Facebook – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Wed, 11 Mar 2026 12:28:20 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 ไทยเทียร์แรกของโลก! ได้ใช้ ‘Business AI on Messenger’ ผู้ช่วยตอบแชทแบบเรียลไทม์ ปิดการขายได้ 24 ชม. https://positioningmag.com/1563891 Wed, 11 Mar 2026 12:18:59 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563891 นับตั้งแต่เปิดตัว Facebook ในไทย ก็ผู้ประกอบการไทยนี่แหละ ที่เห็นโอกาสในการเปิดเพจเพื่อใช้ ขายของ จนเกิดเป็นเทรนด์ Conversational Commerce หรือการที่ผู้ซื้อมีการพูดคุยกับแบรนด์ หรือผู้ขายผ่านแชทออนไลน์ ซึ่งจะนำไปสู่ขั้นตอนที่ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อ

จากการศึกษาของ Kantar ปี 2568 บอกชัดเจนว่าคนไทยนิยมสื่อสารกับธุรกิจผ่านแชทมากขึ้นเรื่อย ๆ

  • 81% ของผู้บริโภคไทยส่งข้อความหาธุรกิจอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
  • 80% ใช้การส่งข้อความเป็นช่องทางหลักในการติดต่อแบรนด์
  • 68% มองว่าการตอบกลับจาก AI มีประโยชน์และตอบโจทย์
  • 95% ของธุรกิจไทยที่ใช้ระบบ Messaging ระบุว่าประสบการณ์ลูกค้าดีขึ้น

แต่ในวันที่ลูกค้าไถมือถือแทบทั้งวันทั้งคืน เกิดตี 2 มีลูกค้าส่งข้อความมาถามราคาสินค้า แต่คุณนอนหลับอยู่ พอตื่นมาตอนเช้า ลูกค้าคนนั้นซื้อของจากร้านอื่นไปแล้ว แสดงว่า เราเพิ่งเสียโอกาสในการขายไป และนี่คือปัญหาที่ธุรกิจออนไลน์ไทยเจอกันทุกวัน

แน่นอนว่าที่ผ่านมา Meta เองก็มีฟีเจอร์ไว้ช่วยซัพพอร์ตร้านค้า อย่าง Auto Reply และ Chatbot แต่นั่นก็ยังมีข้อจำกัดในด้านการสนทนา ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหานี้ให้ดียิ่งขึ้น Meta จึงได้พัฒนา Business AI on Messenger โดยไทยถือเป็น 2 ประเทศแรกในโลก ร่วมกับฟิลิปปินส์ ที่ได้ใช้งานฟีเจอร์นี้ก่อนใคร เนื่องจากถือเป็น Top 10 ด้าน Conversational Commerce ของโลก

แพร ดำรงค์มงคลกุล Country Director ประจำ Facebook

Business AI คืออะไร?

Business AI คือ ผู้ช่วยขายอัตโนมัติบน Messenger ที่ทำงานแทนคุณตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ใช่แค่แชทบอทตอบคำถามง่าย ๆ แต่เป็น AI ที่เรียนรู้ข้อมูลจากธุรกิจของคุณ ไม่ว่าจะเป็นจากโพสต์บน Facebook Page แคตตาล็อกสินค้า หรือเนื้อหาบนเว็บไซต์ แล้วนำมาตอบลูกค้าในแบบที่ สะท้อนความเป็นแบรนด์ ได้อย่างแม่นยำ

สำหรับการใช้งาน ให้เข้าไปที่ >> Meta Business Suite >> คลิกที่ “เพิ่มเติม” (ไอคอนสามขีดแนวนอน) >> ในเมนูด้านซ้าย เลือก Business AI เมื่อคุณเข้าไปที่ Business AI คุณจะได้รับคำแนะนำตลอดขั้นตอนการตั้งค่าง่าย ๆ ดังนี้

  • เริ่มการตั้งค่า: จะเห็นข้อความแจ้งว่า “สร้างตัวแทนของคุณเองที่สามารถตอบลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง” พร้อมตัวเลือกต่าง ๆ เช่น “ไม่พลาดการสนทนา” และ “ปรับแต่ง AI ของคุณ” คลิก “ลองใช้งาน” หรือ “ตั้งค่า AI ของคุณ”
  • ตรวจสอบข้อมูล: ระบบจะแจ้งให้คุณตรวจสอบและให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ ซึ่งรวมถึงข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลผลิตภัณฑ์และนโยบาย และคำถามที่พบบ่อย ฯลฯ ซึ่ง AI จะใช้ในการตอบคำถามของลูกค้า
  • การชำระเงินและการจัดส่ง: รายละเอียดที่เกี่ยวข้องสำหรับคำถามเกี่ยวกับการทำธุรกรรม
  • ทดสอบ AI ของคุณ: หลังจากให้ข้อมูลที่จำเป็นแล้ว คุณจะสามารถทดสอบผู้ช่วย AI ของคุณเพื่อให้แน่ใจว่า AI สะท้อนความรู้ทางธุรกิจและน้ำเสียงของแบรนด์ได้อย่างถูกต้อง

นุก – ฐิติพันธ์ จินาจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล จากเพจ Digital Nook เล่าให้ฟังว่า การตอบแชททันที เป็นเรื่องสำคัญมากของ Conversational Commerce เพราะถ้าตอบช้า ลูกค้าพร้อมจะไปซื้อกับแบรนด์ที่ตอบก่อนทันที เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้ใจร้อน รอไม่ได้

“แค่ยิงแอด ทำให้แบรนด์จนเป็นที่สนใจ นั่นแค่ทำให้เขาเห็นเรา มาเจอเรา แต่จะปิดการขายต้องมาคุยกัน หลายแบรนด์ตกม้าตายตรงนี้ เพราะถ้าตอบดี ถูกจริต ก็จะปิดการขายได้ แต่ถ้าได้ประสบการณ์ไม่ดี เขาก็จะไม่ซื้อ แถมยังไปบอกคนอื่นว่าตอบไม่ดีอีก”

ฐิติพันธ์ แนะนำว่า การจะใช้งานฟีเจอร์ Business AI จุดสำคัญคือ การเทรนนิ่ง AI ดังนั้น ข้อมูลไหนที่คิดว่ามีโอกาสผิดพลาด เช่น ราคา หรือช่วงปิดการขายที่อาจต้องการครอสเซลล์ ก็ควรใช้คนตอบ เป็นต้น

