plant-based – Positioning Magazine https://positioningmag.com Thailand's Leading Marketing Magazine Mon, 02 Sep 2024 12:28:20 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.6 167543101 มองกลยุทธ์ ‘วี ฟาร์ม’ ทำไมต้องคอลแลป ‘ไร่สุวรรณ’ ออก ‘นมข้าวโพด’ ทั้งที่มีโปรดักส์เหมือนกัน? https://positioningmag.com/1488434 Mon, 02 Sep 2024 12:17:36 +0000 https://positioningmag.com/?p=1488434 หากใครเป็นสายเที่ยว โดยเฉพาะเที่ยว เขาใหญ่ เชื่อว่า ไร่สุวรรณ ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา คือแลนด์มาร์กที่ต้องแวะซื้อของฝาก โดยเฉพาะ น้ำนมข้าวโพด ที่เป็นสินค้าอันดับ 1 ของไร่สุวรรณ ล่าสุด ไร่สุวรรณ ได้ร่วมกับ วี ฟาร์ม ในการกระจายน้ำนมข้าวโพดไร่สุวรรณกระจายขายทั่วไทย คำถามคือ วี ฟาร์มมีน้ำนมข้าวโพดของตัวเองอยู่แล้ว ทำไมต้องร่วมกับไร่สุวรรณเพื่อออกโปรดักส์ที่เหมือนกันมาขายด้วย

ได้ทั้งแบรนด์ ได้ทั้งพื้นที่การขาย

ต้องยอมรับก่อนว่าแบรนด์ของ วี ฟาร์ม (V Farm) เกิดมาทีหลัง ไร่สุวรรณ พอสมควร เพราะวี ฟาร์มมีอายุเพียง 10 ปี แต่ไร่สุวรรณมีอายุ 60 ปี ดังนั้น กลุ่มคนที่รู้จักวี ฟาร์มและไร่สุวรรณจะเป็น คนละกลุ่ม โดยปัจจุบัน วี ฟาร์มมีฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษา และ First Jobber ส่วนกลุ่มแฟนพันธุ์แท้ไร่สุวรรณจะเป็นกลุ่มอายุ 30 ปีขึ้นไป ดังนั้น การร่วมกับไร่สุวรรณจะช่วย สร้างการรับรู้แบรนด์วี ฟาร์มไปในตัว

นอกจากนี้ วี ฟาร์มจะยัง ได้พื้นที่การขายเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบัน วี ฟาร์มครองพื้นที่การขายน้ำนมข้าวโพดเป็น อันดับ 1 ในช่องทางร้านค้าสะดวกซื้อ ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 64% ดังนั้น การมีสินค้าใหม่เพิ่มก็จะยิ่งช่วยให้วี ฟาร์มยึดพื้นที่การขาย ขึ้นอยู่กับว่าผู้บริโภคจะเลือกหยิบรสไหน ดังนั้น อาจดูเหมือนการเปิดตัวน้ำนมข้าวโพด วี ฟาร์ม x ไร่สุวรรณ จะดูเหมือนจะมา แข่งกันเองกับสินค้าเดิม แต่เป็นการต่อยอดให้ผู้บริโภครู้จักแบรนด์วี ฟาร์มมากขึ้น และช่วยขยายกลุ่มลูกค้า และเพิ่มทางเลือกของสินค้า

ไร่สุวรรณขยายตลาดโดยไม่ต้องลงทุนเอง

ไม่ใช่แค่วี ฟาร์มจะได้ชื่อของไร่สุวรรณมาช่วยขยายฐานลูกค้า แต่ไร่สุวรรณก็จะได้ฐานลูกค้าใหม่ ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกับไร่สุวรรณด้วย เนื่องจากสินค้าถูกกระจายไปสู่ เซเว่น อีเลฟเว่น กว่า 14,000 สาขา ดังนั้น หากลูกค้าที่เคยลองวี ฟาร์ม x ไร่สุวรรณ ก็อาจจะหาโอกาสไปลองชิมน้ำนมข้าวโพด ออริจินอล ที่ไร่สุวรรณได้

นอกจากนี้ การมาของวี ฟาร์มยังช่วยแก้ Pain Point ของไร่สุวรรณที่ไม่สามารถขยายสินค้าไปทั่วประเทศได้ เพราะปัจจุบันน้ำนมข้าวโพดไร่สุวรรณมีกำลังการผลิตเพียง 8,000 ขวดต่อวัน ซึ่งแทบจะขายให้นักท่องเที่ยวที่มาฟาร์ม ไม่พอ ด้วยซ้ำ นอกจากนี้ การที่น้ำนมข้าวโพดไร่สุวรรณจำหน่ายไปทั่วประเทศ ยังทำให้ทางไร่ประเมิน ดีมานด์ เพราะปัจจุบันทางไร่สุวรรณมีแผนจะ เพิ่มกำลังการผลิต เป็น 1 หมื่นขวดต่อวัน ซึ่งต้องศึกษาตลาดให้ดี โดยเฉพาะการมาของทางหลวงพิเศษ (Motorway) จะมีผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวหรือไม่

“เนื่องจากศูนย์วิจัยข้าวโพด และข้าวฟ่างแห่งชาติ หรือ ไร่สุวรรณ เป็นส่วนหนึ่งของคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดังนั้น เราไม่ได้เป็นองค์กรแสวงหากำไร เน้นดำเนินการวิจัยและพัฒนา รวมถึงช่วยเกษตรกรในพื้นที่ ดังนั้น นี่จึงเป็นข้อจำกัดในการขยายตลาด แต่หลังจากกฎระเบียบต่าง ๆ ผ่อนคลาย การร่วมมือกับวี ฟาร์ม ก็ช่วยให้เราขยายตลาดได้มากขึ้น” รศ.ดร.ธานี ศรีวงศ์ชัย คณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าว

รศ.ดร.ธานี ศรีวงศ์ชัย คณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

วี ฟาร์มเติบโต ไร่สุวรรณมีรายได้ใหม่ ๆ

อภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วี ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่า จากการออกน้ำนมข้าวโพดวี ฟาร์ม x ไร่สุวรรณ จะสร้างการเติบโตให้บริษัทได้ 20% หรือคิดเป็นรายได้กว่า 250 ล้านบาท และเพิ่มสัดส่วนทางการตลาดได้อีกกว่า 10% เนื่องจากมองว่าน้ำเทรนด์นมข้าวโพดอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะตลอด 1 ปีที่ผ่านมา สินค้านมข้าวโพดของวี ฟาร์มสามารถสร้างการเติบโตได้สูงถึง 3 เท่า มียอดขายเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000-9,000 ขวดต่อวัน

ขณะเดียวกัน ไร่สุวรรณจะมีรายได้จากยอดขายตามที่ตกลงกับวี ฟาร์ม รวมถึงรายได้จากการ ขายเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากวี ฟาร์มได้ร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรในการรับซื้อผลผลิต และนำเมล็ดไปขยายพื้นที่ปลูกเพื่อให้มีวัตดุดิบเพียงพอ ดังนั้น ในส่วนของเกษตรกรเองก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีพื้นที่ในการเพาะปลูกข้าวโพดพันธุ์อินทรี 2 หรือสายพันธ์ไร่สุวรรณ

เบื้องต้น จำนวนการผลิตภัณฑ์น้ำนมข้าวโพด วี ฟาร์ม X ไร่สุวรรณ อยู่ที่วันละประมาณ 5,000 ขวด จากข้าวโพดไร่สุวรรณ 5 ตัน โดยข้าวโพดไร่สุวรรณจะต้องส่งเข้าสู่กระบวนการผลิตภายใน 24 ชม. เพื่อรักษาคุณภาพสูงสุด ด้วยกระบวนการพาสเจอร์ไรซ์ ไม่ผสมแป้ง หรือนมผง และไม่ใส่วัตถุกันเสีย โดยสามารถเก็บได้นาน 12 วัน

อภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วี ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) จำกัด

ตลาดนม Plant-based ยังโตต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ตลาดน้ำนมจากพืช (Plant-based Milk) ในปีที่ผ่านมาเติบโตได้ประมาณ +8-9% ซึ่งถือว่าเติบโตกว่านมวัวที่โตเพียง 6% ขณะที่ตลาดนมทางเลือกทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตได้ +13% CAGR ไปจนถึงปี 2030 โดยทางวี ฟาร์มก็มีแผนขยายไปในต่างประเทศ เบื้องต้นได้ขยายไปในกลุ่มประเทศ CLMV และกำลังดูถึงโอกาสในการขยายไปในประเทศมาเลเซีย, เวียดนาม, เกาหลีใต้ จีน และญี่ปุ่น โดยจะเป็นการนำเข้าจากประเทศไทยไปวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต และในอนาคตค่อยพัฒนาร่วมกับพาร์ทเนอร์ และผลิตสินค้าแบบ OEM ในประเทศนั้น ๆ

ปัจจุบัน น้ำนมข้าวโพดคิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 20% เป็นรองจาก ข้าวโพดฝัก (60%) อีก 20% ที่เหลือเป็นกลุ่มขบเคี้ยวแบรนด์ตระกร้า

]]>
1488434
ยอดขาย ‘Beyond Meat’ ร่วง 20% ซีอีโอชี้ ปีนี้ไม่หวังเติบโต ขอมุ่งทำ ‘กำไร’ เป็นหลัก https://positioningmag.com/1420654 Fri, 24 Feb 2023 04:19:41 +0000 https://positioningmag.com/?p=1420654 นับตั้งแต่ปี 2022 สถานการณ์ของ ‘Beyond Meat’ (บียอนด์ มีท) ก็ไม่ค่อยจะดีนัก เพราะเมนู plant-based ที่จับมือกับหลายแฟรนไชส์ดัง ๆ อาทิ McDonald’s ก็ไม่ปัง แถม ผู้บริหาร ก็แห่ ลาออก อีก และในปี 2023 บริษัทก็คาดว่ารายได้จะลดลงอีก ทำให้บริษัทเลือกจะเน้นไปที่การทำกำไรมากกว่ายอดขาย

Beyond Meat ได้รายงานผลประกอบการ Q4/2022 โดยมีรายได้ 79.9 ล้านดอลลาร์ ขาดทุนสุทธิ 66.9 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.05 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งน้อยกว่าผลขาดทุนสุทธิ 80.4 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.27 ดอลลาร์ต่อหุ้นในปีก่อนหน้า ขณะที่ ยอดขายลดลง -20.6% อย่างไรก็ตาม กำไรของบริษัทเติบโตขึ้น 14%

“จากการลดขนาดฐานการผลิตลง และจัดการระดับพนักงานฝ่ายผลิตได้ดีขึ้น ทำให้เรามีกำไรมากขึ้น” อีธาน บราวน์ ซีอีโอ บียอนด์ มีท กล่าว

บริษัท กล่าวว่า ความต้องการเนื้อสัตว์ทดแทนยังคงอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ผู้บริโภคเองกำลังเจอกับปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้บริษัทต้องดึงดูดใจลูกค้าโดยการ ลดราคา ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อน้ำหนักของสินค้า ลดลง 4.4% ทั้งนี้ เฉพาะยอดขายในสหรัฐฯ ของบริษัท ลดลง 20.9%

สำหรับภาพรวมปี 2023 บริษัทยังคาดว่า ยอดขายจะยังคงหดตัว โดยมีรายได้ประมาณ 375-415 ล้านดอลลาร์ ลดลง 1-10% ดังนั้น แทนที่จะเพิ่มยอดขาย เป้าหมายหลักทางธุรกิจของบริษัทคือการ สร้างกระแสเงินสดให้เป็นบวกในช่วงครึ่งหลังของปี โดยอัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะอยู่ที่เลขสองหลัก

หลังจากที่ความต้องการของเมนู plant-based พุ่งสูงขึ้นในช่วงแรกที่โควิดระบาด แต่มาในปี 2022 สถานการณ์กลับผลิกผัน เนื้องจากผู้บริโภคหันกลับไปบริโภคเนื้อสัตว์แบบปกติ เนื่องจาก plant-Based มีราคาที่สูงกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออัตราเงินเฟ้อผลักดันให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น

“เราเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อที่สูงอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจที่ชะลอตัว การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมลดการซื้อขายของผู้บริโภคในกลุ่มโปรตีน ล้วนส่งผลเสียต่อการเติบโตของหมวดหมู่และแบรนด์ของเรา แต่เราเชื่อว่านี่จะเกิดขึ้นชั่วคราว” Lubi Kutua ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินกล่าว

หลังจากที่ยอดขายร่วงอย่างหนัก ทำให้ Beyond Meat ได้เปลี่ยนจากกลยุทธ์ที่เน้น การเติบโตเหนือสิ่งอื่นใด กลายมาเป็นการรักษาเงินสด ลดสินค้าคงคลัง และมุ่งสร้างผลกำไร โดยปีที่แล้ว บริษัทได้มีการเลิกจ้างพนักงานไปแล้ว 2 รอบโดยลดจำนวนพนักงานลงกว่า 1 ใน 5

ไม่ใช่แค่ Beyond Meat แต่ผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาด plant-based ก็ปรับกลยุทธ์ไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากความต้องการลดลง โดยมีรายงานว่า Impossible Foods กำลังลดพนักงานลง 20% หลังจากเลิกจ้างพนักงาน 6% ในปีที่แล้ว เป็นต้น

]]>
1420654
ไหวไหม! ‘Beyond Meat’ ลดคนเพิ่มอีก 19% แถม ‘ผู้บริหารระดับสูง’ แห่ ‘ลาออก’ https://positioningmag.com/1404344 Fri, 14 Oct 2022 14:42:29 +0000 https://positioningmag.com/?p=1404344 ถือเป็นหนึ่งบริษัทที่ปังมาก ๆ ตั้งเเต่ IPO ในปี 2019 แต่จู่ ๆ ปี 2021 Beyond Meat ผู้ผลิต plant-based หรืออาหารที่ทำมาจากพืชก็หุ้นดิ่งฮวบ ๆ ล่าสุด ไม่ใช่แค่เรื่องยอดขายที่ตกลง แต่ภายในเองเหมือนกำลังระส่ำ เพราะผู้บริหารระดับสูงหลายคนทยอย ลาออก ขณะที่บริษัทเองต้องลดคนเพิ่มอีก 19%

จากที่เคยประกาสลดจำนวนพนักงานลง 4% ในเดือนสิงหาคม ล่าสุด บียอนด์ มีท (Beyond Meat) ก็มีแผนจะลดพนักงานอีก 19% หรือประมาณ 200 คน จากพนักงานราว 1,100 คน (สิ้นสุดปี 2021) โดยการปรับลดคนครั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวนั้นมีเพื่อทำให้กระแสเงินสดของบริษัทกลับมาเป็นบวกอีกครั้งโดยการลดพนักงานครั้งนี้คาดว่าจะช่วยให้บริษัทลดค่าใช้จ่ายได้ราว 39 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 12 เดือนจากนี้

“เรากำลังลดค่าใช้จ่ายลงอย่างมากและเน้นที่ชุดลำดับความสำคัญในการเติบโตที่สำคัญ” Ethan Brown ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าว

