โคคา–โคล่า – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Wed, 25 Mar 2026 10:58:51 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ‘หาดทิพย์’ ประกาศ ‘ตรึงราคา’ พร้อมดัน ‘ขวดแก้ว’ แก้วิกฤตต้นทุนที่อาจฉุดกำไรกว่า 100 ล้านบาท https://positioningmag.com/1566036 Wed, 25 Mar 2026 04:19:42 +0000 https://positioningmag.com/?p=1566036 แม้ปีที่ผ่านมา บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) หรือ HTC ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มในเครือ โคคา-โคล่า ครอบคลุม 14 จังหวัดภาคใต้ จะมองว่าเป็น Perfect Storm ที่เผชิญกับความท้าทายรอบด้าน แต่ก็ยังสามารถ เติบโต ได้ มาปี 2569 นี้ ยังไม่ทันผ่านไตรมาส 1/2569 ก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันต้นทุนจากทั้งภาษีน้ำตาลและความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงานและบรรจุภัณฑ์พุ่งสูง

สารพัดวิกฤตฉุดกำไร -5.6%

ข้อมูลจาก นีลเส็น (ประเทศไทย) ระบุว่า ตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (NARTD) ในภาคใต้เติบโตเพียง +1% เนื่องจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กดดันต้นทุน และกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ซ้ำเติมด้วยวิกฤตการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ช่วงปลายปีซึ่งกระทบต่อการดำเนินงานและโลจิส ติกส์โดยตรง

อย่างไรก็ตาม หาดทิพย์ ยังสามารถเติบโตได้ +1.6% รายได้รวม 8,258 ล้านบาท จากการใช้กลยุทธ์ ความคุ้มค่า (Value for Money) ที่จับต้องได้จริง ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายที่ตรงใจผู้บริโภค เช่น การเพิ่มปริมาณผลิตภัณฑ์ ในราคาที่เข้าถึงง่าย หรือแคมเปญ ของแถมยอดนิยม เช่น แก้วโค้กลิมิเต็ดเอดิชั่น และสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ลูกค้า ดังนั้น แม้รายได้จะเติบโต แต่ กำไรสุทธิ อยู่ที่ 568 ล้านบาท ลดลง -5.6%

ทั้งนี้ หาดทิพย์ ยังคงเป็นผู้นำ ตลาดเครื่องดื่ม NARTD ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดในภาพรวมที่ 23.2% และสำหรับตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมนั้น บริษัทฯ มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับหนึ่งที่ 78.2%

พายุลูกใหม่ กดดันต้นทุนทุกด้าน แต่ยังไม่ขึ้นราคา

ต้นปีนี้ทุกฝ่ายต่างมองว่าธุรกิจกำลังฟื้นตัวดี ทั้งการท่องเที่ยวและช่องทางการขายต่าง ๆ ล้วนส่งสัญญาณบวก แต่แล้วก็มาเจอกับวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งไม่ได้กระทบเฉพาะหาดทิพย์เพียงรายเดียว แต่ส่งผลต่อทุกภาคธุรกิจผ่านราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

ผลกระทบโดยตรงตกอยู่ที่ ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับราคาน้ำมันดิบ รวมถึงกระป๋องอะลูมิเนียม ค่าสาธารณูปโภค และความเสี่ยงด้าน Supply Disruption หากสงครามยืดเยื้อ ขณะเดียวกันภาษีน้ำตาลก็ยังคงเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อเนื่อง เนื่องจากรับภาระเต็ม ๆ มาตั้งแต่ปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า ส่งผล กระทบต่อ ต้นทุน แล้ว แต่ยืนยันชัดเจนว่าบริษัท ยังไม่มีแผนขึ้นราคาเร็ว ๆ นี้ ตราบใดที่สามารถบริหารแรงกดดันด้าน Margin ได้และยังมีกำไร บริษัทจะยังคงราคาเดิมไว้ก่อน

“หากขึ้นราคา ยอดขายตามปริมาณ (Volume) ย่อมลดลง ซึ่งไม่เป็นผลดีในภาพรวม ดังนั้น เราไม่อยากผลักภาระให้ผู้บริโภค ถ้าเรายังสามารถรักษาระดับอัตรากำไรได้ เราก็ยังไม่มีการขึ้นราคา” 

