EDM – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Wed, 11 Mar 2026 12:34:40 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 มหากาพย์ 10 ปี กว่าไทยจะมี Tomorrowland เป็นของตัวเอง แล้วทำไมถึงเลือกไทยเป็นเสาหลักที่ 4 ของโลก https://positioningmag.com/1563735 Wed, 11 Mar 2026 06:27:47 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563735
  • ทาง Tomorrowland สนใจประเทศไทยมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว แต่เพิ่งได้ดีลงานจริงจังกัน 2 ปี พิจารณาจากความพร้อมหลายด้าน สถานที่ โรงแรม การเดินทาง ลงตัวที่ Wisdom Valley พัทยา ในวันที่ 11-13 ธันวาคม 2569
  • Tomorrowland ประเทศไทยเป็นที่แรกในเอเชีย และเป็นแห่งที่ 4 ของโลก ต่อจากเบลเยียม ฝรั่งเศส และบราซิล
  • ใช้งบลงทุนร่วม 1,600 ล้านบาท คาดเงินสะพัด 5,000 ล้านบาท มีผู้ร่วมงานวันละ 50,000 คน
  • เป็นอีกหนึ่งงานที่คอ EDM รอคอย ไม่ใช่แค่ชาวไทยอย่างเดียว แต่เป็นคนทั่วโลก สำหรับ Tomorrowland ที่ชัดเจนแล้วว่าปีนี้จะเกิดขึ้นในประเทศไทย ปักหมุดที่ Wisdom Valley พัทยา ในวันที่ 11-13 ธันวาคม 2569

    Tomorrowland แบรนด์เทศกาลดนตรีเบอร์ต้นๆ ของโลกจากเบลเยียม เลือกปักหมุดประเทศไทยเป็นเสาหลักแห่งที่ 4 ของโลก ต่อจากเบลเยียม ฝรั่งเศส และบราซิล ถือว่าเป็นแห่งแรกในเอเชีย เรียกว่าเป็นการสิ้นสุดการรอคอยกว่า 10 ปีก็ว่าได้ 

    ทำไมต้องเป็นไทย? และทำไมต้องใช้เวลาดีลถึง 10 ปี?

    ในงานวันแถลงข่าว Tomorrowland Thailand ทาง Positioning มีโอกาสได้พูดคุยกับ รชต ธันยาวุฒิ กรรมการบริหาร WEAREONE.world Thailand หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท วัน เอเชีย เวนเจอร์ส จำกัด ผู้มีประสบการณ์งาน SIAM Songkran Music Festival

    รชต เริ่มเล่าว่า ทีมงานจากเบลเยียมใช้เวลาลงพื้นที่ศึกษาลู่ทางในไทยนานกว่า 10 ปี โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย

    1. ปัจจัยความพร้อม : ด้วยโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ไทยมีความปลอดภัยสูง มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม และมีความเป็นเมืองแห่งความบันเทิง (Entertainment Hub) ที่โดดเด่นในเอเชีย
    2. การเลือกสถานที่ : เดิมมีการพิจารณาภูเก็ต และชลบุรี แต่สุดท้ายเลือก Wisdom Valley พัทยา เนื่องจากเดินทางสะดวก ใกล้สนามบินอู่ตะเภา และใกล้กรุงเทพฯ และลดภาระค่าที่พัก การเดินทางให้นักท่องเที่ยวได้มากกว่าเมื่อเทียบกับภูเก็ต
    3. พันธมิตรที่ใช่ : เกิดจากการพบกันของทีมวัน เอเชีย เวนเจอร์ส ผู้จัดงานสยามสงกรานต์ และฝั่งเบลเยียมผ่านวงกาแฟ ที่ลงตัวทั้งวิสัยทัศน์และความพร้อมในการบริหารงานสเกลใหญ่

    “ทางฝั่ง Tomorrowland มาเซอร์เวย์ดูในไทยเป็นสิบปีแล้ว แต่เริ่มดีลกันจริงจังได้ 2 ปี ที่เขาเลือกไทยเพราะมีทุกอย่างพร้อม บังเอิญได้ดีลธุรกิจในวงกาแฟ ที่เจ้าของงานเฟลกับการผู้จัดงาน EDM อื่นพอดี แล้วเห็นเรามีประสบการณ์จัดงาน 10 กว่าปี หาสถานที่ได้ มีทีมงานพร้อม”

    ยิ่งเมื่อบอกว่าไทยเป็นการจัดงานแห่งแรกในเอเชีย ยิ่งทำให้ Tomorrowland Thailand ดูขลังมากขึ้นไปอีก ซึ่งรชตบอกถึงสิ่งที่ทำให้ไทยชนะประเทศมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ และอื่นๆ ในการจัดงาน นอกจากโครงสร้างพื้นฐาน ยังมีเรื่องสเกลสถานที่ และข้อจำกัดเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย บางประเทศจุคนได้แค่หมื่นคน และห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    เปิดบริษัทใหม่ ไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยมีการจัดงานมิวสิค เฟสติวัลระดับโลกหลายงาน เพราะเห็นจากความนิยม และโอกาสทางธุรกิจ โดยส่วนใหญ่จะเป็นโมเดลการซื้อไลเซนส์งานเข้ามา แล้วนำธีม หรือศิลปินบางส่วนของงานที่จัดในต่างประเทศมา แต่ใช้งบลงทุนสูง เพราะค่าไลเซนส์ ค่าตัวศิลปินเพิ่มขึ้นทุกปี

    Tomorrowland แตกต่างจากงานอื่นด้วยการจัดตั้งบริษัทใหม่ WEAREONE.world ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท แล้วถือหุ้นตามสัดส่วน โดยมี Bruno Vanwelsenaers เป็น CEO บริษัท และรชต เป็นกรรมการบริหาร