ภายในปีนี้ ราคาหุ้นของบริษัทลดลงถึง 77% ยอดขายที่ลดลงของบริษัท จากบริษัทที่ IPO ครั้งแรกในราคา 25 ดอลลาร์สหรัฐ และเคยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 234.90 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2019 แต่ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2021 หุ้นของบริษัทก็ดิ่งต่อเนื่องจน ต่ำกว่า IPO โดยล่าสุดซื้อขายกันที่ราคาประมาณ 14 ดอลลาร์ต่อหุ้น เท่านั้น ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทเหลือไม่ถึง 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ที่ผ่านมา บริษัทไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องยอดขาย หรือเมนูที่ร่วมกับแบรนด์ดังยังไปไม่รอด แต่ยังมีข่าวฉาวของผู้บริหารระดับสูงอีกด้วย อาทิ Doug Ramsey ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของบริษัท ที่ถูก จับกุม ในข้อหากัดจมูกของชายคนหนึ่งและทุบรถในโรงจอดรถ และต้องลาออกจากบริษัทไป

นอกจากนี้ ตำแหน่ง Chief Growth Officer ของบริษัทก็ได้ถูกยุบไป โดย Deanna Jurgens ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวกำลังจะลาออกจากบริษัท นอกจากนี้ Philip Hardin ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ก็เพิ่งจะ ลาออกจากตำแหน่งเมื่อต้นสัปดาห์นี้ โดยบริษัทได้ให้ Lubi Kutua ซึ่งเคยเป็นรองประธานของ Beyond Meat ด้านการวางแผนและวิเคราะห์ทางการเงิน รวมถึงนักลงทุนสัมพันธ์ เข้ารับตำแหน่งดังกล่าวแทน

ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับลดคาดการณ์รายได้ทั้งปี จากเดิมอยู่ที่ 470-520 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือ 400-425 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากความต้องการที่ชะลอตัว เพราะผู้บริโภคมองหาตัวเลือกที่ถูกกว่า หลังจากที่เจอปัญหาเงินเฟ้อ

Source

]]>
1404344
Kleens Station @ JAS Green Village คาเฟ่สุขภาพเต็มรูปแบบ https://positioningmag.com/1397930 Sun, 09 Oct 2022 13:22:24 +0000 https://positioningmag.com/?p=1397930 “Kleens Station” ลุยขยายสาขาต่อ บุก Comunity Mall เปิดสาขาเต็มรูปแบบที่ “JAS Green Village สาขาคู้บอน” คาเฟ่สุขภาพเต็มรูปแบบ เอาใจวัยรุ่น วัยทำงาน ที่มีไลฟ์สไตล์ชื่นชอบการกินอาหารเพื่อสุขภาพ ชู “Plant Based” โปรตีนสูง-แคลต่ำ-หวานน้อย พร้อมเสิร์ฟความอร่อยถึงที่

นายบุรพัฒน์ ธรรมจรีย์ กรรมการ บริษัท คลีนส์ ช็อป จำกัด ผู้บริหารร้าน Kleens Station (คลีนส์ สเตชั่น) เปิดเผยว่า

หลังจากเปิดให้บริการ “Kleens Station” ที่ JAS Green Village สาขาคู้บอนในรูปแบบ full function คาเฟ่สุขภาพเต็มรูปแบบ ปรากฏว่าได้รับความสำเร็จอย่างสูง มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ทั้งเข้ามานั่งทานอาหาร เครื่องดื่ม ในร้านและซื้อกลับบ้าน รวมถึงยอดสั่งซื้อทางออนไลน์ Grab, LINEMAN, Robinhood และ Food Panda

kleens

“Kleens Station” ที่ JAS Green Village สาขาคู้บอน เป็นสาขาที่ให้บริการเต็มรูปแบบและครบวงจรมากที่สุด ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ที่ชื่นชอบดื่มด่ำกับบรรยากาศชิลล์ๆ แบบคาเฟ่ ภายในร้านออกแบบสไตล์โมเดิร์น สวย โปร่ง โล่ง สบาย มีกลิ่นอายในรูปแบบของความรักสุขภาพ และชอบอัปเดตเทรนด์สุขภาพแนวใหม่ๆ มีที่นั่งรองรับลูกค้าจำนวนมาก

“ความสำเร็จของ “Kleens Station” ที่ JAS Green Village สาขาคู้บอน นอกเหนือจากการออกแบบร้านให้โดนใจกลุ่มเป้าหมายสายเฮลท์แล้ว ทุกเมนูอาหาร เบเกอรี่ และเครื่องดื่ม ล้วนตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเมนู Street Food (Thai Food), Japanese, Burger and Steak, Salad, Pizza โดย Plant Based เป็นเมนูที่ได้รับความนิยมมาก เพราะการสร้างสรรค์เมนูให้มีรสชาติกลมกล่อม อร่อยถูกใจที่มาพร้อมคุณภาพอาหารที่มีโปรตีนสูง แคลต่ำ ที่สำคัญหวานน้อย เหมาะสำหรับผู้รักสุขภาพตัวจริง ”

kleens

kleens

นายบุรพัฒน์ กล่าวว่า ความโดดเด่นของ “Kleens Station” ที่ JAS Green Village สาขาคู้บอน อยู่ที่มีการสร้างสรรค์เมนูโดยเชฟระดับมืออาชีพให้เข้ากับเทรนด์อาหารที่ได้รับความนิยม โดยเมนู Plant Based ได้รับความนิยมทั้งจากทางออนไลน์และออฟไลน์ มีหลากหลายเมนู ได้แก่

  1. Thai Food (Street Food) ผัดกะเพราหมูสามชั้น, ผัดกะเพราหมูสับ, หมูสามชั้นผัดพริกเกลือ, ข้าวผัดควินัวเนื้อปู, ลาบหมู, ยำวุ้นเส้นเนื้อปู เมนูที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ ข้าวผัดควินัวปู ที่รสชาติกลมกล่อมถูกใจผู้ที่ชื่นชอบปู
  2. Japanese Food บันเนื้อบดเม็กซิกัน, บันเนื้อบดซอสบาร์บีคิว, บันหมูสามชั้นเทอริยากิ, บันปูมายองเนส, ข้าวหมูสามชั้นเทอริยากิ, ข้าวหมูสามชั้นทงคัตสึ, ข้าวแกงกะหรี่ และข้าวแกงกะหรี่ทงคัตสึ ที่ได้รับความนิยมมากไม่แพ้อาหารไทย
  3. Burger and Steak เบอร์เกอร์เนื้อ (แป้งโฮลวีท หรือแป้งชาโคล), แฮมเบิร์กทงคัตสึ โดยเบอร์เกอร์เนื้อแป้งโฮลวีท เป็นที่ถูกใจของผู้นิยมบริโภคเนื้อ
  4. Salad สลัดเม็กซิกัน, สลัดซีซ่าร์, สลัดญี่ปุ่นได้รับความนิยมจากผู้ที่ชอบกินผัก
  5. Pizza พิซซ่าฮาวาเอี้ยน, พิซซ่าสไปซี่, พิซซ่าเนื้อปู, พิซซ่าหมูสามชั้นบาร์บีคิว โดยพิซซ่าเนื้อปูเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเมนูอีกหลากหลายเมนูให้เลือกชิมกันอย่างเต็มที่ อาทิ Mushroom Soup, Pumpkin Soup, Corn Soup, โชยุราเมง, มิโซะราเมง, ยากิโซบะ, เฝอเวียดนาม และเมนูอาหารคลีนอีกหลายหลายเมนู

นอกจากอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างมากแล้ว เบเกอรี่และเครื่องดื่มคุณภาพระดับพรีเมียมก็ได้รับความนิยม เพราะรสชาติถูกใจสายเฮลท์ อีกทั้งยังแคลต่ำดีต่อสุขภาพเหมาะกับผู้ที่ต้องการคุมน้ำหนัก เราใช้ความหวานทดแทนน้ำตาล ไขมันต่ำด้วยผลิตภัณฑ์เนย นม น้ำตาล ชีสจากวัตถุดิบธรรมชาติ 100% จึงไม่มีไขมันทรานส์โปรตีนคุณภาพสูงจากไอโซเลทเวย์โปรตีน ช่วยเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ และคุมน้ำหนัก

เครื่องปรุงต่างๆ และขนมขบเคี้ยวเพื่อความสวยความงาม ก็ล้วนแล้วแต่เน้นสินค้าที่มีคุณภาพ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคกลุ่มต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

อาหารโปรตีนสูง แต่ไขมันต่ำ นํ้าตาล และแคลอรีตํ่า สินค้าเพื่อสุขภาพแบรนด์ดังๆ มากมาย เช่น ข้าวกล่องดีเจภูมิ, Homie

กาแฟหอมๆ ทานคู่กับมินิเค้กหวานน้อยแคลต่ำ เข้ากันอร่อยอย่างลงตัว รวมถึงชากาแฟ และน้ำสมุนไพร น้ำผลไม้ เครื่องดื่มหวานน้อยอร่อยมาก ภายใต้แบรนด์ คลีนส์ และแบรนด์ดังๆ ที่ได้รับความไว้ใจในเรื่องคุณภาพ และรสชาติดี เช่น Deroxi, เจลลี่บี

เบเกอรี่หลากหลายเมนู และเราคัดสรรขนมหรือเบเกอรี่ที่มีคุณภาพมากมาย ซึ่งเบเกอรี่และขนมขบเคี้ยวต่างๆ นั้นได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม

ขณะเดียวกัน Kleens Station มีครัว และโรงงานผลิตที่ดีใส่ใจในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต เน้นความสะอาดและความปลอดภัยในผลิต ทำให้ได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ Good Manufacturing Practice (GMP), Hazard Analysis and Critical Control Point (HACCP) มุ่งเน้นความอร่อย และแคลต่ำ สดใหม่ ปลอดภัย คุณภาพสูงบนมาตรฐานระดับสากล

นายบุรพัฒน์ กล่าวว่า ความต้องการบริโภคสินค้าคลีนจำนวนมาก ทำให้บริษัทเปิดขายแฟรนไชส์ เพื่อให้มีสาขาครอบคลุมทุกพื้นที่ โดย Kleens Station จะสนับสนุนแฟรนไชส์ในการบริหาร และจัดการธุรกิจร้านด้วยทีมงานมืออาชีพ พร้อมคำแนะนำต่างๆ รวมถึงการฝึกอบรมพนักงาน ให้มีความเชี่ยวชาญทั้งการชงเครื่องดื่ม และการให้บริการที่ได้มาตรฐาน การจัดหา และส่งมอบวัตถุดิบต่างๆ ที่มีคุณภาพดี โดยเปิดให้ผู้สนใจร่วมลงทุนมีรูปแบบให้เลือกหลากหลายแบบด้วยกันดังนี้

Shop Type S เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีขนาดจำกัดขนาดพื้นที่ : ตั้งแต่ 15 – 40 ตร.ม. เลือกประเภทได้ 1 ประเภท (Bakery, Drink, Plant Based)

Shop Type M เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีขนาดกลางหรือเป็นห้องขนาดพื้นที่ : ตั้งแต่ 40 – 80 ตร.ม. เลือกประเภทได้ 2 ประเภท (Bakery, Drink, Plant Based, Retailer)

Shop Type L/Full Function เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ ขนาดพื้นที่ : ตั้งแต่ 80 – 150 ตร.ม.

Full Function (Bakery , Drink , Plant Based , Retailer) ไม่เพียงร้านค้าในรูปแบบ Shop แต่ยังมีให้เลือกในรูปแบบ Kiosk/Food Truck เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีขนาดเล็ก และมีพื้นที่จำกัด

สามารถเลือกซื้ออาหาร เบเกอรี่ และเครื่องดื่ม จากร้าน Kleens Station ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ซึ่งบริการจัดส่งสินค้าจากผู้ให้บริการชั้นนำของประเทศที่มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับเช่น Grab, LINEMAN, Robinhood และ Food Panda

สามารถสั่งซื้ออาหาร เบเกอรี่ เครื่องดื่ม ในช่องออนไลน์ ได้ที่

อ่านเพิ่มเติม

Kleens Station รุกหนักขยายตลาด Plant-Based ยก Food Truck La Villa Ari ต้นแบบความอร่อย

]]>
1397930
Kleens Station รุกหนักขยายตลาด Plant-Based ยก Food Truck La Villa Ari ต้นแบบความอร่อย https://positioningmag.com/1392240 Sun, 07 Aug 2022 14:04:57 +0000 https://positioningmag.com/?p=1392240 Kleens Station เดินหน้าขยายสาขาครอบคลุมทุกมุมเมือง ชู “Plant-Based” สุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพ โปรตีนสูง-แคลต่ำ-หวานน้อย เผย Food Truck สาขาแรกที่ La Villa Ari ต้นแบบความอร่อย-สุขภาพดี ชวนสายเฮลท์เลือกซื้อ “Plant-Based” ได้ที่ Kleens Station สาขาปตท.วิภาวดี ราบ 1, สาขาคาลเท็กซ์ ศรีนครินทร์, สาขาคาลเท็กซ์ บางใหญ่ และ JAS Green Village สาขาคู้บอน

นายบุรพัฒน์ ธรรมจรีย์ กรรมการ บริษัท คลีนส์ ช็อป จำกัด ผู้บริหารร้าน Kleens Station เปิดเผยว่า

“สภาพตลาดรวม Plant-Based (แพลนท์เบส) โลก ในปี 2564 ที่ผ่านมามีมูลค่าประมาณ 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า ตลาดจะเติบโตขึ้น 2 เท่า เนื่องจากกระแสรักสุขภาพมาแรง ผู้บริโภคให้ความสำคัญในการเลือกบริโภคอาหาร และเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่ง Plant-Based ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี”

สำหรับสภาพตลาดในประเทศไทยมีโอกาสเติบโตไปในทิศทางเดียวกับตลาดโลกที่มีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย Kleens Station ซึ่งเป็นผู้นำด้านอาหาร, เบเกอรี่, เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เห็นโอกาสในการทำตลาด จึงสร้างสรรค์เมนูอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยโฟกัสไปที่ Plant-Based ซึ่งเป็นโปรตีนจากพืช เพราะเป็นอาหารที่ดีมีคุณภาพ ให้โปรตีนสูงเช่นเดียวกับโปรตีนจากสัตว์ เน้นกลุ่มลูกค้าทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะอย่างคนรุ่นใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพ

นายบุรพัฒน์ กล่าวว่า เพื่อให้อาหารและเครื่องดื่มสุขภาพ โดยเฉพาะ Plant-Based ที่กำลังมาแรงได้รับความนิยมอย่างมาก Kleens Station จึงได้ขยายสาขาเพื่อตอบโจทย์คนเมืองในรูปแบบ Food Truck สาขาแรกที่ La Villa Ari ซึ่งหลังจากเปิดให้บริการได้ไม่นาน กลับได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากลูกค้าเก่า และลูกค้าใหม่ อีกทั้งยังมีสาขาให้บริการครอบคลุมทั่วทุกมุมเมือง โดยสามารถหาซื้ออาหารเมนู Plant-Based ได้ที่ Kleens Station สาขาปตท.วิภาวดี ราบ 1, สาขาคาลเท็กซ์ ศรีนครินทร์, สาขาคาลเท็กซ์ บางใหญ่ และ JAS Green Village สาขาคู้บอน

