เป็นเวลา 15 ปีแล้วที่ เซ็นทรัล ได้เข้าไปลงทุนในเวียดนาม ที่น่าสนใจคือ นับตั้งแต่ช่วงปี 2018-2025 บริษัทสามารถสร้างยอดขายสะสมกว่า 330,000 ล้านบาท และครองส่วนแบ่งตลาด FMCG ในช่องทางไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ตสูงถึง 40.1% จนกลายเป็นผู้เล่นอันดับ 1 ของตลาดเวียดนาม ล่าสุด ได้ประกาศแผนลงทุนรอบใหม่มูลค่ากว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 116,000 ล้านบาท ผ่านธุรกิจค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ และโรงแรม คำถามคือ ทำไมเวียดนามถึงน่าสนใจ?
ตลาดเวียดนามยังโตไม่ถึงครึ่งของไทย
วัลยา จิราธิวัฒน์ President กลุ่มเซ็นทรัล เล่าว่า GDP ประเทศเวียดนามมีการเติบโตสูงถึง 7-8% เร็วสุดในอาเซียน แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ด้วยจำนวนประชากรกว่า 100 ล้านคน และ "ค้าปลีกสมัยใหม่" ยังมีสัดส่วนเพียงประมาณ 13% ของตลาดค้าปลีกทั้งหมด เมื่อเทียบกับประเทศไทยที่ Modern Trade มีสัดส่วนใกล้ 50% ความแตกต่างนี้สะท้อนว่าตลาดเวียดนามยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และยังมีพื้นที่ให้ผู้เล่นค้าปลีกขยายตัวได้อีกมาก
ปัจจุบัน เซ็นทรัล มีศูนย์การค้าและร้านค้าทุกรูปแบบรวมกันกว่า 300 แห่ง ครอบคลุม 26 จังหวัด จากทั้งหมด 34 จังหวัดของเวียดนาม คิดเป็นพื้นที่รวม 1.3 ล้านตารางเมตร มีผู้เข้าใช้บริการเฉลี่ยกว่า 5 แสนคน/วัน หรือกว่า 200 ล้านครั้งในแต่ละปี และสามารถขึ้นเป็น เบอร์ 1 ของตลาด FMCG ในช่องทางไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ตสูง ด้วยส่วนแบ่งตลาด 40.1%
อย่างไรก็ตาม ในมุมของ เซ็นทรัล นั่นหมายความว่าการเป็นเบอร์ 1 วันนี้ ไม่ได้แปลว่าตลาดเติบโตถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ตรงกันข้าม การเปลี่ยนผ่านจากร้านค้าดั้งเดิมสู่ค้าปลีกสมัยใหม่อาจเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น

จากฮานอย-โฮจิมินห์ สู่เมืองรอง
ช่วงแรกของการลงทุนเมื่อกว่า 15 ปีก่อน เซ็นทรัล มุ่งเน้นไปที่เมืองหลักอย่างฮานอยและโฮจิมินห์ซิตี้ แต่ปัจจุบันภาพเริ่มเปลี่ยนไป การเติบโตของเมืองระดับรองและระดับสามกำลังสร้างโอกาสรอบใหม่ให้กับธุรกิจค้าปลีก จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การขยายสาขารอบใหม่จะไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะเมืองใหญ่เหมือนในอดีต
ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า เซ็นทรัล รีเทล (CRC) เตรียมลงทุนเพิ่มอีก 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 49,000 ล้านบาท เพื่อขยายเครือข่ายค้าปลีกทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าเปิด GO! Hypermarket สาขาใหม่มากกว่า 50 แห่ง
เบื้องหลังการขยายตัวครั้งนี้สะท้อนมุมมองของ เซ็นทรัล รีเทล ที่เชื่อว่าการเติบโตระลอกต่อไปของเวียดนามจะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในฮานอยหรือโฮจิมินห์ แต่จะกระจายไปยังเมืองรองและพื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้น
โดยเฉพาะ mini go! ที่ถูกวางบทบาทให้เป็น "สะพานเชื่อม" ผู้บริโภคในเมืองรองและชนบทเข้าสู่โลกค้าปลีกสมัยใหม่เป็นครั้งแรก ท่ามกลางโครงสร้างตลาดที่ยังถูกครอบครองโดยร้านค้าดั้งเดิมอยู่เป็นส่วนใหญ่