    Tomorrowland

    รชตบอกว่า ตอนแรกจะเป็นโมเดลซื้อไลเซนส์เหมือนกัน แต่มองว่ามันไม่ยั่งยืน การซื้อไลเซนส์มา แค่เอาเงินไปจ่ายทางเมืองนอก เป็นทางลัดในการซื้อความสำเร็จ เลยคุยกับทางเบลเยียมว่าอยากทำให้ยั่งยืน เปิดเป็นบริษัทใหม่ แล้วแบ่งรายได้ตามสัดส่วนดีกว่า”

    ซึ่งงานสเกลใหญ่ระดับ 1,600 ล้านบาท ไม่สามารถพึ่งพาจากค่าบัตรได้อย่างเดียว งานนี้ต้องพึ่งพารัฐบาลในการช่วยส่งเสริม ให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยช่วยหาสปอนเซอร์ให้เพิ่ม 

    โปรดักชันอลัง ยก 3 เวทีจากเบลเยียมมาไว้ที่ชลบุรี

    ปัจจุบัน Tomorrowland มีการเตรียมความพร้อมของงานคืบหน้าไปแล้วกว่า 40-50% อยู่ในช่วงการปรับภูมิทัศน์พื้นที่ 400 ไร่ และการคัดเลือกศิลปิน โดยที่ศิลปินได้ล็อคตัวแล้วกว่า 80% รวมถึงเลือกดีเจไทยที่จะไปแสดงด้วย

    นอกจากการปรับภูมิทัศน์ยังเริ่มสร้างทีมทั้งทีมไทย และทีมเบลเยียม ปัจจุบันมีทีมรวมกันกว่า 46 คน 

    Tomorrowland 2025 | Zondag 27 juli 2025 | Photo’s by Nunes dos Anjos Fotografie

    “ทางเบลเยียมเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก กังวลเรื่องการเดินทาง กลัวเรื่องรถติด เพราะจัดงานปีแรกเลยกลัวแบรนด์มีผลตอบรับด้านลบ”

    ในด้านโปรดักชัน งานนี้มีด้วยกัน 6 เวทีระดับโลก โดย 3 เวทีจะถอดแบบมาจากงานต้นฉบับ (รวมถึงเวที CORE และ Freedom) ขนส่งมาจากเบลเยียมกว่า 120 ตู้คอนเทนเนอร์ ส่วนที่เหลือจะดีไซน์ใหม่โดยผสมผสานวัฒนธรรมไทยเข้าไป

    คาดคนเข้างานวันละ 50,000 คน

    ตอนนี้บัตร Tomorrowland ได้ขายหมดแล้ว ราคาบัตรเริ่มต้นที่ 12,500 บาท สำหรับ GA (3 วัน) โดยเน้นความโปร่งใส เป็นราคานี้รวมทุกอย่างแล้ว โดยมี Hotel Packages ที่มีทั้งบัตร โรงแรม และรถรับส่ง ซึ่งขายหมดภายในไม่กี่ชั่วโมง

    ในช่วงที่เปิด Pre-registration ก่อนซื้อ พบว่าคนที่สนใจซื้อบัตรแบ่งเป็นคนไทย 40% และชาวต่างชาติ 60% โดยมีนักท่องเที่ยวกว่า 116 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเอเชีย, สแกนดิเนเวีย, ลาตินอเมริกา และอินเดีย

    คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงาน 50,000 คนต่อวัน หรือรวมทั้งหมด 150,000 คนตลอด 3 วัน คาดการณ์กระตุ้นเศรษฐกิจปีแรกกว่า 5,000 ล้านบาท และสร้างงานเพิ่มกว่า 1,900 ตำแหน่ง

    รชต ปิดท้ายถึงเป้าหมายในอนาคต อยากให้ Tomorrowland เติบโตอย่างยั่งยืนเหมือนที่เบลเยียม โดยหวังจะขยายการจัดงานเป็น 2 สัปดาห์ และเพิ่มโซน Camping เหมือนงานที่เบลเยียมในอนาคต

    ]]>
    1563735
    S2O ปีนี้ คนไทย 60% ครั้งแรกในรอบ 5 ปี เดบิวต์สถานที่ใหม่ S2O LAND รัชดา แตกไลน์ K2O สายเกาหลี https://positioningmag.com/1563583 Tue, 10 Mar 2026 11:58:49 +0000 https://positioningmag.com/?p=1563583
  • ก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 กับ S2O Songkran Music Festival ปีนี้ย้ายสถานที่ S2O LAND ย่านรัชดา      จุคนได้วันละ 30,000 คน ปรับวันเป็น 11-13 เมษายน 69
  • ปีนี้เดบิวต์งาน K2O ครั้งแรกที่ศิลปินเกาหลี ปะทะเทศกาลสงกรานต์ จัด 14 เมษายน 69
  • ไฮไลต์ไลน์อัปอย่าง Alan Walker b2b Steve Aoki ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก พร้อมดึงดีเจดังระดับโลกอย่าง Kygo กลับมาเยือนไทยอีกครั้งในรอบหลายปี
  • หลังจากปีที่แล้วที่ S2O Songkran Music Festival เทศกาลดนตรีสงกรานต์ของไทย ได้ทำอะไรใหม่ๆ ด้วยการย้ายที่จัดไปสนามราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อฉลองครบรอบ 10 ปี ในปีนี้ได้ทำอะไรใหม่ๆ เพิ่มอีก ด้วยการย้ายที่จัดอีกเช่นกัน สร้างแลนด์มาร์กใหม่ S2O LAND 