ความโดดเด่นของ Food Truck La Villa Ari อยู่ที่มีการสร้างสรรค์เมนูให้เข้ากับเทรนด์อาหารที่ได้รับความนิยมไม่ว่าจะเป็นเมนู Street food (Thai food), Japanese, Burger and Steak, Salad, Pizza โดยเมนู Plant-Based ที่ได้รับความนิยมทั้งจากทางออนไลน์และออฟไลน์ มีหลากหลายเมนู ได้แก่ อาหารไทย เมนูสุดฮอต ข้าวกะเพราหมูสามชั้น ข้าวหมูสามชั้นผัดพริกเกลือ ยำวุ้นเส้นเนื้อปู ข้าวผัดควินัวปู ส่วนอาหารญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมไม่แพ้อาหารไทย ได้แก่ ข้าวแกงกะหรี่ บันหมูสามชั้นเทอริยากิ ข้าวหมูสามชั้นเทอริยากิ และสำหรับอาหารยุโรปก็ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงานไม่แพ้กัน ได้แก่ พิซซ่า สลัดเม็กซิกัน เบอร์เกอร์ และแฮมเบิร์ก

โดยกระบวนการผลิต Kleens Station เน้นความสะอาดและความปลอดภัย ซึ่งได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ Good Manufacturing Practice (GMP), Hazard Analysis and Critical Control Point (HACCP) มุ่งเน้นความอร่อย และแคลต่ำ สดใหม่ ปลอดภัย คุณภาพสูงบนมาตรฐานระดับสากล

นายบุรพัฒน์ กล่าวอีกว่า มีแผนที่จะเปิดสาขาเพิ่มให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด ภายในปี 2565 ทั้งในรูปแบบร้านที่บริหารเอง และแฟรนไชส์ ปัจจุบันมีสาขาหลายแห่งครอบคลุมทุกหัวมุมเมืองในจุดใหญ่ที่เข้าถึงง่าย ได้แก่ เซ็นทรัล พระราม 3, เซ็นทรัล พระราม 9, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, JAS Green Village คู้บอน, ปั๊มคาลเท็กซ์ บางใหญ่, ปั๊มคาลเท็กซ์ ศรีนครินทร์, ปั๊มปตท. ราบ 1 ถนนวิภาวดี และปั๊มปตท. พุทธมณฑล สาย 4, Food Truck La Villa Ari ซึ่งไม่เพียงแค่แผนขยายสาขาเท่านั้น แต่จะขยายไลน์สินค้าเพื่อสุขภาพให้มากขึ้นด้วย เพื่อให้มีความหลากหลายตอบสนองความต้องการทุกเพศ ทุกวัย

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์ไปกับครอบครัว Kleens Station มีแพ็กเกจเพื่อตอบสนองให้กับความต้องการของผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจได้หลายทางเลือก แบ่งเป็น

  • Shop Type S เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีขนาดจำกัดขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 15 – 40 ตร.ม. สามารถเลือกกลุ่มสินค้าได้มากกว่า 1 ประเภท (Bakery, Drink, Plant-Based)
  • Shop Type M เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีขนาดกลางหรือเป็นห้องขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 40 – 80 ตร.ม. สามารถเลือกกลุ่มสินค้าได้มากกว่า 2 ประเภท (Bakery, Drink, Plant-Based, Retailer)
  • Shop Type L/Full function เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ ขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 80 – 150 ตร.ม. สามารถเลือกกลุ่มสินค้าได้ทุกประเภท (Bakery, Drink, Plant-Based, Retailer)

ไม่เพียงร้านค้าในรูปแบบ Shop แต่ยังมีให้เลือกในรูปแบบ Kiosk/Food Truck เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีขนาดเล็ก และมีพื้นที่จำกัด

จุดเด่นอีก 1 อย่าง สำหรับผู้ที่เริ่มต้นธุรกิจกับ Kleens Station ไม่ว่าจะเลือก Shop Type S M หรือ L ก็จะได้รับมาตรฐานของครัวภายในร้านที่มีมาตรฐานระดับมืออาชีพเพื่อรองรับเมนูอาหาร ขนม และเครื่องดื่มที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นในอนาคตอีกด้วย

ทั้งนี้ สาขาในรูปแบบแฟรนไชส์ จะได้คุณภาพและมาตรฐานเดียวกับกับ Kleens Station เพราะเราจะฝึกอบรมพนักงาน พร้อมคำแนะนำต่างๆ ให้มีความเชี่ยวชาญทั้งเตรียมวัตถุดิบ การปรุงอาหาร และการให้บริการที่ได้มาตรฐาน โดยเราจะการจัดหาและส่งมอบวัตถุดิบต่างๆ ที่มีคุณภาพดีให้กับแฟรนไชส์

สำหรับผู้ที่สนใจแฟรนไชส์กับ Kleens Station สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์ 090-563-2573 หรือ Facebook :Kleens Cafe และ LINE@ : @kleensshop

สามารถสั่งซื้ออาหาร เบเกอรี่ เครื่องดื่ม ในช่องออนไลน์ ได้ที่

]]>
1392240
หุ้น ‘Beyond Meat’ ร่วงหนัก หลังเมนู ‘Plant-Based’ ที่ร่วมกับ ‘McDonald’s’ ไม่ปังอย่างที่หวัง https://positioningmag.com/1394347 Fri, 29 Jul 2022 07:33:11 +0000 https://positioningmag.com/?p=1394347 หุ้นของ Beyond Meat ตกลงอีก 6% หลังจากที่เมนู McPlant ที่ร่วมกับ McDonald’s ได้ครบกำหนดการทดลองจำหน่าย และดูเหมือนว่าจะไม่ทำยอดอย่างที่คิด จนทำให้แบรนด์ฟาสต์ฟู้ดไม่เลือกที่จะทำเป็น ‘เมนูถาวร’ ให้กับแบรนด์

เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว McDonald’s ได้ร่วมกับ Beyond Meat ทดสอบขายเบอร์เกอร์ Plant-Based เป็นครั้งแรกในร้านอาหาร 8 แห่งในสหรัฐฯ และในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ก็ได้เปิดตัว McPlant ประมาณ 600 แห่ง รวมถึงในประเทศสวีเดน เดนมาร์ก ออสเตรีย เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร เพื่อศึกษาเพิ่มเติมถึงการตอบรับของผู้บริโภคสำหรับเมนู Plant-Based

แม้เมนู McPlant จะขายดีในสหราชอาณาจักรและออสเตรีย แต่ Peter Saleh นักวิเคราะห์ของ BTIG เปิดเผยว่า McDonald’s ระบุว่า ยอดขายของ McPlant นั้นน่าผิดหวัง โดยยอดขายนั้นต่ำกว่าประมาณการต่ำสุดที่ตั้งเป้าไว้เสียอีก ขณะที่ Ken Goldman นักวิเคราะห์ของ JP Morgan ระบุว่า เมนูดังกล่าวขายได้ไม่ดีพอ ดังนั้น หากเปิดตัวเมนูนี้ทั่วประเทศอาจทำให้บริษัทเสียหาย