สำหร้ับการใช้ Business AI เหมาะกับแทบทุกธุรกิจที่รับออเดอร์หรือตอบคำถามผ่าน Messenger ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าออนไลน์, แบรนด์แฟชั่น, ร้านอาหาร, คลินิกความงาม หรือธุรกิจ B2B ที่ต้องการ qualify ลูกค้าก่อนส่งให้ทีมขาย

ใช้ฟรี แค่ตอนนี้

เบื้องต้น แพร ดำรงค์มงคลกุล Country Director ประจำ Facebook ระบุว่า ฟีเจอร์ Business AI เปิดให้ทดลองใช้ฟรี แต่จะมีการชำระเงินเป็นระบบ Subscription ในอนาคต และไม่ใช่ทุกเพจที่จะใช้ฟีเจอร์ Business AI ได้ แต่ต้องมีการประวัติการซื้อขายจริง เพื่อป้องกันเพจมิจฉาชีพใช้งาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ใช้เองต้องคอยระวังตัวด้วย

นุก – ฐิติพันธ์ จินาจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล จากเพจ Digital Nook
]]>
1563891
Meta ถูกแฉผลวิจัยลับ! พบ “ฟีเจอร์คุมเข้มผู้ปกครอง” มีไปก็ไร้ผล เพราะแก้เด็กติดโซเชียลไม่ได้ https://positioningmag.com/1560730 Mon, 23 Feb 2026 06:09:02 +0000 https://positioningmag.com/?p=1560730 เมื่อไม่นานมานี้ Meta, YouTube, TikTok และ Snap ได้ถูกฟ้องร้องโดย “เคลีย์” (Kaley) ร่วมกับแม่ของเธอ ในข้อหาว่า สร้างสินค้าที่เสพติด และอันตรายต่อเด็ก ทำให้เด็กเสียใจ ซึมเศร้า ไม่พอใจตัวเอง และมีความคิดฆ่าตัวตายมากขึ้น และในการพิจารณาคดีดังกล่าว ได้มีการเปิดเผยถึงข้อมูลโครงการ MYST ของ Meta ที่แสดงให้เห็นว่า ฟีเจอร์คุมเข้มผู้ปกครอง ใช้ไม่ได้ผลต่อการลดการเสพติดของเด็ก

การคุมเข้มของผู้ปกครอง “แทบไม่ช่วยอะไร”

การศึกษาวิจัยภายในที่ Meta เรียกชื่อว่า โครงการ MYST ที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชิคาโก พบความจริงที่น่าตกใจว่า การกำกับดูแลของผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดเวลาเล่น (Time limits) หรือการสอดส่องพฤติกรรม แทบไม่มีผล ต่อการลดอาการเสพติดโซเชียลมีเดียของเด็กเลย

รายงานระบุว่า แม้พ่อแม่จะพยายามตั้งกฎระเบียบหรือใช้เครื่องมือควบคุมต่าง ๆ (Parental controls) แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งไม่ให้เด็กใช้งานแบบหมกมุ่น (Compulsive use) ได้ โดยทั้งตัวพ่อแม่และวัยรุ่นที่ตอบแบบสอบ ถามกว่า 1,000 คน เห็นตรงกันว่า มาตรการเหล่านี้ ไม่มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการควบคุมตัวเองของเด็ก

เด็กที่มีปัญหาชีวิต ยิ่งเสี่ยงติดจอ

นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่า วัยรุ่นที่ต้องเผชิญกับ เหตุการณ์ตึงเครียดในชีวิต (เช่น พ่อแม่หย่าร้าง, ถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน, พ่อแม่ติดเหล้า) มีแนวโน้มที่จะขาดความสามารถในการควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียอย่างเหมาะสม

ด้าน ทนายของคาลีย์ ชี้ว่า Meta ทราบถึงผลกระทบเหล่านี้ดีจากงานวิจัย MYST แต่กลับปิดเงียบไม่เผยแพร่ต่อสาธารณะ พร้อมชี้ว่าความผิดไม่ได้อยู่ที่การเลี้ยงดู เพราะแม่ของ Kaley พยายามทุกวิถีทางรวมถึงการยึดโทรศัพท์ แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งอาการเสพติดที่เกิดจากอัลกอริทึมที่ถูกออกแบบมาเพื่อมอมเมาผู้ใช้งานได้ 

ภาพจาก Unsplash

Meta แย้ง เกิดจากสภาพแวดล้อมและตัวพ่อแม่เอง

ทางฝั่ง Meta พยายามแก้ต่างว่า สาเหตุที่เด็กมีปัญหาทางอารมณ์เกิดจาก สภาพแวดล้อมและตัวพ่อแม่เอง ไม่ใช่ตัวผลิตภัณฑ์ โดยบริษัทเลี่ยงที่จะใช้คำว่า เสพติด (Addiction) แต่ใช้คำว่า การใช้งานที่เป็นปัญหา (Problematic use) แทน

แม้ผลวิจัยภายในจะระบุว่า การสอดส่องของผู้ปกครองไม่มีผลต่อพฤติกรรมเด็ก แต่โฆษกของ Meta ยังคงยืนยันว่า ที่เราสร้างเครื่องมือควบคุมออกมา เพราะพ่อแม่เรียกร้องและต้องการเครื่องมือเหล่านี้

ขณะที่ อดัม มอสเซอรี (Adam Mosseri) หัวหน้า Instagram ให้การในศาลว่า เขาจำรายละเอียดงานวิจัยนี้ไม่ได้มากนัก แต่ยอมรับว่า คนมักใช้ Instagram เพื่อหลบหนีจากความจริงที่โหดร้าย

ก็ต้องรออดูว่าคดีนี้จะจบลงอย่างไร เพราะ TikTok และ Snap ได้ยอมความไปก่อนหน้านี้แล้ว หากศาลตัดสินว่าบริษัทต้องรับผิดชอบต่อความบกพร่องของผลิตภัณฑ์ คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมโซเชียลมีเดียทั่วโลก และอาจนำไปสู่การออกกฎหมายควบคุมที่เข้มงวดขึ้น และบังคับให้บริษัทเหล่านี้ต้องปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมที่เน้นการดึงดูดผู้ใช้งาน (Engagement) มาเป็นการปกป้องผู้ใช้งานรุ่นเยาว์อย่างจริงจัง