    โดย 2 ผู้จัด วู้ดดี้ – วุฒิธร มิลินทจินดา” ผู้ก่อตั้งเทศกาลดนตรี S2O และ “ปุลิน มิลินทจินดา” กรรมการ      ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ผู้ร่วมก่อตั้ง S2O ได้เล่าถึงการจัดงานในครั้งนี้ ซึ่งมีความแปลกใหม่จากเดิมไม่น้อย

    ปั้น S2O LAND กรุยทาง ถางหญ้าใหม่ แต่ยังติดใจราชมังฯ อยู่

    S2O ก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 ในการจัดเทศกาลสงกรานต์ที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่เบอร์ต้นๆ ในไทย สามารถกระตุ้นการท่องเที่ยว และทำให้งานดนตรี EDM บูมขึ้นในไทยอย่างมาก ที่ผ่านมามีการใช้สถานที่มาแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ S2O Factory RCA, OASIS Arena (Show DC), Life Park พระรามเก้า และล่าสุดกับสนามราชมังคลากีฬาสถาน

    ปีนี้ S2O ก็ได้ทำการโยกย้ายอีกครั้งสู่พื้นที่ใหม่ S2O LAND ย่านรัชดา เป็นพื้นที่ของ อสมท. อยู่ข้างศูนย์วัฒนธรรม แต่พื้นที่นี้เป็นพื้นที่เปล่า ไม่ได้เป็นพื้นที่สำหรับจัดงานอะไร ซึ่งทั้ง 2 ผู้จัดก็มองว่าเหมาะกับการจัดในปีนี้ เพียงแต่ต้องลงทุนใหม่ บุกเบิกทำพื้นที่เปล่า 50 ไร่ เป็นพื้นที่จัดงานเฟส! ทั้งบดดิน ถางหญ้า ราดยางมะตอย เรียกว่าต้องใช้งบลงทุนเพิ่มขึ้น 3 เท่า

    ปุลิน มิลินทจินดา เริ่มเล่าถึงโปรเจกต์นี้ว่า 

    “ปีที่แล้วจัดที่ราชมังฯ พอปีนี้จะจัดต่อก็มีเรื่องของคิวแข่งกีฬาที่ทำให้ไม่มั่นใจว่าจะจัดได้หรือไม่ แต่ด้วยความที่เราต้องดีลดีเจ ศิลปิน บางคนต้องล็อกล่วงหน้า 7 เดือน ทำให้ต้องหาสถานที่ใหม่ ตอนนั้นก็ขับรถมาเจอที่ตรงนี้ ได้มาคุยกับทาง อสมท. ก็พบว่าจัดงานได้ แต่ต้องลงทุนเองใหม่ทั้งหมด ส่วนตัวก็มองว่า Vibe ได้ เป็นโลเคชั่นใจกลางเมือง จุคนวันละ 30,000 คนได้ มีการคุยเพิ่มว่าจะจัดงานอื่นที่นี่ด้วย”

    S2O

    ด้วยความเป็นสถานที่ใหม่ อะไรก็ใหม่ทำให้ต้องเพิ่มงบลงทุนจากเดิม 3 เท่า ทั้งทำสถานที่ และเตรียมพนักงานเพื่อดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นอีก 

    แต่ในความทุลักทุเล ก็มีความพิเศษตรงที่พอเป็นพื้นที่เปล่า จึงเป็นปีแรกที่ได้ระเบิดไอเดียออกแบบเวที และประสบการณ์ของผู้เข้างานแบบใหม่ๆ สามารถออกแบบสเปซการระบายน้ำ แสง สี เสียง และทางเข้า-ออกได้อย่างอิสระ และสถานที่นี้หันหน้าทางทิศใต้ ไม่มีปัญหาเรื่องเสียงรบกวนคนในชุมชน ที่สำคัญสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT ได้

    แม้ว่าจะลงทุนไปเยอะ ผู้จัดทั้ง 2 ก็ไม่ได้กะมองว่า S2O LAND จะเป็นพื้นที่จัดงานระยะยาว เพราะยังมีความรู้สึกว่าสนามราชมังฯ ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอยู่

    S2O

     

    ปุลินบอกว่า “สนามราชมังฯ ยังเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในการจัดงานใหญ่ เพราะมีการจัดงานมาหลายงานแล้ว มีระบบหลายๆ อย่างพร้อม เก็บเสียงด้วย เรียกว่ายังเป็นตัวเลือกที่ดีในการจัดงาน ถ้าปีหน้ามีโอกาสก็คงกลับไปจัดที่ราชมังฯ” 

    ปีนี้มองว่ามีผู้เข้าร่วมงานวันละ 30,000 คน จำกัดคนไว้ที่เท่านี้ เพราะเป็นปีแรกกับสถานที่ใหม่ 

    เดบิวต์ K2O ปั้นเวทีสงกรานต์ให้สายเกาฯ 

    ปีนี้ S2O ขยับวันเป็นวันที่ 11-13 เมษายน 69 ส่วนวันที่ 14 เมษายน 69 เป็นวันของแบรนด์น้องใหม่อย่าง K2O ที่จะเปิดตัวครั้งแรก เพื่อตอบโจทย์กลุ่มแฟนคลับเกาหลีที่อยากสัมผัสบรรยากาศสงกรานต์แบบ S2O

    วู้ดดี้เสริมว่า โปรเจกต์นี้เคยวางแผนไว้ตั้งแต่ปีก่อนตั้งแต่ครบรอบ 10 ปี ว่าจะยังไงต่อดี พอตอนนี้ขยายไปหลายประเทศแล้ว มีความพร้อมหลายๆ อย่าง อีกทั้งเคยมีทางเกาหลีมาคุยว่าอยากมีศิลปินเกาหลีขึ้นเวที S2O แต่เรามองว่ากลุ่มคนฟังคนละกลุ่มกับ EDM เลยแยกเวทีกันดีกว่า เลยทำเป็น K2O ซึ่งยังมีจริตเหมือนกัน

    K2O มีศิลปินไฮไลต์ 4 วงดังอย่าง RIIZE, KISS OF LIFE, FIFTY FIFTY, LONGSHOT และศิลปิน T-Pop DAOU x OFFROAD

    แต่ K2O จะไม่มีจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากมองว่ามีแฟนคลับเด็กๆ เข้างานเยอะ งานนี้ไม่ได้จำกัดอายุ แต่ถ้าอายุต่ำกว่า 13 ปีต้องมากับผู้ปกครองด้วย เริ่มตั้งแต่ 18.00 – 23.00 น.