อย่างไรก็ดี ผู้บริหารยอมรับตรงไปตรงมาว่าหากสถานการณ์ต้นทุนหนักเกินรับไหว การปรับราคาก็เป็นสิ่งที่ต้องทำเพราะธุรกิจจำเป็นต้องอยู่รอด แต่ไม่สามารถระบุกรอบเวลาในการตรึงราคาได้ ทั้งนี้ น้ำอัดลมเป็นสินค้าที่อยู่ใน Watch List ของกรมการค้าภายใน แม้ไม่ใช่สินค้าควบคุมราคา แต่หากจะปรับราคาต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน 

“Worst Case จากต้นทุนขนส่งและบรรจุภัณฑ์รวมกัน เราประเมินไว้คืออาจกระทบ Bottom Line เกิน 100 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้ยังถือว่า COVID-19 ส่งกระทบหนักกว่ามาก แต่ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ ปีนี้อาจหนักกว่าปีที่แล้วอย่างแน่นอน”

5 สร้างการเติบโตสู้วิกฤต

สำหรับกลยุทธ์ในการรับมือและสร้างการเติบโตปีนี้จะเน้น Growth Management หรือการบริหารจัดการรายได้ให้มีกำไร ไม่ใช่การขายแบบหว่านแห โดยแต่ละช่องทางการขายจะมีผลิตภัณฑ์ แบรนด์ และราคาที่เหมาะสมเพื่อให้ได้รายได้สูงสุด ได้แก่

  1. เพิ่มสัดส่วนขวดแก้วแบบคืนขวด บริษัทลงทุนโครงสร้างรองรับไว้แล้วตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยปัจจุบันมีสต็อกขวดและลังเพียงพอรองรับการเติบโตได้อย่างน้อย 10% โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มทันที ขวดแก้วนอกจากช่วยลดการพึ่งพาพลาสติกแล้ว ยังตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มแฟนพันธุ์แท้ที่ชื่นชอบรสชาติจากขวดแก้วเป็นพิเศษ และสอดคล้องกับการแก้ปัญหาขยะพลาสติกในพื้นที่เกาะแก่งภาคใต้ 

อย่างไรก็ตาม การขยายขวดแก้วไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องพัฒนาระบบ Route-to-Market ที่ซับซ้อนกว่า PET หรือกระป๋อง และขึ้นอยู่กับพฤติกรรมผู้บริโภคด้วย ปัจจุบันรายได้จากขวดแก้วอยู่ที่ราว 3% โดยปีนี้ตั้งเป้าขยับขึ้นสู่ระดับ 6–7%

  1. เน้น Affordability รับมือข้าวยากหมากแพง บริษัทขยายบรรจุภัณฑ์ขนาด 10 บาทซึ่งเริ่มผลิตในภาคใต้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ให้ผู้บริโภคยังสามารถจับต้องสินค้าได้ในภาวะค่าครองชีพสูง 
  2. รักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าและช่องทางการขาย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่ลูกค้ามีความจงรักภักดีต่อแบรนด์สูง พร้อมเร่งเพิ่มความรวดเร็วในการบริการลูกค้าและยกระดับประสิทธิภาพโลจิสติกส์ บริษัทมีร้านค้าในระบบกว่า 56,000 ร้าน ทั่วภาคใต้ โดย Traditional Trade และร้านสะดวกซื้อที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่องจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนยอดขาย
  3. ลงทุนพลังงานสะอาด ลดพึ่งน้ำมันระยะยาว บริษัทเร่งขยายการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ ปัจจุบันคิดเป็นประมาณ 20% ของความต้องการพลังงานโรงงาน รวมถึงทดลองนำรถขนส่งพลังงานไฟฟ้ามาใช้เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบในระยะยาว
  4. ปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ ปีนี้บริษัทเตรียมนำ Monster Energy เข้าสู่ตลาดภาคใต้เป็นครั้งแรก เพื่อบุกตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง พร้อมกับ Fanta รสสับปะรด และรสชาติใหม่อื่น ๆ เพื่อสร้างสีสันให้พอร์ตผลิตภัณฑ์ รวมถึงชูเครื่องดื่มไม่มีน้ำตาล รับเทรนด์สุขภาพ ปัจจุบันสินค้ากลุ่ม Zero Sugar มีสัดส่วน 5% ของยอดขายรวม มีการเติบโตที่ 3.6% ซึ่งบริษัทตั้งเป้าผลักดันให้เติบโตในระดับ Double Digit และในปีนี้จะมีการเปิดตัวนวัตกรรมในหมวด Zero Category เพิ่มเติม นอกเหนือจากโค้กซีโร่และโค้กไลต์ที่มีอยู่แล้ว

