China Passenger Car Association หรือ CPCAได้รายงานถึงยอดขายปลีกรถยนต์ในจีน เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.54 ล้านคัน ลดลง 24% ส่งผลให้ภาพรวมยอดขายสะสมตั้งแต่ต้นปีปรับตัวลดลงไปแล้วมากกว่า 20%
ปัจจัยหลักที่กดดันยอดขายรถยนต์ในจีนลงอย่างหนัก มาจาก 2 สาเหตุสำคัญ ได้แก่ 1.กำลังซื้อของผู้บริโภคชาวจีนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผลกระทบจากภาคอสังหาริมทรัพย์และภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายกับสินค้าราคาแพงอย่างรถยนต์มากขึ้น และ 2.สงครามราคาที่เข้าขั้น ‘ทำลายล้าง’
เพื่อชดเชยยอดขายที่หายไปอย่างรุนแรงในจีน ค่ายรถยนต์ชั้นนำจึงต้องเบนเข็มออกไปลุยตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัว ส่งผลให้ยอดส่งออกในเดือนสิงหาคมพุ่งสูงขึ้นถึง 78% หรือมียอดขาย 888,000 คัน ดันสัดส่วนยอดขายในต่างประเทศเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 38% ของยอดขายทั้งหมด จากปีก่อนมีสัดส่วนเพียง 20%
รวมถึงบรรดาค่ายรถยนต์ระดับท็อปอย่าง BYD และ Tesla ที่ต้องเร่งปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ โดย
BYD ไม่ได้แค่มองหาทางรอด แต่ตั้งเป้าหมายกวาดยอดขายในต่างประเทศสูงถึง 2.5 ล้านคัน เร่งขยายเครือข่ายโชว์รูม โรงงานประกอบ และส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั้งยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงไทย) และลาตินอเมริกา
ขณะที่ Tesla เผชิญกับการปรับตัวลดลงของยอดขายในจีนติดต่อกันหลายเดือนเช่นกัน ส่งผลให้โรงงาน Gigafactory ในเซี่ยงไฮ้ต้องปรับสัดส่วนการผลิตเพื่อเน้นการส่งออกไปยังตลาดภูมิภาคอื่นมากขึ้น เพื่อรักษาอัตราการผลิตให้อยู่ในระดับสูง
การทะลักออกสู่ตลาดโลกของค่ายรถยนต์จีน ไม่เพียงแต่สร้างแรงกดดันต่อค่ายรถยนต์ดั้งเดิมในต่างประเทศ อย่างค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นและยุโรปเท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งความท้าทายระลอกใหม่ เช่น
หน่วยงานกำกับดูแลของจีนเริ่มเข้ามาคุมเข้มเพื่อหยุดสงครามราคาตัดราคาที่ไม่เป็นธรรม และสนับสนุนให้ผู้ผลิตเน้นการทำราคาตามต้นทุนจริงรวมถึงปฏิบัติตามมาตรฐานสากล
ตลาดสำคัญอย่างสหภาพยุโรป (EU) รวมถึงบางประเทศในละตินอเมริกา เริ่มนำมาตรการภาษีทุ่มตลาด (Countervailing Duties) มาใช้ ทำให้ค่ายรถอย่าง BYD ต้องเร่งย้ายฐานการผลิตไปตั้งโรงงานในท้องถิ่น (Local Production) เพื่อลดผลกระทบด้านภาษี
ภาพเหล่านี้ ถือจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ในจีนที่กำลังเข้าสู่ยุคของการคัดสรรว่า ใครจะเป็นผู้ที่จะรอดพ้นจากมรสุมครั้งนี้ได้
.
ที่มา
.
.