    ปีนี้คนไทย 60% คนโลคอลเข้าถึงได้ง่าย

    ปุลินบอกว่า จากตัวเลขการซื้อบัตรในปีนี้พบว่ามีคนไทยสัดส่วนถึง 60% เป็นตัวเลขที่คนไทยสูงสุดในรอบ 5 ปี  ส่วนคนต่างชาติ 40% ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศใกล้เคียงที่เดินทางมาง่าย เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน และเห็นกลุ่มรัสเซีย ตะวันออกกลาง อินเดียเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน 

    เหตุผลที่คนไทยเพิ่มขึ้น ปุลินมองว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเข้าถึงบัตรได้ง่ายขึ้น เพราะปีก่อนๆ อาจจะมีเอเจนต์ต่างชาติที่กดบัตรให้แก่กลุ่มต่างชาติ ทำให้คนไทยซื้อบัตรได้น้อย ซึ่งสัดส่วนคนไทย 60% ถือเป็นตัวเลขที่พอใจ

    อีกเหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า S2O ได้ขยายอาณาจักรไปต่างประเทศทั้งญี่ปุ่น, เกาหลี, ออสเตรเลีย, ไต้หวัน, ฮ่องกง, จีน และสหรัฐอเมริกา ทำให้กลุ่มต่างชาติไม่มาที่ไทยก็เป็นได้

    การกลับมาของ Kygo

    ในปีนี้ S2O ยังเดินหน้าสร้างความแข็งแรงของแบรนด์ผ่านไลน์อัปศิลปินระดับโลกที่ตอกย้ำสถานะของเทศกาลในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นไฮไลต์อย่าง Alan Walker b2b Steve Aoki ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก 

    รวมถึงการกลับมาของศิลปินระดับแถวหน้าของวงการ EDM อย่าง Kygo ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของผู้จัดในการรักษามาตรฐานโปรดักชัน การคัดเลือกศิลปิน และการส่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับแฟน S2O อย่างจัดเต็ม โดยไฮไลต์โต๊ะแพงที่สุดในปีนี้อยู่ที่ ราคา 1,500,000 บาทต่อวัน

    ปุลินบอกว่า การเลือกศิลปินในปีนี้เกิดจากความชอบ และรสนิยมส่วนตัวเป็นหลัก ทั้ง S2O และ K2O โดยเน้นศิลปินที่ฟังวนได้ไม่เบื่อ เพื่อให้มั่นใจว่าคนที่มางานจะได้รับความฟินสูงสุด ในราคาที่คุ้มค่ากับประสบการณ์โปรดักชันที่อัปเกรดขึ้นกว่าเดิม 3 เท่า

    ]]>
    1563583
    เจาะตลาดดีเจโลก 2026 เศรษฐกิจพันล้าน โอกาสกระจุก รายได้กระจาย https://positioningmag.com/1561890 Mon, 02 Mar 2026 10:29:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1561890 ยังคงเติบโตไม่หยุดสำหรับเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจรอบวงการดีเจและดนตรีอิเล็กทรอนิกส์หรือ EDM  ทั่วโลก แนวโน้มล่าสุดชี้ว่าอุตสาหกรรม EDM โลกปี 2026 จะมีมูลค่าประมาณ 11,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานจาก Persistence Market Research

    มีการคาดการณ์ว่าตลาดจะพุ่งไปถึง 17,000-19,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2032-2033 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี 7.8-8.3%

    ตัวเลขเหล่านี้ทำให้หลายคนตื่นเต้น เพราะเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่อย่าง Tomorrowland, Ultra, EDC ล้วนขายบัตรหมดเกลี้ยง พร้อมกับยอดสตรีมมิงบนแพลตฟอร์มอย่าง Spotify หรือ Beatport ที่พุ่งทะยาน ท่ามกลางแฟนเพลงกลุ่มใหม่จากเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา ที่กำลังทะลักเข้ามาอีกหลายล้านคน

    แต่ข้อมูลจาก Resident Advisor ซึ่งเป็นฐานข้อมูลคลับดีเจชั้นนำระดับโลก ณ เดือนพฤษภาคม 2025 พบว่ามีโปรไฟล์ดีเจทั่วโลกมากถึง 134,147 คน แต่มีดีเจที่ยังแอคทีฟ คือมีงานแสดงอย่างน้อย 1 งานในอนาคตอยู่ราว 21,351 คน หรือประมาณ 16% เท่านั้น

    และหากดูเฉพาะกลุ่มท็อปสุด ที่มีงานแสดง 5 งานขึ้นไป นั้นมีจำนวนเพียง 2,175 คน หรือ 1.6%

    สถิตินี้สะท้อนความจริงของเม็ดเงินรอบตัวดีเจในปี 2026 ที่มีโอกาสกระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มเล็กมาก เหมือนอุตสาหกรรมครีเอทีฟอื่น ๆ ที่มี “ผู้ชนะ” ปักหลักกวาดกินเรียบหมด