]]>
1560730
‘Meta’ โดนแหก! พบโกยเงินจาก ‘มิจฉาชีพ’ ปีละกว่า 5 แสนล้านบาท แถมยังไม่กล้าจัดการเด็ดขาดเพราะกลัว ‘เสียรายได้’ https://positioningmag.com/1545956 Fri, 07 Nov 2025 10:19:23 +0000 https://positioningmag.com/?p=1545956 มิจฉาชีพในปัจจุบันนี้ มีหลายรูปแบบและมาในหลากหลายช่องทาง โดยแพลตฟอร์มในเครือของ Meta ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพเช่นกัน โดย Reuters ได้ออกมาเปิดเผยถึง เอกสารภายในของ Meta ที่ได้ประเมินว่า บริษัทอาจทำรายได้ถึง 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5 แสนล้านบาท จากโฆษณาหลอกลวง และสินค้าผิดกฎหมาย

5 แสนล้าน เงินที่มาจากโฆษณามิจฉาชีพ

รอยเตอร์ (Reuters) ได้ออกมาเปิดเผยเอกสารภายในของบริษัท Meta ที่จัดทำระหว่างปี 2021-2025 โดยระบุว่า บริษัทได้คาดการณ์ว่า รายได้ในปี 2024 ประมาณ 10% หรือราว 1.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาจาก โฆษณาที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงและสินค้าต้องห้าม และหนึ่งในเอกสารเมื่อเดือนธ.ค. 2024 ระบุว่า Meta แสดงโฆษณาที่จัดอยู่ในกลุ่ม ความเสี่ยงสูง ให้ผู้ใช้เห็นถึง 15,000 ล้านครั้งต่อวัน และสร้างรายได้จากโฆษณาความเสี่ยงสูงถึงปีละ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยข้อมูลจากเอกสารดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา Meta ล้มเหลว ในการระบุและหยุดยั้งโฆษณาจากมิจฉาชีพ ทำให้ผู้ใช้หลายพันล้านคนต้องเผชิญกับการหลอกลวงกับการฉ้อโกง, การพนันที่ผิดกฎหมาย, และการขายสินค้าต้องห้าม

มาตรการป้องกันที่ใจดีเกิน

หนึ่งในปัญหาที่ทำให้ผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มเผชิญหน้ากับโฆษณาจากมิจฉาชีพก็คือ ระบบการปรับโฆษณาให้เป็นส่วนตัวของ Meta ซึ่งพยายาม ยิงโฆษณาตามความสนใจของผู้ใช้ ซึ่งทำให้หากผู้ใช้หลงคลิกที่โฆษณาหลอกลวง ผู้ใช้คนนั้นจะมีแนวโน้มที่จะ เห็นโฆษณาเหล่านั้นมากขึ้น

ในขณะที่มาตรการลงโทษของ Meta นั้น ใจดีเกิน เพราะระบบต้อง มั่นใจ 95% ว่าผู้ลงโฆษณากำลังฉ้อโกง ถึงจะลงโทษแบน แต่ถ้ายังมั่นใจไม่ถึง 95% ระบบจะใช้วิธี ขึ้นค่าโฆษณา (Penalty Bids) ในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อพยายามขัดขวางไม่ให้โฆษณาเข้าถึงผู้ใช้มากนัก แต่นั่นก็ทำให้ บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น จากแหล่งที่มาที่น่าสงสัยนี้

นักวิเคราะห์มองว่า ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึง ความลังเล ในการจัดการกับปัญหาอย่างเด็ดขาด เพราะอาจ กระทบต่อรายได้ ทำให้บริษัทเลือกจะ จัดการอย่างช้า ๆ

ภาพจาก Unsplash

ยอมรับว่าแพลตฟอร์มใช้โกงง่าย

นอกจากนี้ เอกสารภายในของ Meta ยังยอมรับว่า แพลตฟอร์มของบริษัทนั้น ง่ายกว่า Google ในการลงโฆษณาหลอกลวง นอกจากนี้ Meta ยังประเมินเองว่า แพลตฟอร์มของตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงที่สำเร็จในสหรัฐฯ ถึง 1 ใน 3

และนอกเหนือจากโฆษณาจากมิจฉาชีพแล้ว ผู้ใช้ยังต้องเผชิญกับความพยายามหลอกลวงจากโพสต์ปลอมหรือโปรไฟล์ปลอม (ที่ไม่ต้องเสียเงิน) อีก 22,000 ล้านครั้งต่อวัน

ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลของ สหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์ของ Meta มีส่วนเกี่ยวข้องกับ 54% ของการสูญเสียการหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับการชําระเงินทั้งหมดในปี 2023 หรือ มากกว่าสองเท่า ของแพลตฟอร์มโซเชียลอื่น ๆ ทั้งหมดรวมกัน

Photo : Shutterstock

โดนปรับก็ยังคุ้ม

มีเอกสารภายในบางฉบับบ่งชี้ว่า บริษัทนำ ค่าปรับ มาพิจารณาถึง ความคุ้มค่าทางธุรกิจ โดยคาดว่าจะเผชิญค่าปรับสูงสุดราว 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับรายได้จากโฆษณาหลอกลวง ซึ่งทุก ๆ 6 เดือน Meta มีรายได้จากตรงนี้ถึง 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

และในเอกสารปี 2025 ระบุว่า ทีมผู้บริหารได้จำกัดการดำเนินการกับมิจฉาชีพให้ไม่เกิน 0.15% ของรายได้ หรือราว 135 ล้านดอลลาร์ จากรายได้รวม 90,000 ล้านดอลลาร์ในครึ่งแรกของปี 2025 อย่างไรก็ตาม Meta ก็ตั้งเป้าที่จะ ลดสัดส่วนรายได้จากโฆษณาหลอกลวง จาก 10.1% ในปี 2024 ลงเหลือ 7.3% ภายในสิ้นปี 2025 และลดต่อเนื่องเหลือ 6% ในปี 2026 และ 5.8% ในปี 2027

Meta โต้ ข้อมูลบิดเบือน

อย่างไรก็ตาม Andy Stone โฆษกของ Meta กล่าวในแถลงการณ์ว่า เอกสารที่รอยเตอร์ได้เห็นนั้นนำเสนอมุมมองแบบเลือกสรรที่บิดเบือนแนวทางของ Meta ในการจัดการกับการฉ้อโกงและการหลอกลวง โดยออกมาแย้งว่า ตัวเลขรายได้ 10% ที่มาจากโฆษณาหลอกลวงนั้น เป็นเพียงการประเมินแบบคร่าว ๆ เพราะการประเมินดังกล่าวได้รวมโฆษณาที่ถูกกฎหมายเข้าไปด้วย โดยบริษัทได้ประเมินใหม่และพบว่าตัวเลขจริงต่ำกว่านั้น อย่างไรก็ตาม Stone ปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวเลขที่แท้จริงในปัจจุบัน