ฤดูร้อน–ฟุตบอลโลก ตัวช่วยดันยอดครึ่งปีแรก

บริษัทวางกลยุทธ์เร่งทำยอดในช่วง 6 เดือนแรกให้ได้มากที่สุด โดยอาศัยสองปัจจัยหลัก ได้แก่ ฤดูร้อน และ เทศกาลสงกรานต์ ที่นักท่องเที่ยวยังคึกคักต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมองว่าบริษัทยังได้อานิสงค์จาก ฟุตบอลโลก    ที่โคคา-โคล่าเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการกับฟีฟ่ามายาวนาน ทำให้คู่แข่งไม่สามารถใช้อีเวนต์ระดับโลกนี้ในการทำการตลาดได้เช่นเดียวกัน ซึ่งถือเป็นความได้เปรียบที่มีนัยสำคัญ ขณะที่ครึ่งปีหลังมักมีความไม่แน่นอนเสมอ จึงต้องสำรองแรงรับมือไว้ด้วย

ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าเติบโตในปีนี้ไว้ที่ 3-5% สร้างรายได้จากการขายได้ที่ประมาณ 8,500 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมตลาด CSD (Carbonated Soft Drink) คาดว่าในช่วงไตรมาส 1–2: การเติบโตไม่เกิน 10% และทั้งปีจะไม่เกิน 5% เนื่องจากกำลังซื้อผู้บริโภคน่าจะใกล้เคียงปีที่แล้ว เว้นแต่สถานการณ์สงครามจะรุนแรงขึ้น

]]>
1566036
‘Coca-Cola’ ทุ่มเงิน 5.6 พันล้านเหรียญฮุบ ‘BodyArmor’ sports drink ชื่อดังอเมริกา https://positioningmag.com/1359447 Mon, 01 Nov 2021 06:35:15 +0000 https://positioningmag.com/?p=1359447 สำหรับประเทศไทย ชื่อของ ‘BodyArmor’ อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูนัก แต่ในสหรัฐอเมริกาถือเป็นบริษัท sports drink ที่มีชื่อเสียง โดยมี Kobe Bryant อดีตนักบาสเกตบอลชื่อดังผู้ล่วงลับเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 3 ขณะที่ Coca-Cola (โคคา-โคลา) ก็เตรียมทุ่มเงินอีก 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐซื้อหุ้นอีก 70% ที่เหลือ

ย้อนไปปี 2018 Coca-Cola เจ้าพ่อน้ำอัดลมได้เข้าถือหุ้น 30% ใน BodyArmor และในปีนี้กำลังเตรียมที่จะซื้อหุ้น 70% ที่เหลือจากผู้ก่อตั้งและนักลงทุนของ BodyArmor รวมถึงกลุ่มนักกีฬามืออาชีพที่ลงทุนในบริษัทเพื่อเข้าควบคุมบริษัทในข้อตกลงมูลค่า 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการซื้อกิจการนี้จะทำให้ BodyArmor มีมูลค่าประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

BodyArmor ได้รับการสนับสนุนในการก่อตั้งในปี 2011 โดย Kobe Bryant นักบาสเกตบอลชื่อดัง ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อต้นปี 2020 โดยเขาได้ลงทุน 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในบริษัท ซึ่งมีรายงานว่า Kobe Bryant จะสามารถทำเงินได้ประมาณ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากข้อตกลงนี้

Coca-Cola ลุยตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ ซื้อหุ้น BodyArmor ดาวรุ่งชน Gatorade

สำหรับ BodyArmor เป็นคู่แข่งของ Gatorade ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรม sports drink ซึ่งมี Pepsi เป็นเจ้าของ ดังนั้น นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ Coca-Cola ซึ่งถือเป็นคู่แข่งทางธุรกิจหลักกับ Pepsi ลงทุนใน BodyArmor โดยจุดเด่นของ BodyArmor อยู่ที่แคลอรีต่ำ โดยใช้สารให้ความหวานจากธรรมชาติ และมีการเติมอิเล็กโทรไลต์ (electrolytes) หรือแร่ธาติและวิตามิน เช่น โพแทสเซียม และแคลเซียม จนโดนใจคนยุคใหม่