    ถามว่าทำไมจึงเป็นแบบนี้? คำตอบคือเพราะเทคโนโลยีมีส่วนทำให้ทุกคนเริ่มต้นการเป็นดีเจได้ง่ายขึ้นมาก จากยุคที่ต้องมีแผ่นไวนิลราคาแพง และต้องฝึกฝนหนัก ตอนนี้แค่แล็ปท็อปกับคอนโทรลเลอร์ราคาไม่กี่หมื่น ก็เปิดเพลงได้แล้ว ความเสรีนี้เองที่ทำให้จำนวนดีเจเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่จำนวนสล็อตงานแสดงในคลับ เทศกาล หรืออีเวนต์นั้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม การแข่งขันจึงโหดร้ายไม่ใช่น้อย

    ทางรอดและทางโต

    การสำรวจล่าสุดพบว่าดีเจส่วนใหญ่มีรายได้ไม่ยั่งยืน ดีเจที่รอดและเติบโตล้วนเป็นกลุ่มที่ปรับตัวต่อเนื่อง โดยหลายคนต้องมีงานประจำนอกวงการเพลงถึงจะอยู่ได้

    ดีเจ (DJ) นั้นย่อมาจากคำว่า Disc Jockey หมายถึง ผู้จัดรายการเพลง ผู้เลือกเพลง และเปิดเพลงเพื่อความบันเทิงแก่ผู้ฟัง โดยมีหน้าที่สร้างสรรค์บรรยากาศผ่านเสียงเพลง ทั้งในสถานีวิทยุ คลับ ผับ งานอีเวนต์ หรือผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยใช้ทักษะการมิกซ์เพลง (Mixing) และการสแครชแผ่น (Scratching) เพื่อเชื่อมโยงเพลงให้ต่อเนื่องและน่าสนใจ

    ดีเจสามารถแบ่งประเภทได้ 5 กลุ่มหลัก คือ

    1. Radio DJ หรือดีเจจัดรายการวิทยุ พูดคุย เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงและข้อมูลที่น่าสนใจ
    2. Club DJ ดีเจผู้เปิดเพลงตามคลับ ไนต์คลับ หรืองานปาร์ตี้ เน้นความสนุกสนานต่อเนื่อง
    3. Mobile DJ ดีเจผู้รับงานนอกสถานที่ เช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยง งานอีเวนต์
    4. Producer/Remixer DJ ดีเจที่ทำเพลงเองหรือรีมิกซ์เพลงใหม่ ให้เหมาะกับการใช้งาน
    5. Turntablist ดีเจที่เน้นทักษะการสแครชแผ่น (Scratch) เพื่อสร้างจังหวะใหม่

    ตามหลักการแล้ว หน้าที่หลักของดีเจคือการคัดเลือกเพลงให้ตรงกับบรรยากาศ สถานที่ และกลุ่มผู้ฟัง จากนั้นจะมิกซ์เสียง เชื่อมโยงเพลงต่อเพลงให้ต่อเนื่องกัน โดยไม่สะดุด สร้างบรรยากาศ ใช้ดนตรีควบคุมอารมณ์คนฟังในปาร์ตี้

    อย่างไรก็ตาม การสำรวจของ Toolroom Academy พบว่า 76% ของศิลปินอิเล็กทรอนิกส์บอกว่ารายได้ไม่ยั่งยืน และ 82% ต้องมีงานประจำนอกวงการเพลงถึงจะอยู่ได้ โดยดีเจที่ทำงานเต็มเวลามีสัดส่วนถึง 56%

    ทางรอดของดีเจวันนี้คือการปรับตัวในหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือการย้ายไปอยู่เมืองที่เป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่ เช่น ลอนดอนที่มีโปรไฟล์ดีเจมากที่สุด 14,284 คน แอคทีฟ 18.8% ยังมีเบอร์ลิน และอัมสเตอร์ดัม ที่มีสถิติสูงมาก และการอยู่ในเมืองเหล่านี้ก็ย่อมเพิ่มโอกาสชัดเจน

    ดีเจบางรายเลือกสร้างโอกาสเองด้วยการจัดปาร์ตี้ หรืออีเวนต์ชั่วคราว ยังมีคลับอินดี้ที่ดีเจหลายคนหันมาจัดเองแบบไม่รอให้คนอื่นจ้าง เพราะโซเชียลมีเดียทำให้โปรโมตง่ายขึ้นมาก

    การสำรวจพบว่าดีเจวันนี้ไม่พึ่งพาแค่ค่าตัวงานแสดง แต่กว่า 16% ผลิตเพลงให้คนอื่น, 13% ทำซาวด์เอ็นจิเนียร์, 8% สอนคอร์สดีเจหรือโปรดักชัน ทั้งหมดเป็นการสร้างพอร์ตในอาชีพที่ยั่งยืนระดับหนึ่ง

    และที่สำคัญมากในปี 2026 คือการผลิตเพลง เนื่องจากดีเจที่โปรดิวซ์เพลงเอง จะได้เครดิตและงานมากกว่า แม้แต่ Jay Carder จาก Erbium Records ยังบอกว่าการมีเพลงปล่อยช่วยให้ได้งาน แต่ความเก่งในการทำดีเจและความเรียลส่วนตัว ก็สำคัญไม่แพ้กัน

    ดีเจตัวท็อป ทรงอิทธิพลโลก

    หากดูที่ชั้นบนสุดของพีระมิด พบว่าตัวเลขรายได้ปี 2025 ที่ดีเจระดับท็อปของโลกทำได้นั้นน่าสนใจมาก จากข้อมูลล่าสุดพบว่า Fred Again มีรายได้สูงสุดถึง 1.2 ล้านดอลลาร์ต่อคืน ขณะที่ Calvin Harris มีเรทที่ 1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อคืน