หลังจากเมนู McPlant ไม่ปังเหมือนที่คิด แบรนด์ก็ไม่ได้ประกาศแผนการทดสอบเพิ่มเติมหรือการเปิดตัวในสหรัฐฯ เพิ่ม ส่งผลให้หุ้น Beyond Meat ตกลงอีก 6% รวมแล้วปีนี้หุ้นของบริษัทร่วงลงถึง 53% มูลค่าตลาดลดลงเหลือ 2.06 พันล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม McDonald’s ไม่ใช่แบรนด์ระดับโลกแบรนด์แรกที่เข้ามาจับมือกับ Beyond Meat แต่ปีที่ผ่านมาแบรนด์ Dunkin ก็ได้ยกเลิกขายไส้กรอกของ Beyond Meat ในร้านกว่า 9 พันแห่งทั่วสหรัฐฯ หรือการร่วมกับร้านอาหารยักษ์ใหญ่อย่าง Pizza Hut ก็ยังไม่คืบหน้าในการนำเสนอเมนูถาวร อีกทั้ง ผลิตภัณฑ์บริษัทเองก็ไม่ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มสงสัยในโอกาสการเติบโตระยะยาวของบริษัท

ย้อนไปปี 2019 หุ้นของ Beyond Meat ได้เข้า IPO ครั้งแรกด้วยราคา 25 ดอลลาร์ และกลายเป็นการพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 163% และเคยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 234.90 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2019 แต่ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2021 ราคาหุ้นก็ทำแนวโน้มขาลงมาตลอด โดยเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมปีนี้ลงไปปิดตลาดที่ 22.94 ดอลลาร์ หรือต่ำกว่าราคา IPO

Source

]]>
1394347
OATSIDE สตาร์ทอัพนมข้าวโอ๊ตจากสิงคโปร์ ทิ้งตำแหน่ง CFO แล้วเริ่มธุรกิจในยุคโควิด! https://positioningmag.com/1389825 Thu, 23 Jun 2022 08:03:03 +0000 https://positioningmag.com/?p=1389825 OATSIDE แบรนด์นมข้าวโอ๊ตจากประเทศสิงคโปร์เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการ หวังชิงส่วนแบ่งตลาดนมจากพืช เป็นทางเลือกสำหรับคนแพ้นมวัว นำร่องตลาดด้วยฟู้ดเซอร์วิสเพื่อกระตุ้นการลองชิมก่อน

ผันตัวจาก CFO แบรนด์อาหารยักษ์ใหญ่ ลุยสตาร์ทอัพ

ณ เวลานี้คงไม่มีใครไม่รู้จักตลาด Plant-based หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืช แต่เดิมจะมีแค่อาหาร สำหรับคนที่ต้องการหลีกเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์ แต่ไม่ถึงกับวีแกน ตอนนี้เริ่มมีทั้งนม, ไอศกรีมที่ทำจากพืชเช่นกัน โดยไม่ใช้นมวัว แต่ใช้เป็นกลุ่มอัลมอลล์ ข้าวโอ๊ต และถั่วเหลือง เป็นต้น ตอบรับผู้บริโภคที่แพ้นมวัว

ตลาด Plant-based Milk หรือนมพืช จึงมีการเติบโตสูงมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากจะเป็นทางเลือกให้กับกลุ่มคนที่แพ้นมวัวแล้ว ยังตอบรับคนที่ต้องการดูแลสุขภาพจากการเลี่ยงไขมันจากนมวัว ตอนนี้มีทางเลือกเยอะขึ้น โดยที่ปัจจุบันตลาดนมพืชในไทย และอาเซียนเติบโตดีกว่าตลาดนมวัวเสียด้วย

oatside

ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เห็นแบรนด์นมพืชใหม่ๆ ลงสู่ตลาดมากมาย หนึ่งในนั้นคือ OATSIDE แบรนด์นมข้าวโอ๊ตสัญชาติสิงคโปร์ เพิ่งเริ่มทำตลาดได้เพียง 2 ปีเท่านั้น เรียกว่าเป็นบริษัทสตาร์ทอัพก็ว่าได้

ปัจจุบัน OATSIDE ระดมทุนได้แล้ว 22 ล้านเหรียญสิงคโปร์ โดยปิดรอบ Pre-Series A ในเดือนธันวาคม 2563 นำโดย Proterra Investment Partners Asia เป็นบริษัทด้านการลงทุนใน private equity (เข้าซื้อหุ้นหรือลงทุนในหุ้นที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์) ที่เน้นการลงทุนใน food value chain

ส่วนนักลงทุนรายอื่นๆ ได้แก่ Commonwealth Ventures เป็นบริษัทในเครือของ Commonwealth Capital กลุ่มธุรกิจอาหาร และเครื่องดื่มของสิงคโปร์, Wee Teng Wen จาก The Lo & Behold Group เป็นกลุ่มธุรกิจบริการชั้นนำของสิงคโปร์ที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ต่างๆ เช่น The Warehouse Hotel, Odette และ Loof รวมถึงกิจการของครอบครัวของ Cher Wang ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธาน VIA Technologies และ HTC Corporation

oatside
เบเนดิกต์ ลิม ผู้ก่อตั้ง และซีอีโอของ OATSIDE

OATSIDE ก่อตั้งโดย เบเนดิกต์ ลิม (Benedict Lim) นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ เขาเคยดำรงตำแหน่ง Chief Financial Officer ของ Kraft Heinz Indonesia แต่ยอมทิ้งตำแหน่ง และการทำงานกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก หันมาลุยธุรกิจส่วนตัว แถมยังเริ่มต้นธุรกิจในช่วงที่ COVID-19 ระบาดทั่วโลกอีกด้วย

เบเนดิกต์เป็นคนชอบทำอาหารอยู่แล้ว ในช่วงนั้นได้เริ่มต้นทดลองทำนมโอ๊ตเองที่บ้าน โดยใช้ส่วนผสมต่างๆ และกระบวนการสกัดหลายรูปแบบเพื่อให้ได้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน ถือเป็นนมโอ๊ตเจ้าแรกๆ ที่มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคแถบนี้ของโลก

หลังจากได้เงินลงทุนก็ได้เลือกเปิดโรงงานที่อินโดนีเซีย เป็นโรงงานแบบครบวงจร ที่เลือกประเทศนี้เพราะอยู่ใกล้ภูเขา มีแหล่งน้ำสะอาด ซึ่งน้ำแร่มีส่วนสำคัญอย่างมากในกระบวนการผลิตนมข้าวโอ๊ต

oatside

เบเนดิกต์ ลิม ผู้ก่อตั้ง และซีอีโอของ OATSIDE กล่าวว่า

“OATSIDE เป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพด้านอาหารที่ดำเนินธุรกิจแบบครบวงจรรายเดียวในเอเชีย เพราะเราอยากควบคุมคุณภาพให้ได้ทั้งหมด เราจึงดูแลกระบวนการผลิตทั้งหมดเอง ตั้งแต่การจัดหาส่วนผสมไปจนถึงการสกัดนมโอ๊ต และการแบ่งบรรจุ ช่วยให้เราสามารถปรับแต่งกระบวนการผลิตนมโอ๊ต และคำนึงถึงความยั่งยืน”

ทำไมต้องเลือก “นมข้าวโอ๊ต”

ถ้าถามว่าทำไมถึงเลือกที่จะทำ Plant-based Milk เบเนดิกต์บอกว่า เป็นตลาดที่ยังมีโอกาสเติบโตสูง ในอาเซียนตลาดนี้มีสัดส่วนเพียง 10% ของภาพรวมนมพร้อมดื่มทั้งหมด ส่วนในไทยมีสัดส่วน 30% จากตลาดนมพร้อมดื่มที่มีมูลค่า 44,000 ล้านบาท โดยที่นมพืชมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% แต่นมวัวไม่มีการเติบโต