ทั้งนี้ BodyArmor คาดว่ายอดขายจะสูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีนี้ เทียบกับ 250 ล้านดอลลาร์ในปี 2018 เมื่อ Coca-Cola ลงทุนในบริษัทเป็นครั้งแรก

Source

]]>
1359447
COVID-19 ทำคนเครียดพุ่ง เป๊ปซี่ ชิงเปิดตัว “Driftwell” เครื่องดื่มใหม่ ช่วยผ่อนคลาย นอนหลับง่ายขึ้น https://positioningmag.com/1297307 Wed, 16 Sep 2020 07:47:06 +0000 https://positioningmag.com/?p=1297307 จากการเพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ผู้คนมีความเครียดเเละนอนไม่หลับกันเพิ่มมากขึ้น ยักษ์ใหญ่เเห่งวงการเครื่องดื่มโลกอย่างเป๊ปซี่ โคได้โอกาสออกผลิตภัณฑ์ใหม่ “Driftwell” มาเพื่อเจาะตลาดนี้

“Driftwell” เป็นเครื่องดื่มตัวใหม่ของเป๊ปซี่ จะเริ่มวางจำหน่ายทั่วสหรัฐฯ ผ่านช่องทางออนไลน์ในเดือนธันวาคมนี้ พร้อมจะวางขายในร้านค้าปลีก ภายในไตรมาสแรกของปี 2021

โดยมีการชูจุดเด่นว่า หากดื่มเเล้วจะช่วยให้ผ่อนคลายเเละนอนหลับได้ง่ายขึ้น ด้วยการผสมแอลธีอะนีน” (L-theanine) กรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ ให้การยอมรับ ซึ่งพบได้ในชาเขียว ชาดำ และเห็ดบางชนิด

ที่มาของเครื่องดื่ม Driftwell นี้ เกิดจากโครงการการแข่งขันเสนอไอเดียภายในบริษัทของเป๊ปซี่ เพื่อนำไปต่อยอดผลิตเป็นสินค้าที่จำหน่ายในตลาดได้จริง โดย Emily Silver ผู้บริหารดูแลฝ่ายนวัตกรรม บอกว่า Driftwell เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากไอเดียของพนักงานที่ทำออกมาวางขายจริงได้เร็วที่สุดของบริษัท

โดย Driftwell จะถูกจัดอยู่ในประเภท Functional Water หรือเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ บรรจุในกระป๋องขนาด 7.5 ออนซ์ เหมาะที่จะดื่มในช่วงค่ำๆ ก่อนถึงเวลาเข้านอนโดยไม่ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำในตอนกลางคืน มาพร้อมกลิ่นของแบล็กเบอร์รีและลาเวนเดอร์มีส่วนผสมของแอลธีอะนีนถึง 200 มิลลิกรัม ซึ่งมีงานวิจัยสนับสนุนว่า สารดังกล่าวมีส่วนช่วยลดความเครียดในสมอง ช่วยให้ผ่อนคลาย ลดความกังวลและปรับอารมณ์ก่อนนอนได้

สำหรับตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในอเมริกา ในปี 2019 มีมูลค่ากว่า 2.97 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.27 หมื่นล้านบาท) ตามรายงานของ Euromonitor เเละคาดว่าในปีนี้จะมียอดขายเติบโตได้เกือบ 5% จากความนิยมในเครื่องดื่มที่ช่วยผ่อนคลายที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากสถานการณ์วิกฤตโรคระบาดหนักในสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อ กระทบเศรษฐกิจเเละไม่มีความเเน่นอน ทำให้ชาวอเมริกันเกิดความเครียดมากขึ้นนั่นเอง

ขณะเดียวกัน ตลาดเครื่องดื่มลูกผสมเเบบ “ไฮบริด” ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกันในยุคนี้ จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการเครื่องดื่มที่สดชื่น แต่ต้องเป็นมิตรต่อสุขภาพ กลายเป็นทางเลือกใหม่ที่มีโอกาสทางการตลาดสูงโดยคู่เเข่งอย่าง โคคาโคล่า” ก็เตรียมวางจำหน่าย Coca-Cola With Coffee หรือโค้กผสมกาแฟ เพื่อเจาะตลาดอเมริกา ในช่วงเดือนมกราคม ปี 2021 

…ต้องรอลุ้นว่าจะเข้าไทยหรือไม่

 

ที่มา : CNBC , CNN

 

 

 

 

]]>
1297307