    ยังมี David Guetta ที่ทำได้ 800,000 เหรียญ Martin Garrix และ Swedish House Mafia ที่ถูกบันทึกว่ามีรายได้ 750,000 เหรียญ มากกว่า Marshmello, Skrillex และ Alesso ที่ทำได้ 700,000 720,000 และ 350,000 เหรียญต่อคืนตามลำดับ

    นี่อาจเป็นเหตุผลที่เทศกาลใหญ่ยอมจ่ายแพง เพราะดีเจเหล่านี้สร้างช่วงเวลาหรือ moment ที่คุ้มค่ากับการแชร์บนโซเชียล กลายเป็นกระแส และดึงดูดผู้ชมหลักแสนคนได้จริง

    สำหรับดีเจส่วนใหญ่ ปี 2026 ย่อมเป็นปีแห่งการปรับตัว ด้วยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยสร้างประสบการณ์ ขณะเดียวกันก็ต้องขยายตลาด และหันมาสร้าง community แทนการแข่งขันแบบเดิม

    โครงสร้างตลาดดีเจโลก 2026 จึงเติบโตเป็นเศรษฐกิจพันล้านต่อไป

    ที่มา : Attackmagazine, Persistence Market Research, Furtados School of Music, Tribune, Doubleclap

    ]]>
    1561890
    EDM ปลุกเศรษฐกิจ ดึงต่างชาติกระเป๋าหนักเที่ยวไทย ราคาบัตร VIP สูงสุดหลักล้านบาท https://positioningmag.com/1513055 Sat, 01 Mar 2025 08:01:14 +0000 https://positioningmag.com/?p=1513055 ดนตรี ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เชื่อมคนเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้พรมแดน โดยช่วงที่ผ่านมา “EDM เริ่มแพร่หลายในไทย และเป็นคีย์ไดเวอร์ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกระเป๋าหนักใช้จ่ายในไทยได้

    เราจะเห็นได้จากเทศกาลดนตรีอีดีเอ็ม มักจะทำนิวไฮราคาบัตรได้ตลอด เช่น โซน VIP อีดีเอ็มที่มีราคาขายถึง “หลักล้านบาท” ทีเดียว

    โดยช่วง เทศกาลสงกรานต์ เป็นอีเวนต์ใหญ่ของไทย เป็นแม่เหล็กสำคัญให้เทศกาลดนตรีอีดีเอ็มไทยกระหึ่มโลกในปี 2568 นี้!

    รชต ธันยาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วัน เอเชีย เวนเจอร์ส จำกัด
    รชต ธันยาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วัน เอเชีย เวนเจอร์ส จำกัด
    ผู้จัดงานเทศกาลดนตรีระดับใหญ่ กล่าวว่า ปี 2568 เตรียมลงทุน 500 ล้านบาท จัด 4 งานเทศกาลดนตรีใหญ่ใน กทม. เน้นแนว EDM

    ประเดิมงานแรก คือ SIAM Songkran Music Festival ตรง RCA ใช้เงินลงทุน 250 ล้านบาท ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมงาน 100,000 คน (ปีก่อน 70,000 คน) แบ่งเป็นคนไทย 50% และต่างชาติ อาทิ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น 50%

    SIAM Songkran Music Festival แต่ทุกรายละเอียดเราจะผสมความเป็นไทยเข้าไป ตั้งแต่งานอาร์ต ของที่ระลึก รวมถึงเทศกาลของไทย ซึ่งประเทศอื่นทำไม่ได้ นำมาเป็นจุดเด่น”

    โดย ราคาบัตร ของ SIAM Songkran Music Festival เริ่มต้น 2,000-12,000 บาท ส่วนโซน VIP ราคา 5 ล้านบาท/โต๊ะ เข้าได้ 30 คน ตลอด 4 วันที่จัดงาน

    ขณะที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเตรียมเข้าไทยช่วงวันสงกรานต์ ปี 2568 มีประมาณ 12 ล้านคน จะช่วยเป็นส่วนสนับสนุนให้การจัดงานในครั้งนี้ได้รับการตอบรับดี

    “งานเทศกาลดนตรีมีการใช้จ่ายสูงมาก ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มางานเทศกาลดนตรี ใช้จ่ายเริ่มต้น 20,000-30,000 บาท/คน/ทริป และบางกลุ่มใช้เงินสูงถึง 100,000 บาท/คน/ทริป ผลกระทบทางอ้อมจากมิวสิคเฟสติวัล คือ ดันราคาโรงแรมใกล้ที่จัดงานเพิ่มขึ้น 3 เท่า”

    ส่วนในภาพรวมเศรษฐกิจจากเทศกาลดนตรีมีมูลค่าราว ๆ 1,000 ล้านบาท และสร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ อาทิ อาหาร โรงแรม อีกประมาณ 7,000-7,500 ล้านบาท

    ทั้งนี้ วันเอเชีย เวนเจอร์ส คาดหวังรายได้จาก SIAM Songkran Music Festival ปี 2568 อยู่ที่ 250 ล้านบาท และรายได้ทั้งปี 600 ล้านบาท จากปีก่อนที่ทำได้ 300-350 ล้านบาท

    อย่างไรก็ดี ตนมองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางเทศกาลดนตรีระดับสากล ด้วยความพร้อมของโรงแรม ภาคการท่องเที่ยว อาหาร และระบบคมนาคม สามารถแข่งขันได้กับทั้งสิงคโปร์ หรือกระทั่งเกาหลีใต้

    โดยเฉพาะในระยะหลังที่ภาครัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายซอฟต์พาวเวอร์มากขึ้น และสนับสนุนผู้ประกอบการ อาทิ ด้านการลดภาษีนำเข้าสินค้าที่จำเป็นในอุตฯ ดนตรี เป็นต้น