Stone กล่าวต่อว่า ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา Meta สามารถลดจำนวนการรายงานปัญหาพบโฆษณาหลอกลวงทั่วโลกได้ 58% และในปี 2025 เพียงปีเดียว ได้ลบเนื้อหาโฆษณาหลอกลวงไปแล้วกว่า 134 ล้านรายการ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับเอกสารภายในบางส่วนที่ ระบุว่า Meta มีแผนจะจัดการกับโฆษณาหลอกลวงมากขึ้น และตั้งเป้าลดโฆษณาหลอกลวงในบางประเทศลง 50% ในปี 2025

“เราต่อสู้กับการฉ้อโกงและการหลอกลวงอย่างแข็งขัน เพราะผู้คนบนแพลตฟอร์มของเราไม่ต้องการเนื้อหาเหล่านี้   ผู้ลงโฆษณาที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ไม่ต้องการ และเราเองก็ไม่ต้องการเช่นกัน”

]]>
1545956
เยอะไปหน่อย! ‘Meta’ สั่งเบรกจ้างงานทีม ‘AI’ หลังทุ่มงบมหาศาลดึงตัว ‘หัวกะทิ’ มาเสริมทัพไม่พัก https://positioningmag.com/1534947 Fri, 22 Aug 2025 09:00:41 +0000 https://positioningmag.com/?p=1534947 หลังจากที่ Meta เจ้าของ Facebook, Instagram เดินหน้าดันแผนก Meta Superintelligence Labs เพื่อพัฒนา AI โดยมีการลงทุนอย่างมหาศาลโดยเฉพาะการดึงตัวนักวิจัยและวิศวกร AI เข้ามาเสริมทัพ แต่ล่าสุด Meta ก็ประกาศ หยุดการจ้างงานใหม่ เพื่อให้บริษัทมีเวลาจัดสรรทีม

The Wall street journal รายงานว่า การหยุดจ้างงานมีผลตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา และเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างภายใน โดยทาง Meta ยืนยันกับ CNBC ว่านี่เป็นเพียงการจัดระเบียบองค์กรขั้นพื้นฐาน เพื่อสร้างโครงสร้างที่มั่นคงสำหรับโครงการพัฒนาระบบซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ (Superintelligence) รวมถึงการทำงบประมาณและแผนงานประจำปี ไม่ได้จะลดการลงทุนเรื่อง AI แต่อย่างใด

จากรายงาน ระบุว่า Meta มีแผนก Meta Superintelligence Labs ที่ทำเรื่องการพัฒนา AI โดยได้แบ่งการทำงานออกเป็น 4 ทีม ได้แก่

  1. ทีม TBD Lab (To Be Determined) – เน้นการพัฒนา AI ระดับซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์
  2. ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ AI ในเชิงพาณิชย์
  3. ฝ่ายโครงสร้างพื้นฐาน
  4. ฝ่ายโครงการระยะยาวและทดลอง

ที่ผ่านมา Meta ใช้งบอย่างหนักเพื่อแข่งขันในสมรภูมิ AI รวมถึงการเสนอ ค่าตอบแทนสูงลิ่ว เช่น โบนัสเซ็นสัญญาที่มีรายงานว่าสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อดึงตัวผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทคู่แข่ง

หนึ่งในดีลที่โดดเด่นที่สุดคือการเข้าซื้อหุ้น 49% ของ Scale AI มูลค่า 1.43 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้ Meta ได้ตัวผู้ก่อตั้ง Alexandr Wang มานำทีมวิจัย AI พัฒนาโมเดลภาษา Llama แบบโอเพ่นซอร์ส อย่างไรก็ตาม แม้กลยุทธ์การจ้างงานเชิงรุกของ Meta จะเป็นข่าวดังในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีรายอื่น ๆ ก็ทุ่มงบหลายพันล้านดอลลาร์ในด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการวิจัย AI เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การหยุดจ้างงานครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลว่าการลงทุนใน AI อาจเร็วเกินไป ประกอบกับการปรับฐานราคาหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ และเมื่อต้นสัปดาห์ แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอ OpenAI กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาเชื่อว่า AI กำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ แต่ก็มีนักวิเคราะห์และนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วย โดยมองว่าหุ้นเทคโนโลยียังมีมูลค่าต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพของ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4

ซีอีโอ ‘OpenAI’ เตือน ตลาด ‘AI’ เสี่ยงเกิดภาวะ ‘ฟองสบู่’ เหมือนยุค ‘ดอทคอม’ ที่ตลาดหุ้นร่วงเกือบ 80%

แดน ไอฟส์ (Dan Ives) นักวิเคราะห์จาก Wedbush Securities มองว่า การหยุดจ้างงานของ Meta ไม่ใช่สัญญาณว่าบริษัทจะลดการลงทุนด้าน AI จริง ๆ แต่เป็นเพียง ช่วงพัก หลังจากทุ่มงบก้อนใหญ่

ด้าน แดเนียล นิวแมน (Daniel Newman) ซีอีโอ Futurum Group เสริมว่า หลังจากที่ Meta ใช้เงินมหาศาลไปกับการซื้อกิจการและจ้างงาน การหยุดครั้งนี้เป็นเหมือนจุดพัก เพื่อให้บริษัทมีเวลาในการจัดวางทีมงานใหม่และประเมินว่าพร้อมจะสร้างนวัตกรรมที่ Meta คาดหวังไว้หรือไม่

]]>
1534947
บทเรียนความสำเร็จ Mark Zuckerberg ‘การเลือกคบคน’ (อาจ)สำคัญกว่าเป้าหมาย https://positioningmag.com/1511555 Wed, 19 Feb 2025 13:13:17 +0000 https://positioningmag.com/?p=1511555 เชื่อว่า หลายคนคงได้ยินเรื่องราวความสำเร็จของ Mark Zuckerberg ในการก่อตั้ง Facebook หรือปัจจุบันคือ Meta มานักต่อนัก และคงคิดว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาจากการตัดสินใจลาออกจากฮาร์วาด ละทิ้งการเรียนเพื่อมาทุ่มเทกับธุรกิจอย่างเต็มที่ ทว่า Zuckerberg บอกว่า ‘ไม่ใช่’ แต่มาจาก ‘การเลือกคบคน’ ขณะที่ยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยต่างหาก