เดินหน้าสร้าง Ecosystem
ปัจจุบัน โครงสร้างธุรกิจของ เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Multi-Format และ Multi-Category โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- Food Group ที่มี GO! Hypermarket, Tops Market, mini go! และ Lan Chi Mart เป็นหัวหอกสร้างรายได้
- Non-Food Group ที่รวบรวมแบรนด์ไลฟ์สไตล์และกีฬาอย่าง Supersports, Crocs, Hoka, Columbia และ Under Armour รวมถึง Property Group ที่บริหารพื้นที่เช่าภายใน GO! Mall ซึ่งมีทั้งแบรนด์ต่างประเทศและผู้ประกอบการท้องถิ่นรวมกันมากกว่า 600 ราย
โอลิวิเยร์ แลงเล็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม อธิบายว่า ผู้บริโภคเวียดนามกำลังเปลี่ยนจากการมองหา "ราคาถูกที่สุด" ไปสู่การมองหาคุณภาพ ความปลอดภัย ความสะดวก และประสบการณ์การจับจ่ายที่ดีขึ้น นั่นทำให้การแข่งขันในอนาคตไม่ได้อยู่ที่จำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความสามารถในการเชื่อมต่อประสบการณ์ของลูกค้าในทุกช่องทาง
ตัวอย่างสำคัญคือการเปิดตัว "The 1 Vietnam" โปรแกรมสมาชิกดิจิทัลที่สามารถขยายฐานสมาชิกได้มากกว่า 7.4 ล้านรายภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี และกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงธุรกิจฟู้ด น็อนฟู้ด และศูนย์การค้าเข้าด้วยกันผ่านข้อมูลลูกค้าและประสบการณ์แบบ Omnichannel

แผนลงทุนรอบใหม่นี้ไม่ได้มีเพียง เซ็นทรัล รีเทล
นอกจากฝั่งค่าปลีก ทาง เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ก็เตรียมงบลงทุนมากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 67,000 ล้านบาท ในช่วง 10-15 ปีข้างหน้า เพื่อขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโครงการมิกซ์ยูสในเวียดนาม
โดยได้จัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจลงสำรวจศักยภาพของเมืองสำคัญอย่างโฮจิมินห์ ฮานอย และดานัง รวมถึงมองหาพันธมิตรท้องถิ่นและทำเลที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาโครงการระดับเวิลด์คลาสในอนาคต อีกด้านหนึ่ง Centara Hotels & Resorts ก็เดินหน้าขยายธุรกิจในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง หลังเปิดให้บริการ Centara Mirage Resort Mui Ne ขนาด 984 ห้องมาตั้งแต่ปี 2021
ล่าสุด บริษัทอยู่ระหว่างเตรียมเปิดโรงแรมใหม่อีก 2 แห่ง รวม 977 ห้อง ในเมืองเวินด่อน จังหวัดกว๋างนิญ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้สนามบินนานาชาติเวินด่อน และคาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการบางส่วนในช่วงไตรมาส 4 ปี 2026 เพื่อรองรับการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ เซ็นทารายังอยู่ระหว่างมองหาโอกาสพัฒนาโรงแรมร่วมกับ เซ็นทรัลพัฒนา ในเมืองหลักอย่างฮานอย โฮจิมินห์ และดานัง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแผนลงทุน 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐของกลุ่มเซ็นทรัลในเวียดนาม ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงธุรกิจค้าปลีก แต่เป็นการวางรากฐานระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งการจับจ่าย การใช้ชีวิต และการท่องเที่ยวในระยะยาว

โอกาสมี แต่การแข่งขันก็เดือดไม่แพ้กัน
แม้ เซ็นทรัล จะมองเห็นโอกาสการเติบโตของค้าปลีกสมัยใหม่ในเวียดนาม และในกลุ่มไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ต เซ็นทรัล รีเทล ยังครองตำแหน่งผู้นำด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 40% แต่ตลาดเวียดนามก็ไม่ได้เป็นสนามที่แข่งขันกันง่าย ๆ
ปัจจุบัน เซ็นทรัล รีเทล ต้องเผชิญการแข่งขันจากทั้งผู้ประกอบการท้องถิ่นและทุนต่างชาติที่ต่างเร่งขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น WinCommerce ในเครือ Masan เจ้าของเครือข่าย WinMart และ WinMart+ ที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ, Saigon Co.op ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดค้าปลีกท้องถิ่น รวมถึง Bách Hóa Xanh เชนค้าปลีกของ Mobile World Group ที่กำลังขยายสาขาอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ฝั่งต่างชาติยังมีผู้เล่นรายสำคัญอย่าง AEON Mall จากญี่ปุ่น และ Lotte Mart จากเกาหลีใต้ ที่ยังเดินหน้าลงทุนและขยายการดำเนินงานในเวียดนามอย่างต่อเนื่องเช่นกัน นั่นทำให้ความท้าทายของ เซ็นทรัล ในระยะต่อไปอาจไม่ใช่เพียงการรักษาตำแหน่งผู้นำในธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ต แต่คือการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของชาวเวียดนามได้มากที่สุดในระยะยาว