    ทว่าปัจจัยเสี่ยงธุรกิจก็ยังคงมี จากปีที่ผ่านมามีการจัดอีเวนต์-คอนเสิร์ตใหญ่มากขึ้น ทำให้การแข่งขันดุเดือด ทำให้มีงานสเกลใหญ่บางส่วนล้มหายไปบ้าง…

    ]]>
    1513055
    บูมอีสาน! “ยูดี ทาวน์” อัดงบ 40 ล้านจัดสงกรานต์ “EDM” ปี’66 กรุยทางดึงจีนสายมูเที่ยว “อุดร” https://positioningmag.com/1422060 Tue, 07 Mar 2023 07:32:22 +0000 https://positioningmag.com/?p=1422060 สายแดนซ์เตรียมพร้อม “ยูดี ทาวน์” เตรียมจัดใหญ่ UDON SONGKRAN FESTIVAL 2023 จัดปาร์ตี้ดนตรี “EDM” รับช่วง “สงกรานต์” ใหญ่ที่สุดที่เคยจัดในภาคอีสาน คาดการณ์ปี’66 ท่องเที่ยว “อุดร” ฟื้นตัวได้เท่าก่อนโควิด-19 ลุ้นดึงนักท่องเที่ยวจีน “สายมู” ทัวร์ริมโขง-ไหว้พระขอพร

    “ยูดี ทาวน์” ศูนย์การค้าท้องถิ่นแห่งอุดรธานี เตรียมกลับมาจัดเทศกาลสงกรานต์ครั้งใหม่ใหญ่กว่าเดิมในงาน UDON SONGKRAN FESTIVAL 2023 ระหว่างวันที่ 12-16 เมษายน 2566 บนพื้นที่ลานเดอะแลนด์ ขนาด 12,000 ตร.ม. พร้อมอุโมงค์น้ำขนาดยักษ์

    ไฮไลต์งานนี้คือเทศกาลดนตรี EDM Party ที่จะจัด 4 คืนต่อเนื่อง (13-16 เม.ย. 66 เวลา 17:00-24:00 น.) พร้อมเชิญศิลปิน-ดีเจทั้งในไทยและต่างประเทศกว่า 40 ราย เปิดรายชื่อดีเจระดับโลกที่จะมาแสดงในงาน เช่น Mike William จากเนเธอร์แลนด์, Gammer จากสหราชอาณาจักร, Bonka จากโคลัมเบีย ส่วนของไทยจะมีวงหมอลำอินเตอร์ฯ Paradise Bangkok ร่วมแสดง

    ยูดี ทาวน์
    ยูดี ทาวน์ อุดรธานี

     

    ปาร์ตี้ EDM ต้อนรับชาวอีสานกลับบ้าน-เศรษฐีชาวลาว

    “อภิชา วีรชาติยานุกูล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อุดรพลาซ่า จำกัด รุ่นสองของกลุ่มยูดี ทาวน์ กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่าเป็นการกลับมาในรอบ 3 ปี โดยงานดนตรี EDM ทางยูดี ทาวน์มีการจัดครั้งแรกเมื่อปี 2559 เริ่มจากงานขนาดเล็ก ก่อนจะขยายใหญ่ขึ้นทุกปีจนถึงปี 2562 ที่จัดครั้งสุดท้ายก่อนต้องหยุดจัดอีเวนต์ใหญ่เพราะโควิด-19

    งานครั้งนี้ใช้งบลงทุนไป 30-40 ล้านบาท จัดใหญ่กว่าเมื่อปี 2562 ถึง 2 เท่า และคาดว่าจะมีทราฟฟิกเฉพาะในงานนี้รวม 5 วัน 100,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 20,000 คน

    ตัวอย่าง headliner งาน

    ราคาตั๋วในงานจะมีตั้งแต่ระดับสูงสุด VVIP First Class ราคาเหมา 4 วัน 100,000 บาทต่อโต๊ะ 6 ท่าน ซึ่งจะได้สิทธิ Private Dry Zone ทางเข้าส่วนตัว ห้องน้ำส่วนตัว แพ็กเกจเครื่องดื่ม ฯลฯ ไปจนถึงตั๋วโซน GA ผู้ชมทั่วไป ราคา 400 บาทต่อวันต่อคน

    อภิชากล่าวว่า บริษัทคาดหวังรายได้ขั้นต่ำ 30 ล้านบาทจากงานนี้ และหากขายตั๋วได้เต็มอัตราน่าจะทำรายได้ได้ถึง 100 ล้านบาท

    “เป้าหมายของงานนี้จะเป็นคนวัย 20 ปีขึ้นไป ตอบโจทย์ชาวอุดรและชาวอีสานที่จะกลับมาเยี่ยมบ้านจากการไปทำงานที่กรุงเทพฯ และคนอีสานก็ต้องการเทศกาล EDM แบบนี้เหมือนกัน รวมไปถึงชาวลาวที่มีกำลังซื้อสูง สนใจเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์” อภิชากล่าว

    ยูดี ทาวน์ สงกรานต์
    งานสงกรานต์ที่ยูดี ทาวน์ รอบปี 2562

    งานครั้งนี้ยังมีการจัดพื้นที่ให้กับกลุ่ม VVIP แพ็กเกจทั้งหมดประมาณ 20% ของพื้นที่ เพิ่มขึ้นจากครั้งล่าสุดในปี 2562 ที่กันไว้ 10% ของพื้นที่ เพราะจากงานครั้งก่อนพบว่า แพ็กเกจระดับนี้ขายหมดเร็วมาก ไม่เหลือพอที่จะขายหน้างาน สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายมีกำลังซื้อและต้องการโต๊ะแบบ VVIP เพื่อสะท้อนไลฟ์สไตล์ของตน