 

Zuckerberg บอกว่า ช่วงที่เรียนในมหาวิทยาลัยการเลือกคบคนเป็น ‘การตัดสินใจที่สำคัญที่สุด’ โดยเขาบอกว่า “คนรอบตัวเป็นอย่างไร คุณก็จะกลายเป็นคนแบบนั้น” และ อยากให้คำนึงการสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้างมากกว่าการมุ่งเน้นที่เป้าหมายจนเกินไป

 

อย่างตัวเขาเองช่วงเรียนอยู่ฮาร์วาร์ด ได้พบกับ Eduardo Saverin, Dustin Moskovitz, Chris Hughes และ Andrew McCollum เพื่อนๆ  และกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook หนึ่งในบริษัทที่ปฏิวัติวงการ  โซเชียลมีเดียและกลายเป็นหนึ่งบริษัทใหญ่ที่สุดของโลก

 

แม้ท้ายที่สุดพวกเขาทั้ง 5 คนต้องแยกย้ายกันไปแบบไม่ลงรอย แต่การให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์มากกว่าเป้าหมายยังคงเป็นคติประจำชีวิตของ Zuckerberg อยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ‘การจ้างงาน’ เช่น เมื่อต้องประเมิน    ผู้สมัครงาน เขาจะจินตนาการว่า ถ้าตนเองทำงานกับคนนั้นจะเป็นอย่างไร แทนที่จะคิดว่า เป็นเจ้านายของพวกเขา

 

Zuckerberg เชื่อว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ทั้งเหนียวแน่น มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน และแน่นอนย่อมมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นด้วย หากคุณทำงานร่วมกับผู้คนที่มีค่านิยมแบบเดียวกันและมีแนวโน้มจะบรรลุเป้าหมายในการทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการค้นหาความเข้ากันได้ระหว่างคนในองค์กร ไม่ต่างไปจากการเลือกคบเพื่อนหรือคู่ครอง

 

คำแนะนำนี้ เจ้าพ่อ Meta อยากส่งต่อให้กับคนรุ่นใหม่ ซึ่งอาจจะจริงอย่างที่เขาบอก เพราะผู้คนที่เราเลือกคบหามีผลต่อตัวตนและความคิดของเราอย่างมาก ยิ่งใช้เวลาอยู่ด้วยกันมาก ๆ ดังนั้น  การเลือกคบคนจึงสำคัญมาก ๆ

 

ที่มา : https://www.cnbc.com/2022/03/18/mark-zuckerbergs-young-people-advice-focus-on-building-relationships.html?taid=65ed3e5e26cd0000015febc9&utm_content=makeit&utm_medium=Social&utm_source=Twitter

]]>
1511555
เดี๋ยวตกขบวน! ‘มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก’ ประกาศทุ่ม 2.2 แสนล้านบาท ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ‘AI’ ในปีนี้ https://positioningmag.com/1508144 Sun, 26 Jan 2025 12:44:37 +0000 https://positioningmag.com/?p=1508144 ในยุค AI แบบนี้ บรรดาบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างก็ไม่มีใครยอมใคร โดยมีการประกาศทุ่มงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI กันมหาศาล โดยล่าสุดถึงคิวของ Meta

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ซีอีโอของ Meta เจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดังอย่าง Facebook, Instagram เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะใช้งบลงทุน 6 – 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 2 – 2.18 แสนล้านบาท เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ของ Meta โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับบริษัทเพื่อให้สามารถแข่งขันได้กับ OpenAI และ Google 

“นี่จะเป็นปีที่กําหนดสําหรับ AI และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า มันจะขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์และธุรกิจหลักของเรา” มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก กล่าว

สำหรับการลงทุนดังกล่าวจะใช้จ้างงานบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนา AI เช่น ทีมวิศวกร และสร้างศูนย์ข้อมูลกว่า 2 จิกะวัตต์ (GW) ซึ่งจะมีพื้นที่ใหญ่พอครอบคลุมพื้นที่ส่วนสำคัญของแมนฮัตตัน ซึ่งต้องใช้ GPU กว่า 1.3 ล้านชิ้น เพื่อสร้างพลังการประมวลผลขนาด 1 จิกะวัตต์ สำหรับใช้พัฒนา Llama 4 ซึ่งเป็นโมเดล AI แบบโอเพ่นซอร์สที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสามารถในการให้เหตุผลและการโต้ตอบด้วยเสียง

โดยในปีที่ผ่านมา ผู้ช่วย AI ของ Meta มีผู้ใช้งานกว่า 600 ล้านคนต่อเดือน โดยในปีนี้ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการมากกว่า 1 พันล้านคน

นักวิเคราะห์มองว่า การที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประกาศลงทุนในครั้งนี้ เหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่า เขาไม่ต้องการเป็นอันดับสองในการแข่งขัน AI เนื่องจากมีการใช้งบประมาณเพิ่มอย่าง ก้าวกระโดด อย่างมีนัยสําคัญ จากปีที่ผ่านมามีการลงทุนที่ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ 

นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่หลายรายได้ประกาศลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI อาทิ เมื่อต้นเดือนนี้ Microsoft กล่าวว่ากําลังวางแผนที่จะลงทุนประมาณ 8 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปีงบ ประมาณ 2025 เพื่อพัฒนาศูนย์ข้อมูล ในขณะที่ Amazon ประกาศว่าจะมีการใช้จ่ายกว่า 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อลงทุน AI ในปี 2025 

ทั้งนี้ การประกาศของ Meta เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์  ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาประกาศว่า จะจัดตั้งกิจการที่เรียกว่า Stargate และลงทุน 5 แสนล้านดอลลาร์ ในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วสหรัฐอเมริกา

source

]]>
1508144
พร้อมเสียบ! ‘Meta’ เปิดตัว ‘Edits’ แอปฯ ตัดต่อวิดีโอใหม่คล้าย ‘CapCut’ ของ ‘TikTok’ https://positioningmag.com/1506992 Mon, 20 Jan 2025 07:31:42 +0000 https://positioningmag.com/?p=1506992 อย่างที่หลายคนรู้ว่า TikTok ได้ถูกแบนในสหรัฐฯ และมีการประเมินว่าแอปฯ อื่นอาจจะโดนร่างแหจากกฎหมายนี้ไปด้วยก็ได้ เช่น CapCut แอปฯ ตัดต่อชื่อดัง ที่อยู่ภายใต้บริษัท ByteDance เช่นกัน