ส่วนที่เลือกนมข้าวโอ๊ตแบบเฉพาะเจาะจงอยู่สินค้าเดียว เพราะมองว่านมข้าวโอ๊ตมีความเป็นแป้งอยู่ในตัว เวลาดื่มเข้าไปมีความมัน ใกล้เคียงนมวัวที่สุด และในตัวข้าวโอ๊ตเองมีเบต้ากลูแคน ช่วยการทำงานของหัวใจ ช่วยลดคอเลสเตอรอล และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ทั้งยังมีไขมันอิ่มตัวต่ำอีกด้วย

oatside

ประกอบกับแนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อม เมื่อเปรียบเทียบกับนมวัว การผลิตนมโอ๊ตของ OATSIDE ใช้พื้นที่ และน้ำน้อยลง 90% และปล่อยมลพิษน้อยลง 70% และใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษแข็งรีไซเคิล (จากแหล่งที่ได้รับการรับรองจาก Forest Stewardship Council)

แต่ในตลาดนี้ก็ไม่หมูมากนัก แม้จะมีการเติบโตสูง แต่ก็มีคู่แข่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการประเมินว่ามีคู่แข่งไม่ต่ำกว่า 5 แบรนด์ แต่เบเนดิกต์ไม่ได้มองแบรนด์ที่เป็น Plant-based Milk เป็นคู่แข่งโดยตรง กลับมองตลาดนมวัวเป็นคู่แข่งเสียมากกว่า เพราะอย่างแรกเลยต้องเอาชนะนมวัว ดึงดูดให้ผู้บริโภคหันมาดื่มนมพืชแทนนมวัวให้ได้ก่อน

ปัจจัยสำคัญในการเลือกดื่มยังคงเป็นเรื่องรสชาติที่ต้องถูกปาก และเรื่องราคา เพราะ Plant-based Milk มีราคาค่อนข้างสูงกว่านมวัวเฉลี่ยเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับปริมาณเท่าๆ กัน นมวัวในขนาด 2 ลิตรราคา 91 บาท ในขณะที่นมพืชขนาด 1 ลิตรราคาเฉลี่ย 100 บาท

ตอนนี้ OATSIDE ได้ทำตลาด 10 ประเทศแล้ว ได้แก่ สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, ไทย, ไต้หวัน, เกาหลีใต้, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น และเวียดนาม โดยที่ไทยเป็นประเทศที่ 6 ที่มีการทำตลาด พร้อมงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ตอนนี้ยังโฟกัสในกลุ่มประเทศในเอเชียก่อน เบเนดิกต์มองว่าอยากมีส่วนช่วยทำให้ตลาด Plant-based Milk เติบโต คาดการณ์ตัวเลขตลาดเติบโตปีละ 20% ยิ่งช่วยสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

เริ่มบุกจากคาเฟ่ กระตุ้นทดลองชิม

ในการทำตลาดในไทย OATSIDE ได้เริ่มเจาะตลาดฟู้ดเซอร์วิสก่อน หรือเข้าตามร้านคาเฟ่ ร้านกาแฟต่างๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการทดลองชิมก่อน ตอนนี้เริ่มมีพาร์ตเนอร์ที่ใช้นม OATSIDE เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่ม และขนมแล้ว ได้แก่ The Coffee Club, True Coffee, ไอศครีม MollyAlly, Chikalicious และ Chaen Tea

“ในการทำตลาดประเทศอื่นๆ ก็เริ่มจากกลุ่มฟู้ดเซอร์วิสก่อน ในไทยก็เช่นเดียวกัน มองว่าช่องทางนี้เป็นส่วนสำคัญในการสร้างการทดลองชิมได้ง่ายกว่า ถ้าชอบก็มาดื่มอีก ถ้าเริ่มจากช่องทางรีเทลเลยรู้สึกว่าค่อนข้างยากที่จะให้ผู้บริโภคซื้อไซส์ 1 ลิตรไปทดลองชิมก่อน”

หลังจากเข้าฟู้ดเซอร์วิสแล้ว ก็เริ่มเข้าตลาดโมเดิร์นเทรด ร้านค้าต่างๆ ปัจจุบันมีวางขายที่ฟู้ดแลนด์, วิลล่า มาร์เก็ต และท็อปส์ มีขนาดแพ็กไซส์เดียวก็คือ 1 ลิตร คาดว่าจะมีแพ็กไซส์อื่นๆ ออกมา แต่อาจจะเป็นในช่วงปีหน้า

มีทั้งหมด 3 รสชาติ ได้แก่ บาริสต้าเบลนด์ (ราคา 115 บาท), ช็อกโกแลต (ราคา 115 บาท) และช็อกโกแลต เฮเซลนัท (ราคา 130 บาท) อีกทั้งจะจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ทั้ง Shopee และ Lazada ด้วย

]]>
1389825
บุกร้าน “alt.Eatery” คอมมูนิตี้จุดกระแส “Plant-based” แห่งแรกในไทย https://positioningmag.com/1387150 Wed, 01 Jun 2022 04:10:49 +0000 https://positioningmag.com/?p=1387150

บุกร้าน “alt.Eatery” ศูนย์รวมอาหารเครื่องดื่มที่ทำจาก Plant-based ซ.สุขุมวิท 51 ราคาจานหลักเริ่มต้นเพียง 99 บาท เพื่อจุดกระแสความสนใจให้คนไทยเปิดใจลองชิมอาหารทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

alt.Eatery เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ NRPT (บริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท โนฟ ฟู้ดส์ จำกัด ในเครือ NRF และ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ในเครือ ปตท.) และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ทุกฝ่ายที่เข้าร่วมสนับสนุนด้วยวิสัยทัศน์ร่วมกันที่เห็นว่า Plant-based คืออนาคตของโลก

#altEatery #PlantBased #มังสวิรัติ #NRPT #Sansiri


]]>
1387150
แก้โลกร้อน! NRF เตรียมตั้ง “โรงงานดักจับคาร์บอน” แก้ปัญหา “เผาทางการเกษตร” ภาคเหนือ https://positioningmag.com/1376403 Fri, 04 Mar 2022 09:39:31 +0000 https://positioningmag.com/?p=1376403 NRF บริษัทด้านอาหาร วางวิสัยทัศน์บริษัทกู้วิกฤตสภาวะอากาศ เล็งธุรกิจใหม่ที่จะช่วยแก้ปัญหา “เผาทางการเกษตร” ตั้ง “โรงงานดักจับคาร์บอน” รับซื้อซังข้าวโพดผลิตเป็นไบโอคาร์บอนจำหน่าย คาดเริ่มต้นได้ภายในปี 2566 ทางภาคเหนือของไทย ด้านธุรกิจ plant-based ไทย NRPT บริษัทร่วมกับ ปตท. จะเริ่มเปิดร้านค้าปลีก “Alt Eatery” แห่งแรก

NRF เป็นบริษัทที่มีพื้นฐานจากการผลิตและส่งออกเครื่องปรุง-อาหาร ก่อนที่เมื่อ 2-3 ปีก่อน บริษัทได้ยกระดับตนเองว่าจะเป็น “ฟู้ดเทค” ระดับโลก พร้อมกับการบุกเข้าตลาด plant-based เนื้อทำจากพืช แตกไลน์ธุรกิจอาหารแนวใหม่

มาถึงปี 2565 “แดน ปฐมวาณิชย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) ประกาศเพิ่มวิสัยทัศน์ของบริษัทต้องการเป็น Global Clean Food Tech Company ใช้เทคโนโลยีช่วยกระบวนการผลิตอาหารให้สะอาดต่อโลก แก้ปัญหาภาวะโลกร้อน (Climate Change)