    อีเวนต์ใหญ่รับสงกรานต์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวในช่วงหลังโควิด-19 ของยูดี ทาวน์ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เริ่มสั่งอาหารและสินค้าทางเดลิเวอรีมากขึ้น ทำให้ทราฟฟิกเข้าศูนย์ฯ ลดลงเหลือ 8,000 คนต่อวัน จากก่อนโควิด-19 มีลูกค้าเฉลี่ย 10,000 คนต่อวัน

    แม้ยอดขายของร้านค้าเช่าจะไม่ต่ำลงเพราะลูกค้าเพียงหันมาซื้อผ่านเดลิเวอรี แต่ศูนย์ฯ จะต้องปรับมามีอีเวนต์มากขึ้น และมีการตกแต่งใหม่บ่อยขึ้นเพื่อดึงให้คนมาใช้ชีวิต ถ่ายรูป มีความบันเทิงนอกบ้าน โดยอภิชากล่าวว่าจากนี้ยูดี ทาวน์จะมีอีเวนต์ใหญ่ทุกๆ 2 เดือน และมีพันธมิตรสำคัญคือ “ไทยเบฟเวอเรจ” และ “เป๊ปซี่” ที่จะสร้างสีสันผ่านคอนเสิร์ตหมุนเวียนเข้ามาต่อเนื่อง

     

    ท่องเที่ยวฟื้นปีนี้ หวังปีหน้าดึง “จีน” ทัวร์ทำบุญ

    ด้าน “ธนกร วีรชาติยานุกูล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุดรพลาซ่า จำกัด รุ่นหนึ่งผู้ก่อตั้งศูนย์ฯ เปิดภาพรวมการท่องเที่ยวในจังหวัดอุดรธานี จากสถิติผู้โดยสารเข้าออกทางเครื่องบินเมื่อปี 2565 มีผู้โดยสาร 1.77 ล้านคน ปี 2566 นี้เป็นไปได้ว่าจะมีผู้โดยสารทางเครื่องบินกลับไปเท่าปี 2562 คืออยู่ที่ 2.8 ล้านคนต่อปี เนื่องจากเที่ยวบินเข้าออกอุดรธานีเพิ่มขึ้นเกือบจะเท่ากับปีก่อนโควิด-19 แล้ว

    (จากซ้าย) อภิชา วีรชาติยานุกูล, ภาสกร วีรชาติยานุกูล, ธนกร วีรชาติยานุกูล

    ธนกรกล่าวถึงจุดยุทธศาสตร์ของอุดรธานีว่า เป็นจังหวัดศูนย์กลางการเดินทางไปหนองบัวลำภู สกลนคร นครพนม หนองคาย เวียงจันทน์ ได้สะดวก และมีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งเชิงธรรมชาติ/วัฒนธรรม เช่น ทะเลบัวแดง บ้านเชียง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวสายธรรมะ ไหว้พระทำบุญ อุดรธานีและทัวร์ภาคอีสานมีความโดดเด่นมาก เชื่อว่าจะเป็นจุดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ต่อเนื่อง

    นอกจากนักท่องเที่ยวไทยแล้ว ภาคอีสานยังคาดหวังว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเพิ่มขึ้นในอนาคต หลังการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เริ่มโปรโมตเส้นทางท่องเที่ยวริมโขง ตั้งแต่หนองคาย อุดรธานี ไล่ไปจนถึงนครพนม และชาวจีนเริ่มแสดงความสนใจ เนื่องจากชาวจีนบางกลุ่มก็มีความเชื่อในทางวัตถุมงคล การไหว้พระทำบุญ เช่นเดียวกับคนไทย เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการทำการตลาด อาจจะยังไม่เห็นชัดเจนในปีนี้ แต่ปี 2567 น่าจะเห็นชาวจีนเที่ยวอีสานมากขึ้น

     

    โรงแรมเติบโต วางแผนเปิดแห่งที่สองเพิ่ม

    “ภาสกร วีรชาติยานุกูล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนาทิพย์ 456 จำกัด รุ่นสองที่เข้ามาช่วยบริหารงานโรงแรมโมโค (MOCO) และศูนย์ประชุมนานาชาติมลฑาทิพย์ กล่าวว่า โรงแรมโมโคซึ่งเป็นบูทีคระดับ 4 ดาว ขนาด 68 ห้อง หลังเปิดมาเกือบ 2 ปี ปัจจุบันมีอัตราเข้าพักเฉลี่ย 60% และคาดว่าปีนี้น่าจะขยับเป็น 70-80% ได้ หลังการท่องเที่ยวฟื้นตัว เที่ยวบินกลับมาเปิดบินเต็มที่

    ส่วนศูนย์ประชุมฯ มลฑาทิพย์ก็เริ่มกลับมาคึกคัก มีงานอีเวนต์ แต่งงาน จัดประชุม ทุกวัน ขณะนี้อยู่ระหว่างกระตุ้นตลาดเพิ่ม

    ธนกรกล่าวต่อถึงแผนอนาคตของกลุ่มยูดี ทาวน์ ยังเหลือที่ดินอีก 2 แปลง แปลงละ 4 ไร่ รวมถึงที่ดินใกล้เคียงกับโรงแรมโมโคที่สามารถปรับการใช้งานได้ ที่ดินเหล่านี้กำลังวางแผนว่าอาจจะเปิดเป็นโรงแรมระดับกลาง ราคาห้องพักคืนละ 1,500-2,000 บาท คาดว่าจะก่อสร้างเป็นอาคาร 2 ชั้น 2 อาคาร รวม 140 ห้อง ใช้งบลงทุนราว 200 ล้านบาท แต่จังหวะการลงทุนอาจใช้เวลาอีก 2-3 ปีในการตัดสินใจ

    ]]>
    1422060