แม้ว่า TikTok ในตลาดสหรัฐฯ จะถูกแบนเป็นเวลาสั้น ๆ ในวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา ก่อนจะกลับมาให้บริการตามปกติ หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาจะลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารในวันจันทร์ หลังการเข้ารับตำแหน่ง เพื่อชะลอการแบนแอปฯ ดังกล่าวจากรัฐบาลกลาง ตามที่เขาโพสต์ลงบน Truth Sociai โซเชียลมีเดียของเจ้าตัว

อย่างไรก็ตาม อนาคตของบริษัทก็ยังไม่ชัดเจนภายใต้กฎหมายในปัจจุบัน รวมไปถึงอีก 2 แพลตฟอร์มอย่าง CapCut และ Lemon8 ที่มีเจ้าของคนเดียวกันก็คือ บริษัท ByteDance 

แต่ถึงจะแบนหรือไม่แบน เจ้าพ่อโซเชียลฯ อย่าง Meta เจ้าของแพลตฟอร์ม Facebook และ Instagram ก็ชิงโอกาสเปิดตัวฟีเจอร์ตัดต่อวิดีโอ Edits เพื่อมาชนหรือแทนที่ CapCut หากถูกแบน

Adam Mosseri หัวหน้าทีม Instagram ได้เปิดตัวแพลตฟอร์ม Edits ผ่าน Threads ว่า แอปฯ ดังกล่าวออกแบบมาเพื่อ คนที่ถนัดการตัดต่อวิดีโอบนมือถือ โดยมีจุดเด่น ดังนี้ 

  • สามารถบันทึกคลิปสูงสุด 10 นาที และสามารถตัดต่อได้ทันที
  • สามารถส่งออกและแชร์ไปแพลตฟอร์มไหนก็ได้โดยไม่มีลายน้ำ
  • มีเครื่องมือให้ใช้ตัดต่อครบ
  • สามารถติดตามประสิทธิภาพของ Reels ผ่านแดชบอร์ดข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า Edits จะสามารถดาวน์โหลดได้บน App Store แต่จะยัง ใช้งานไม่ได้ โดยจะใช้งานได้ในเดือน กุมภาพันธ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่ที่ TikTok มีข่าวว่าจะโดนแบนในสหรัฐฯ ผู้ใช้งานหลายคนเริ่มมองหาแพลตฟอร์มใหม่เพื่อใช้แทน เช่น เรดโน้ต (RedNote) หรือ เสี่ยวหงชู (Xiaohongshu) ดังนั้น การที่ Meta เพิ่มแอปฯ ใหม่อย่าง Edits ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำให้คนกลับมาใช้ Instagram เสมอไป

Source

]]>
1506992
สรุปสถิติ-เทรนด์น่าสนใจจาก #FacebookIRL https://positioningmag.com/1501451 Fri, 29 Nov 2024 12:30:17 +0000 https://positioningmag.com/?p=1501451 FacebookIRL หรือ Facebook In Real Life เป็นโครงการระดับโลกของ Meta เพื่อตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อผู้คนจำนวนหลายพันล้านทั่วโลก ซึ่งถูกจัดขึ้นใน 4 ประเทศทั่วโลก และ ‘ประเทศไทย’ เป็น 1 ใน 3 ประเทศนอกสหรัฐอเมริกาที่มีการจัดงานนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของบ้านเราต่อ Meta

 

ภายในงานได้มีการแชร์สถิติสำคัญ และเทรนด์น่าสนใจหลายอย่าง รวมถึงอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่กำลังจะเปิดตัวในไทยเร็ว ๆ นี้ ยกตัวอย่าง Meta AI เวอร์ชั่นภาษาไทยที่จะเปิดตัวภายในสัปดาห์หน้า พร้อมเผยถึงเทคนิคในการสร้าง Engagement บน Facebook

 

สถิติน่าสนใจ

 

– Meta มีผู้ใช้จากแพลตฟอร์มต่าง ๆ รวมแล้ว 3.29 พันล้านคน เพิ่มขึ้น 5% ทุกปี โดยเป็นผู้ใช้ Facebook มากกว่า 2 พันล้านคน

สำหรับในประเทศไทย Facebook มีผู้ใช้งานมากกว่า 60 ล้านคนต่อเดือน เพิ่มขึ้น 5%จากปีก่อน และมีผู้ใช้งาน Messenger กว่า 56 ล้านคนต่อเดือน

– บน Facebook มี Group มากกว่า 43 ล้านกลุ่ม และ 25 ล้านกลุ่มเป็นสาธารณะ ซึ่งในแต่ละเดือนมีผู้ใช้กว่า 1.8 ล้านคนมีส่วนร่วมในกลุ่ม

– Facebook มีผู้ใช้งานใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะกลุ่ม Young Adult หรือคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 19-29 ปี

คนรุ่นใหม่ใช้เวลา 60% เพื่อดูวิดีโอบน Facebook และ 50% ดู Reels

 

เทรนด์ที่มาแรง บน Facebook

 

– พฤติกรรมการใช้ Facebook ของกลุ่ม Gen Z เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมใช้เพื่อเชื่อมต่อกับผู้คน ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็น Expand & Explore ซึ่งถือเป็นเทรนด์ใหม่ของกลุ่มนี้ โดยจะเน้นสำรวจความสนใจและค้นหาสิ่งใหม่ ๆ รวมถึงใช้ขยายคอมมูนิตี้ และคอนเน็กชันของตัวเอง

– Reel มาแรง และคนรุ่นใหม่เกินครึ่งจะดู Reels เป็นหลัก ที่สำคัญจะดูทุกวัน

– ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่จะแชร์วิดีโอในสาธารณะ แต่ตอนนี้พวกเขาจะแชร์เฉพาะตัวเองหรือกลุ่มเฉพาะ ทำให้เทรนด์ Private Sharing เติบโตขึ้นถึง 100% เมื่อเทียบกับปีก่อน

– 4 ฟีเจอร์บน Facebook ที่คนรุ่นใหม่นิยมใช้ ได้แก่ Market Place, Group, Event และ Messenger

ไฮไลต์ของ Meta AI มีอะไรบ้าง

 

– Meta ได้ลงทุนเงินกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับเรื่อง AI เพื่อจะเป็นเบอร์ 1 ของโลกทางด้านนี้

