Joseph Briggs นักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs ระบุว่า ตัวแปรสำคัญอย่าง โอมิครอน (Omicron)
อาจทำให้การเปิดเศรษฐกิจครั้งใหม่ของสหรัฐฯ ช้าลง แต่ “การใช้จ่ายด้านบริการจะลดลงเพียงเล็กน้อย”
ดังนั้นบริษัทจึงปรับคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2022 ลดลงมาอยู่ที่ 3.8% จากเดิม 4.2% ขณะที่ GDP ของสหรัฐฯ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้คาดว่าจะขยายตัวเพียง 2.9% ลดลงที่เคยคาดไว้ที่ 3.3%
“ตอนนี้ยังมีคำถามมากมายที่ยังไม่ได้รับคำตอบ เราประเมินว่าโควิดสายพันธุ์โอมิครอนจะส่งผลกระทบต่อ
เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในระดับปานกลาง”
เเม้โอมิครอนจะเป็นไวรัสที่แพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าเดิม เเต่เชื่อว่าวัคซีนที่สร้างภูมิคุ้มกันจะมีประสิทธิภาพลดลงไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์โรคระบาดยังน่ากังวลต่อเนื่อง อาจทำให้ปัญหาขาดแคลนซัพพลายรุนเเรงยิ่งขึ้นอีก เมื่อประเทศอื่น ๆ ทยอยยกระดับมาตรการคุมเข้มพรมเเดน เเต่การที่ประเทศคู่ค้า มีอัตราการฉีดวัคซีนที่เพิ่มมากขึ้นก็น่าจะไม่ทำให้ปัญหานี้ถึงขั้นวิกฤต
ทั้งนี้ ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (3 ธ.ค.) ที่ผ่านมาว่า IMF มีแนวโน้มที่จะปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลงจากการระบาดของโอมิครอน
ล่าสุดโอมิครอนเเพร่ระบาดแล้ว 47 ประเทศรวมไทย โดยวันนี้ (6 ธ.ค.64 ) กระทรวงสาธารณสุข แถลงยืนยันพบผู้ติดเชื้อโควิดกลายพันธุ์สายพันธุ์โอมิครอน ‘รายแรกในไทย’ เเละได้เข้าสอบสวนโรคแล้ว ซึ่งสายพันธุ์หลักที่แพร่ระบาดในไทยขณะนี้ยังคงเป็นสายพันธุ์เดลตา พบมากถึง 99.87% ของเชื้อที่พบในประเทศ ส่วนที่เหลือเป็นสายพันธุ์อัลฟาและเบตาที่จำกัดอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ที่มา : Reuters
]]>การระบาดของไวรัส COVID-19 เริ่มเกิดขึ้นในจีนช่วงปลายปี 2019 ทำให้ซัพพลายเชนของ Uniqlo หยุดชะงัก เเละต้องปิดสาขากว่า 750 เเห่งหรือกว่าครึ่งหนึ่งในจีน ซึ่งกำลังเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
“นี่เป็นวิกฤตที่ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาตินับตั้งแต่สิ้นสุดสงคราม” Tadashi Yanai ซีอีโอของ Fast Retailing เเถลงต่อสื่อมวลชน “ผมไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่ามันจะสิ้นสุดเมื่อใด”
การเติบโตของ Uniqlo นั้นอิงไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจในเอเชีย โดยเฉพาะในจีน ด้วยความที่เป็นสินค้าที่สวมใส่ได้ง่ายและราคาไม่แพง จึงสร้างความนิยมในหมู่ชนชั้นกลางที่กำลังเติบโตได้ไม่ยากนัก
เเม้ว่าตอนนี้สาขาในจีนส่วนใหญ่จะกลับมาให้บริการปกติและธุรกิจเริ่มฟื้นตัว เเต่การระบาดของ COVID-19 ได้เเพร่กระจายไปทั่วโลก ล่าสุด Uniqlo ต้องจำใจปิดสาขาในบ้านเกิดถึง 170 สาขา หลังรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยก่อนหน้านี้ได้สั่งปิดสาขาทั้งหมดที่มีอยู่ 50 แห่งในสหรัฐฯ และปิดสาขาบางส่วนในยุโรป ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่ Uniqlo พยายามจะสู้กับคู่แข่งรายใหญ่อย่าง H&M
จากสถานการณ์เหลานี้ทำให้ Fast Retailing คาดการณ์ว่าในปีงบประมาณ 2020 จะมีกำไรจากการดำเนินงาน 1.45 แสนล้านเยน หรือราว 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.3 หมื่นล้านบาท) เป็นตัวเลขที่ลดลงถึง 44% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 2.45 แสนล้านเยน
ขณะที่ผลประกอบการในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2020 สิ้นสุดเดือน ก.พ. มีผลกำไรจากการดำเนินงานทั้งสิ้น 1.367 แสนล้านเยน ลดลงถึง 21% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ซีอีโอของ Fast Retailing ยืนยันว่าบริษัทยังมีเงินทุนเพียงพอในกรดำเนินงานเเละจะคงวางเเผนการเพิ่มสาขาต่อไป เพื่อไปสู่เป้าหมายการเป็นผู้ค้าปลีกแฟชั่นอันดับ 1 ของโลก โดยการเอาชนะคู่แข่ง Inditex ยักษ์ใหญ่จากสเปนที่เป็นเจ้าของ Zara เเละ H&M
“การที่ Uniqlo เป็นเสื้อผ้าที่เรียบง่ายแต่มีคุณภาพสูง แทนที่จะเป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่แค่บนรันเวย์ ถือเป็นข้อได้เปรียบในเวลานี้ เพราะการระบาดของ COVID-19 ทำให้ผู้คนต้องการซื้อเสื้อผ้าที่สวมได้ในชีวิตจริงมากกว่า” Tadashi Yanai กล่าว
ก่อนหน้านี้ Fast Retailing ได้ประกาศว่าบริษัทจะร่วมกับโรงงานพันธมิตรในจีน ผลิตหน้ากากจำนวน 10 ล้านชิ้น เพื่อนำไปแจกจ่ายในหลายประเทศที่กำลังได้รับผลกระทบจากการเเพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอย่างรุนแรง
อ่านเพิ่มเติม : บริษัทแม่ของ Uniqlo เตรียมบริจาคหน้ากาก 10 ล้านชิ้น ให้ประเทศที่ COVID-19 ระบาดหนัก
]]>