Strategic Move

เจาะกลยุทธ์ ‘1+8+N’ กับภารกิจสร้าง ‘อาณาจักรหัวเว่ย’ ในมือผู้บริโภค

เป็นที่รู้กันว่า ‘หัวเว่ย’ (Huawei) ได้ถูกกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกาได้เพิ่มชื่อหัวเว่ยเข้าใน ‘Entity List’ หรือบัญชีดำการซื้อขายตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. 2562 จน ‘กูเกิล’ (Google) ได้ออกมาแบนหัวเว่ย ส่งผลให้ไม่สามารถใช้บริการของกูเกิล หรือ GMS (Google Mobile Services) ได้ ซึ่งหั…

12417435913639

เป็นที่รู้กันว่า ‘หัวเว่ย’ (Huawei) ได้ถูกกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกาได้เพิ่มชื่อหัวเว่ยเข้าใน ‘Entity List’ หรือบัญชีดำการซื้อขายตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. 2562 จน ‘กูเกิล’ (Google) ได้ออกมาแบนหัวเว่ย ส่งผลให้ไม่สามารถใช้บริการของกูเกิล หรือ GMS (Google Mobile Services) ได้ ซึ่งหัวเว่ยเองก็ไม่ง้อ พร้อมกับเปิดตัวบริการ HMS (HUAWEI Mobile Services) แทนเพื่อทำหน้าที่แทน GMS

open_huawei

โตไม่ง้อ Google

ในช่วงแรกที่หัวเว่ยถูกแบน แน่นอนว่าส่งผลต่อความมั่นใจของผู้บริโภคแน่นอน แต่ตั้งแต่เริ่มเปิดตัวระบบ HMS ในช่วงปลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ยอดขายสมาร์ทโฟนที่ใช้ HMS มียอดขายจนเกือบเท่ารุ่นที่มีบริการ GMS เรียบร้อย แถมปัจจุบัน 90% ของแอปยอดนิยมของไทยกลุ่ม Top 200 เข้ามาให้บริการที่ระบบแล้ว ส่งให้จำนวนผู้ใช้ Huawei ID ทั่วโลกแตะระดับ 300 ล้านบัญชี ส่วนไทยทะลุ 4 ล้านบัญชี ซึ่งถือเป็นข้อบ่งชี้ว่า ลูกค้าไม่ได้กังวลเรื่องการใช้งาน เพราะการที่มี HMS ก็สามารถใช้บริการของกูเกิลได้เหมือนกัน

ล่าสุด บริษัทวิจัย Canalys ระบุว่า หัวเว่ยมียอดจัดส่งสมาร์ทโฟนสูงถึง 55.8 ล้านเครื่องในไตรมาสที่ผ่านมา แม้จะลดลง 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่หัวเว่ยกลับสามารถแซง ‘ซัมซุง’ ขึ้นแท่นเบอร์ 1 ผู้นำสมาร์ทโฟนโลก ซึ่งยอดขายของซัมซุงนั้นลดฮวบถึง 30% อยู่ที่ 53.7 ล้านเครื่อง นับเป็นไตรมาสแรกในรอบ 9 ปี

huawei

1+8+N แผนระยะยาวมัดใจลูกค้า

อย่างไรก็ตาม การขึ้นนำในครั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายคนจะมองว่าเป็นแค่ช่วงสั้น ๆ เพราะยอดขาย 70% มาจากจีน ดังนั้นหากตลาดโลกฟื้นตัวยอดขายของแบรนด์อื่น ๆ อาจฟื้นกลับมา ดังนั้น หัวเว่ยต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อครอบครองตลาดโลก ซึ่งแผนดังกล่าวก็คือ การสร้างอีโคซิสเต็มส์ภายใต้แนวคิด ‘Seamless AI Life’ หรือ ‘ชีวิตเอไอ ไร้รอยต่อ’ จนเกิดเป็น ‘1+8+N’ ซึ่งจะเป็นการสร้าง ‘อีโคซิสเต็มส์’ ให้กับผู้ใช้โดยมี ‘1’ คือ สมาร์ทโฟนที่จะเป็นศูนย์กลางที่จะนำไปสู่การใช้งานสินค้าอื่น ๆ หรืออุปกรณ์หลักที่จะเป็นหัวใจในการเชื่อมต่อและควบคุมการทำงานของดีไวซ์อื่น ๆ