– ตอนนี้มีผู้ใช้งาน Meta AI อยู่ประมาณ 500 ล้านคน

– บน Facebook มีผู้ใช้ราว 15 ล้านคน ใช้ Generative AI สำหรับทำคอนเทนต์และโฆษณา

Meta AI เวอร์ชั่นภาษาไทยกำลังจะเปิดตัวในสัปดาห์หน้า

– Meta AI จะมีฟีเจอร์ใหม่เพื่อช่วยให้ Admin สามารถบริหารจัดการคอมเมนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือและฟีเจอร์อื่น ๆ อาทิ Imagine yourself ที่ AI จะช่วย Gen ภาพตามที่ต้องการ และ AI Comment Summary สำหรับช่วยสรุปเนื้อหา และไฮไลต์คอนเทนต์หลักในโพสต์ เป็นต้น

 

อัปเดตเทรนด์ Creator สร้างรายได้น่าสนใจ

 

ทาง Facebook เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีครีเอเตอร์กว่า 4 ล้านคนที่สร้างรายได้บน Facebookโดยระหว่างปี 2023 จนถึงปี 2024 Facebook ได้จ่ายเงินค่าตอบแทนให้ครีเอเตอร์ที่ทำคอนเทนต์ไปแล้วกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งการจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวส่วนมากเป็นคอนเทนต์ Reels ที่เติบโตสูงถึง 80%

นอกจากนี้ Facebook ยังได้แนะนำครีเอเตอร์ที่ต้องการปั้นช่องและสร้างรายได้ว่า ให้เปิด Professional Mode เพื่อให้สามารถเข้าถึงเครื่องมือและข้อมูลอินไซต์ต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของคอนเทนต์แต่ละตัว รวมไปถึงการสร้างรายได้บนแพลตฟอร์มด้วยรูปแบบต่าง ๆ

ขณะเดียวกัน Facebook ยืนยันว่า สนับสนุนครีเอเตอร์ที่โพสต์คอนเทนต์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น บทความ ภาพ วิดีโอ และวิดีโอสั้น ซึ่งประสิทธิภาพของคอนเทนต์ขึ้นอยู่กับความน่าสนใจ และการทำได้อย่างตรงจุด ไม่ได้เกี่ยวกับรูปแบบของการโพสต์

ยกตัวอย่างที่มีครีเอเตอร์หลายครีเอเตอร์ โดยเฉพาะสื่อ นิยมโพสต์คอนเทนต์ในรูปแบบสเตตัส เพราะเชื่อว่า เอนเกจจะดีกว่ารูปแบบบทความ ถือเป็นความเชื่อที่ไม่ตรงกับความจริง

 

 

]]>
1501451
“เราไม่ได้เป็นแอปฯ คนแก่ที่แม่เธอชอบเล่น” ความพยายามครั้งล่าสุดของ Facebook ที่จะดึง Gen Z เข้ามาใช้ https://positioningmag.com/1476942 Thu, 06 Jun 2024 08:18:13 +0000 https://positioningmag.com/?p=1476942 Facebook ครบรอบ 20 ปีในปีนี้พอดี และเป็นวาระครบรอบที่ท้าทายมากสำหรับโซเชียลมีเดียเจ้านี้ ด้วยปัญหาที่มีมาสักพักใหญ่ของแพลตฟอร์มนั่นคือ สภาวะ “เสื่อมความนิยม” ในหมู่คน Gen Z เพราะถูกวัยรุ่นมองว่าเป็น “แอปฯ คนแก่” จนอาจทำให้แอปฯ เสี่ยงที่จะล้มได้ถ้าไม่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาใช้งาน

ผู้บริหารของ Facebook เพิ่งจัดงานอีเวนต์ “next 20 years” ของ Facebook ไปเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2024 ที่เมืองนิวยอร์ก เพื่อชี้ทิศทางให้เห็นว่า Facebook จะมุ่งเน้นการดึง “Gen Z” ให้เข้ามาใช้งาน และจะใช้ปัญญาประดิษฐ์​ (AI) ในการพัฒนาแพลตฟอร์มด้วย

ผู้เข้าร่วมงานอีเวนต์ดังกล่าวจะได้ใบปลิวพิมพ์สโลแกนชัดเจนถึงใจว่า “We are not your mom’s Facebook” ซึ่งสื่อนัยยะตอบโต้ว่า Facebook ไม่ได้เป็นแอปฯ คนแก่ที่คนวัยแม่ชอบเล่นอย่างที่ Gen Z คิด แต่แพลตฟอร์มนี้จะเป็น “ศูนย์กลางของปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมทุกชนิด”

“เรายังเป็นแพลตฟอร์มเพื่อทุกคนอยู่ แต่เราก็เล็งเห็นด้วยว่าถ้าเรายังอยากมีที่ยืนในตลาดอยู่ เราจะต้องสร้างให้แพลตฟอร์มของเราเหมาะกับ Gen Z” ทอม อลิสัน ประธาน Facebook กล่าวในงานอีเวนต์

จากข้อมูลการสำรวจของ Pew Research เมื่อปี 2023 พบว่า มีวัยรุ่นอเมริกันวัย 13-17 ปีเพียง 33% เท่านั้นที่มีบัญชี Facebook แถมยังมีแค่ 3% เท่านั้นที่ใช้ประจำ (*ในประเทศไทย YDM Thailand เคยให้ข้อมูลว่า Facebook ไม่ติด 3 อันดับแรกโซเชียลมีเดียที่คน Gen Z วัย 12-26 ปีชอบใช้)

 

3 กลยุทธ์ Facebook ที่จะดึง Gen Z เข้าแอปฯ

อลิสันกล่าวต่อว่า จากการวิจัยของบริษัทพบว่าช่วงชีวิตของ Gen Z ในระยะนี้จะเป็นช่วงที่มีความเปลี่ยนแปลงมากมายในชีวิต เช่น เรียนจบมัธยม, เรียนต่อมหาวิทยาลัย, เริ่มทำงาน, ย้ายออกจากบ้านเป็นครั้งแรก, ตามหาความรัก

เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงมาก วัยรุ่นมักจะต้องการหา “บุคคลจริง” ที่จะมาแชร์ประสบการณ์ที่เจอแบบเดียวกัน หาคนที่มีความสนใจใหม่ในแบบเดียวกัน และอลิสันคิดว่าตรงนี้คือจุดที่ Facebook จะเป็นผู้เชื่อมโยงให้ได้ ดังนั้น 3 สิ่งที่ Facebook จะเน้นหลังจากนี้เพื่อให้โดนใจ Gen Z ได้แก่

