เป้าหมาย ต้องการรองรับทราฟฟิกรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ กว่า 200,000 คนต่อวัน โดยเฉพาะคนยุคใหม่ที่นอนดึกและทำงานเป็นกะ เพื่อหวังจะเป็นจิ๊กซอว์ในการชุบชีวิตให้อนุสาวรีย์ชัยฯ ย่านการค้าที่เคยคึกคักกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
สำหรับ Onn Anu เป็นโครงการภายใต้การพัฒนาของ ‘บริษัท พีเพิล พลาซ่า จำกัด’ ซึ่งไม่ใช่หน้าใหม่ของวงการรีเทล แต่เป็นผู้บริหาร ‘เซ็นเตอร์วัน’ (Center One) ห้างที่อยู่คู่ย่านนี้มานาน 31 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ทั้งวิกฤตต้มย้ำกุ้ง ไฟไหม้จากความขัดแย้งทางการเมืองในปี 2553 และวิกฤตโควิด-19
‘รัชพล ไกรจิรโชติ’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเพิล พลาซ่า จำกัด เล่าว่า ในอดีตอนุสาวรีย์ชัย ฯ เป็นย่านการค้าที่คึกคัก โดยเฉพาะร้านค้าข้างทาง เพราะเป็นศูนย์กลางการเดินทางต่อทั้งรถตู้ , รถประจำทาง และรถไฟฟ้า แต่หลังจากมีการจัดระเบียบรถตู้ บวกกับภาวะเศรษฐกิจ ทำให้บรรยากาศของย่านดังกล่าวลดความคึกคักลง
ทว่าตอนนี้ด้วยการเติบโตของเมือง และการจัดระเบียบ ได้พลิกโฉมให้ย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ กลายเป็น Medical Hub ใจกลางกรุงเทพฯ ที่แวดล้อมไปด้วยโรงพยาบาลชั้นนำ บุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา ตลอดจนที่พักอาศัยทั้งคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ และโรงแรมที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่า ย่านแห่งนี้ยังมีเสน่ห์และน่าสนใจอยู่
โดยจากการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและเทรนด์การใช้ชีวิตในพื้นที่ ทีมผู้บริหารพีเพิล พลาซ่า เห็นอินไซต์สำคัญของย่านยังคงขาดพื้นที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ กลุ่มคนนอนดึก และผู้ที่ต้องทำงานเป็นกะ ซึ่งมีตารางชีวิตแตกต่างจากคนทั่วไป
จึงเป็นจุดเริ่มต้นและความท้าทายสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจลงทุนเปิดตัว ‘ONN ANU’ เพื่อเข้ามาเติมเต็มจิ๊กซอว์ที่หายไป
ผู้บริหารพีเพิล พลาซ่า อธิบายว่า เซ็นเตอร์วัน จะเป็นเหมือน ‘บ้านหลัก’ ที่มีฟังก์ชันการใช้งานครบครัน ส่วน ONN ANU จะเปรียบเสมือน ‘ห้องรับแขก’ ที่แวะเวียนมาได้ง่าย เดินทางสะดวก และพร้อมต้อนรับทุกคนอย่างเป็นกันเอง
หัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือ การขยายเวลาเปิดให้บริการยาวนานถึง 19 ชั่วโมง ตั้งแต่ 07.00 น. ลากยาวไปจนถึง 02.00 น. ของวันถัดไป เพื่อรองรับตารางชีวิตของคนทำงานกะดึก บุคลากรทางการแพทย์ และผู้บริโภคยุคใหม่ที่นอนดึก ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ONN TO RECHARGE. ON TO YOUR JOURNEY.’ หรือ ‘จุดแวะเติมพลัง ก่อนออกเดินทางต่อ’
โดยการคัดสรรร้านค้าภายในโครงการ จะเลือกให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าและการเปิดปิดของร้านค้า เริ่มจากช่วงเช้าจะเน้นตอบโจทย์ความเร่งด่วน ด้วยร้านเครื่องดื่ม Grab & Go อย่าง ชาตรามือ, คาเฟ่ อเมซอน, ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน, นายอ้วนเย็นตาโฟ และ SOL Coffee เป็นต้น
ช่วงกลางวัน ดึงร้านค้าเฉพาะทางและสินค้าทั่วไปเข้ามาเติมเต็ม เช่น Watsons และ Moshi Moshi ส่วนช่วงค่ำไปจนถึงช่วงดึก แมกเนตจะเป็นร้านเปิดดึกสำหรับสายกิน อย่าง Lucky Suki และ Bar B Q Plaza ฯลฯ
นอกจากนี้ ONN ANU ยังออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อตอบสนองอินไซต์ของนักศึกษาและบุคลากรทางการแพทย์ในย่านพญาไท ราชเทวี อารีย์ และสะพานควาย ที่ต้องการพื้นที่นั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือพบปะพูดคุย
อย่างบริเวณชั้น 2M พัฒนาให้เป็น Co-working Space มีกำหนดเปิดให้บริการช่วงปลายปี 2569 หรือต้นปี 2570 และบริเวณชั้นดาดฟ้ายังเตรียมเปิดเป็น Rooftop Viewpoint ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2570 เพื่อเป็นจุดชมทัศนียภาพและแสงสียามค่ำคืนของอนุสาวรีย์ชัยฯ
รวมถึงมีแผนจะพัฒนาให้ ONN ANU เป็น Hub เดลิเวอรี่ เพื่อจัดส่งอาหารสดใหม่ส่งตรงถึงวอร์ดโรงพยาบาลรอบทิศ ย่นระยะเวลาส่งและตอบโจทย์วิถีชีวิตคนทำงานกะดึก อย่างบุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าเวรแน่น จนไม่สะดวกออกมาหาซื้ออาหาร และนิยมสั่งอาหารรวมกันเป็นกลุ่ม
ขณะที่ในฝั่งพี่ใหญ่อย่างเซ็นเตอร์วัน ก็เตรียมจะปรับโฉมครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี ด้วยงบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท ในช่วงกลางปี 2570 โดยจะจัดระเบียบพื้นที่ให้ทันสมัยขึ้น แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิม โดยเฉพาะโซนเสื้อผ้า แฟชั่น และความงาม ซึ่งผู้ประกอบการบางรายร่วมสร้างห้างมาตั้งแต่ยุคบุกเบิก
นอกจากนี้ มีแผนจะขยายเวลาให้บริการช่วงดึกเช่นเดียวกับ ONN ANU หากโมเดลของน้องใหม่ประสบความสำเร็จ
ผู้บริหารพีเพิล พลาซ่า ทิ้งท้ายว่า แม้ธุรกิจรีเทลในไทยจะแข่งขันดุเดือด แต่ในย่านอนุสาวรีย์ชัยฯ มีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางกฎหมาย การก่อสร้าง และการถือครองที่ดินสูง
ขณะเดียวกันพีเพิล พลาซ่า ยังได้เปรียบในฐานะผู้ประกอบการรายเล็กที่มีความคล่องตัวสูง อยู่ในย่านนี้มายาวนาน 31 ปี ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามพฤติกรรมผู้บริโภคในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว จึงมั่นใจกับการลงทุนครั้งนี้