอย่างไร ต้องคอยจับตามองกันต่อไป