1.หน้า Feeds เน้นคอนเทนต์ที่ตรงกับชีวิตคน Gen Z

หันมาเน้นโพสต์ที่มาจากฟีเจอร์ Groups ที่ทำให้คนที่สนใจเรื่องแบบเดียวกันได้มาคุยกัน, โปรโมต Facebook Dating ตอบโจทย์เรื่องการตามหาคู่รัก/คู่เดต และเน้นคอมมูนิตี้ขายของบน Facebook Marketplace

ส่วนโพสต์ที่จะถูกลดการมองเห็นคือฟีเจอร์ที่คน Gen Z ไม่ค่อยสนใจและไม่เป็นการสร้างสังคม เช่น ข่าวสาร

การจัดหน้า Feeds เหล่านี้แพลตฟอร์มจะพัฒนาเทคโนโลยีการเลือกลำดับนำเสนอโพสต์ให้โดนใจคน Gen Z มากขึ้นด้วย

2.เน้น Reels และวิดีโอสั้น

กลยุทธ์นี้เหมือนกับใน Instagram เพราะวิดีโอสั้นเป็นรูปแบบคอนเทนต์ที่คน Gen Z ชอบ และจะเน้นให้การส่งวิดีโอไปในช่องแชทส่วนตัวทำได้ง่ายขึ้น เพื่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและครอบครัวผ่านการแชร์วิดีโอที่น่าสนใจ

3.สร้างแพลตฟอร์มให้เป็นมิตรกับครีเอเตอร์มากขึ้น

ในอนาคต Facebook จะทำให้ครีเอเตอร์สร้างรายได้จากคอนเทนต์ได้ง่ายขึ้น และใช้พลัง AI เป็นเบื้องหลังเครื่องมือบนแอปฯ ให้กับครีเอเตอร์ เช่น เปลี่ยนพื้นหลังในรูป, ช่วยเขียนโพสต์

ภายในงานอีเวนต์นี้มีคำถามถึง ทอม อลิสัน ว่าการปรับตัวของ Facebook จะทำให้บุคลิกของแอปฯ ไปซ้ำกับ Instagram หรือเปล่า ซึ่งทางอลิสันตอบว่า Facebook จะไปเน้นเรื่องการเชื่อมโยงคนเข้ากับประสบการณ์ต่างๆ ขณะที่ Instagram จะเน้นเรื่องคอนเทนต์ใหม่ๆ และการติดตามครีเอเตอร์ที่ชื่นชอบมากกว่า

Source

]]>
1476942
Meta เปิดตัวชิปเร่งประมวลผล AI รุ่นใหม่ ใช้เทคโนโลยีการผลิต 5 นาโนเมตร หวังลดการพึ่งพาจาก Nvidia https://positioningmag.com/1469864 Thu, 11 Apr 2024 03:01:34 +0000 https://positioningmag.com/?p=1469864 เมต้า (Meta) เจ้าของ Social Network ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Instagram ได้เปิดตัวชิปเร่งการประมวลผลปัญญหาประดิษฐ์รุ่นใหม่ ซึ่งใช้เทคโนโลยีการผลิต 5 นาโนเมตร ซึ่งมีความสามารถมากกว่ารุ่นก่อนหน้า นอกจากนี้บริษัทยังต้องการลดการพึ่งพาชิปจาก Nvidia ลง

Meta เจ้าของแพลตฟอร์ม Social Network ได้เปิดตัวชิปเร่งการประมวลผลปัญญหาประดิษฐ์ (AI) รุ่นใหม่ ซึ่งความสามารถของชิปรุ่นใหม่นี้ประมวลผลด้าน AI ได้เร็วมากขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับชิปในรุ่นก่อนหน้า นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ 5 นาโนเมตรซึ่งทำให้ประหยัดพลังงานลดลง

สำหรับงานที่ใช้เทคโนโลยี AI ของ Meta จนต้องมีการผลิตชิปออกมาเพื่อเร่งการประมวลผลนั้น เช่น เรื่องการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในด้านโฆษณา เพื่อหากลุ่มลูกค้า หรือแม้แต่การใช้ประมวลผลด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งชิปดังกล่าวจะใช้ในศูนย์ข้อมูลของบริษัท

Meta ยังชี้ว่าการผลิตชิปรุ่นใหม่นี้เป็นส่วนสำคัญของแผนระยะยาวในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานด้าน AI ของบริษัท

ไม่เพียงเท่านี้ ชิปดังกล่าวของ Meta ยังใช้เทคโนโลยีการผลิต 5 นาโนเมตรจาก TSMC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่จากไต้หวัน ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้ชิปของบริษัทนั้นประหยัดพลังงานเมื่อเทียบกับชิปรุ่นก่อนหน้า

ก่อนหน้านี้ Mark Zuckerberg ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Meta เคยกล่าวว่าในปี 2024 บริษัทจะสั่งชิปเร่งการประมวลผล AI ในรุ่น H100 จาก Nvidia เพิ่มเติมอีก 350,000 ชุด ซึ่งจะทำให้บริษัทมีชิปเร่งการประมวลผลมากถึง 600,000 ชุด ซึ่งถือว่าใช้เม็ดเงินระดับมหาศาลในการซื้อชิปรุ่นดังกล่าว

ในช่วงที่ผ่านมาเทรนด์การใช้ AI ได้ทำให้ชิปของ Nvidia ถูกบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐอเมริกาหรือแม้แต่คู่แข่งจากจีน ได้ทำการกว้านซื้อเพื่อที่จะนำไปประมวลผลด้าน AI ซึ่งส่งผลทำให้บริษัทผลิตชิปรายดังกล่าวกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นแตะหลักล้านล้านเหรียญสหรัฐ

นักวิเคราะห์บางรายคาดยังว่า Nvidia นั้นอาจมีรายได้จากการขายชิปเร่งประมวลผล AI ได้มากถึง 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2027 และคู่แข่งรายอื่นไม่มีใครสามารถเข้ามาเทียบเคียงได้

อย่างไรก็ดีเนื่องด้วยความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลทำให้บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Microsoft หรือ Amazon หรือไม่เว้นแต่ Meta ต่างต้องการที่จะลดการพึ่งพาชิปจาก Nvidia ให้ได้มากที่สุด และชิปที่บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้จ้างผลิตยังสามารถกำหนดสเปกตามความต้องการได้อีกด้วย

]]>
1469864