ด้าน '8' หมายถึง สมาร์ทดีไวซ์อื่น ๆ ที่ใช้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ได้แก่ แล็ปท็อป, แท็บเล็ต, สมาร์ทวอทช์, หูฟังไร้สาย, แว่นตาวีอาร์, หน้าจออัจฉริยะ, ลำโพง และรถยนต์ ส่วน 'N' หมายถึง อินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง (IoT) และเครื่องหมาย ‘+’ หมายถึง เครือข่ายการเชื่อมต่อในบริเวณกว้าง (WAN) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อระยะใกล้ เช่น Huawei Share และ HiLink ที่จะผสานเครือข่ายอีโคซิสเต็มของหัวเว่ยให้สมบูรณ์

Huawei-18N

แผนเหมือนคนอื่น แต่แตกต่างด้วยเทคโนโลยี

กลายเป็นว่าการที่หัวเว่ยไม่สามารถใช้กูเกิลได้อาจจะเป็นจุดเเข็ง เพราะเหมือนกับโหมดบังคับให้หัวเว่ยต้องมี OS ของตัวเองหรือ HamonyOS ที่เป็นระบบปฏิบัติการกลางเพื่อครอบคลุมดีไวซ์ทุกตัวซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้เชื่อมต่อและใช้งานหลายอุปกรณ์พร้อมกันได้อย่างสะดวก, รวดเร็ว และเสถียร บวกกับฟีเจอร์ HUAWEI Share ซึ่งสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ แบ่งปันข้อมูล แชร์ศักยภาพการทำงานระหว่างอุปกรณ์ ผ่านการแตะอุปกรณ์เข้าด้วยกันเพียงสัมผัสเดียว (One Tap) หมดปัญหาความยุ่งยากไปโดยปริยาย

ดังนั้น เทคโนโลยี จะเป็น ข้อแตกต่าง ของแบรนด์อื่น ๆ ที่พยายามจะสร้างอีโคซิสเต็มส์และดันยอดขายของ IoT ซึ่งเป็นดีไวซ์ที่ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากในยุค 5G ที่ผ่านมา

https://www.youtube.com/watch?v=RLMvnYNSBNA

ไม่มีเป้าหมาย แต่มั่นใจช่วยดันยอดขาย

แม้จะไม่ได้มีตัวเลขชัดเจนว่าผู้ใช้งานหัวเว่ย 1 คนจะมีดีไวซ์ของหัวเว่ยกี่ชิ้น รวมถึงไม่ได้ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าแผนจะให้ผลลัพธ์อย่างไร แต่หัวเว่ยมั่นใจว่าแผนนี้จะเพิ่ม ‘ยอดขาย’ ให้แน่นอน เพราะหากวัดจากการเติบโตของสมาร์ทดีไวซ์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่สมาร์ทโฟน อย่างคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป (PC) และหูฟังไร้สายก็เติบโต 200% ส่วนอุปกรณ์ Wearable เติบโต 170% นอกจากนี้ บัญชี Huawei ID ถือเป็นหนึ่งในเครื่องชี้วัดปริมาณการใช้งานระบบซอฟต์แวร์ในอุปกรณ์หัวเว่ย ปัจจุบันก็มีผู้ใช้มากกว่า 50 ล้านราย มีจำนวนอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบ (ไม่นับสมาร์ทโฟน) ราว 180 ล้านชิ้น และจำนวนพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจของอีโคซิสเต็ม HiLink ที่เพิ่มมากกว่า 800 รายทั่วโลก

สำหรับประเทศไทยนั้น หัวเว่ยได้นำสินค้าเข้ามาจำหน่าย 5 ใน 8 ชิ้น ได้แก่ ได้แก่ สมาร์ทโฟน, แล็ปท็อป, แท็บเล็ต, สมาร์ทวอทช์ และหูฟังไร้สาย เหลือแว่นตาวีอาร์, หน้าจออัจฉริยะ, ลำโพง และรถยนต์ แต่ในไตรมาสแรกของปี 2021 หัวเว่ยได้เตรียมนำลำโพงเข้ามาทำตลาดในไทยแน่นอน

fb_huawei

จากนี้คงต้องจับตาดูตลาด IoT ยาว ๆ ว่าจะแข่งขันกันดุเดือดแค่ไหน เพราะตลาดสมาร์ทโฟนเองค่อนข้างจะอิ่มตัวมานาน ขณะที่ 5G จะเข้ามากระตุ้นให้คนเริ่มมองหาสมาร์ทดีไวซ์ ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่การใช้ 5G ใช้ได้อย่างแพร่หลาย ผู้บริโภคคงได้เห็นสงคราม IoT อย่างเต็มรูปแบบแน่นอน