“แดน ปฐมวาณิชย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน)

แดนอธิบายว่า การแก้ภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะนอกจากปัญหาทางตรงต่อสภาพอากาศซึ่งส่งผลกับทุกคนบนโลกแล้ว ในเชิงเศรษฐกิจประเทศ หากไทยไม่เร่งแก้ปัญหาลดการปล่อยคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจก อนาคตจะถูกกีดกันทางการค้าจากประเทศผู้รับซื้อสินค้า เช่น สหภาพยุโรป (EU) อาจตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าที่ผลิตในไทยสูงถึง 40% เพราะถือเป็นประเทศก่อมลพิษ ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องถึงการพิจารณาลงทุนตั้งฐานผลิตในไทยของบริษัทประเทศอื่นด้วย

ที่ผ่านมาบริษัทมีความพยายามให้กระบวนการผลิตทั้งสายของบริษัทมีการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ เช่น ติดตั้งโซลาร์รูฟ เพื่อใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาด แต่การใช้พลังงานสะอาดยังไม่พอ เพราะเป็นเพียงกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดคาร์บอน (Carbon Neutral) แต่ไม่สามารถลดคาร์บอนที่มีอยู่แล้วลงได้ (Carbon Negative)

แดนอธิบายโร้ดแมปการตั้งโรงงานดักจับคาร์บอน

เมื่อมองซัพพลายเชนการผลิตอาหารของไทย ต้นน้ำของอาหารมาจากการเกษตร และไทยมีปัญหาการ “เผาทางการเกษตร” อยู่ทุกปี ทำให้เกิดคาร์บอน ก่อมลพิษ ต้นเหตุของ PM2.5 โดยไทยมีการเผาทางการเกษตรเฉลี่ย 17 ล้านตันต่อปี (ทั้งนี้ แดนให้ข้อมูลด้วยว่า การเผาทางการเกษตรเกิดขึ้นทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้กระทั่งในสหรัฐอเมริกาด้วย)

ดังนั้น NRF ต้องการจะหยุดวงจรนี้ตามวิสัยทัศน์บริษัท โดยจะตั้ง “โรงงานดักจับคาร์บอน” ขึ้นมาในประเทศไทย

 

“โรงงานดักจับคาร์บอน” ผลผลิตนำไปใช้ทำอะไร?

แดนกล่าวต่อว่า โรงงานดักจับคาร์บอน จะนำของเหลือทางการเกษตรไปผ่านกระบวนการและออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ 3 อย่าง คือ 1.ไบโอคาร์บอน 2.น้ำมันชีวภาพ และ 3.ไฟฟ้าชีวมวล

“ไบโอคาร์บอน” มีประโยชน์ในการนำไปใช้เป็นวัตถุบำรุงดิน กลับคืนสู่ไร่นาของเกษตรกร เมื่อฝังลงในดินแล้วจะทำให้ดินอุ้มน้ำมากขึ้น 7-14% และลดการปล่อยก๊าซมีเทนในนาข้าวได้ 25% ส่วน “น้ำมันชีวภาพ” สามารถใช้ทดแทนยางมะตอยบนถนน และพัฒนาใช้ทดแทนน้ำมันเดินเรือได้

NRF คาร์บอน
NRF อธิบายผลประโยชน์จากไบโอคาร์บอนและน้ำมันชีวภาพ

แดนยอมรับว่าปัจจุบันผลิตภัณฑ์ทางตรงจากการดักจับคาร์บอน ยังต้องอาศัยเวลาเพื่อทำการตลาดในไทย แต่สิ่งที่จะสามารถขายหรือนำไปใช้ได้เลย ได้แก่ “คาร์บอนเครดิต” ขายให้กับบริษัทที่ต้องการนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตของบริษัทตนเอง และ “ไฟฟ้าชีวมวล” ที่ NRF มีแผนจะนำไปเชื่อมกับ “เหมืองขุดบิตคอยน์” แทนการใช้ไฟฟ้าปกติซึ่งไม่ใช่พลังงานสะอาด

 

เริ่มทางภาคเหนือ ภายในปี 2566

แผนการตั้งโรงงานดักจับคาร์บอน จะเริ่มในสหรัฐฯ ก่อน โดยใช้วิธีเข้าร่วมทุนกับบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน แดนระบุว่า ขณะนี้คาดว่าจะดีลร่วมลงทุนในโรงงานขนาดเล็ก กำลังผลิตรับได้ 50 ตันต่อวัน

ส่วนในไทย คาดว่าจะเริ่มทางภาคเหนือที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กันมาก และคาดว่าจะตั้งเป็นโรงงานลักษณะ Mobile Factory เพื่อให้เหมาะกับภูมิประเทศ การเคลื่อนย้ายโรงงานเข้าไปใกล้ไร่จะเหมาะกว่าการขนวัตถุดิบออกมา เบื้องต้นโรงงานเคลื่อนที่ได้นี้น่าจะมีขนาดราวตู้คอนเทนเนอร์ 20 ฟุต สามารถรับวัตถุดิบได้ 1 ตันต่อชั่วโมง และใช้เงินลงทุนราว 10 กว่าล้านบาทต่อตู้

“เรามีทีมลงพื้นที่คุยกับภาครัฐและเกษตรกรในพื้นที่ก่อนแล้ว ทราบว่าความกังวลของเกษตรกรคือมองว่าพวกเขาจะได้อะไร” แดนกล่าว

โมเดลธุรกิจตั้งต้นของ NRF น่าจะเป็นการจ้างเกษตรกรเพื่อนำซังข้าวโพดจากไร่ส่งโรงงาน ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ ส่วนผลผลิตปลายทาง NRF จะหาทางบริหารจัดการต่ออีกครั้ง ในไทยมองว่าอาจจะยังไม่หวังกำไรในช่วงแรก ต้องการให้เป็นโมเดลเพื่อสังคมไปก่อน

 

plant-based ปีนี้เตรียมเปิดร้านค้าปลีกร่วม ปตท.

ด้านธุรกิจที่กำลังขยายตัวอย่าง plant-based ปีที่แล้ว NRF เริ่มเดินเครื่องโรงงานผลิตในอังกฤษแล้ว และมีการร่วมทุนกับ ปตท. ตั้ง บริษัท นิวทรา รีเจนเนอเรทีฟ จำกัด (NRPT) ขึ้น ซึ่งบริษัทนี้จะก่อตั้งโรงงาน plant-based ในไทยที่ จ.อยุธยา คาดเดินเครื่องได้ไตรมาส 2 ปี 2566 เฟสแรกกำลังผลิต 3,000 ตันต่อปี

แต่ก่อนที่โรงงานผลิตจะเดินเครื่อง NRPT จะเริ่มรุกตลาดค้าปลีก ด้วยการตั้งศูนย์รวม plant-based และอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์ชื่อ “Alt Eatery” ขึ้นในซอยสุขุมวิท 51 ลักษณะเป็นทั้งร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต สามารถจัดอีเวนต์หรือคลาสทำอาหารได้

“มองระยะยาวต้องการให้ Alt Eatery ขยายเป็นเชนร้านค้า แต่ก็ต้องดูผลตอบรับสาขาแรกก่อน” แดนกล่าว

ตัวอย่างความร่วมมือปี 2564 บริษัทมีการส่ง plant-based ลาบทอดเข้าไปทดลองจำหน่ายผ่าน Texas Chicken ในเครือ ปตท.

นอกจากนี้ บริษัทจะผลิต plant-based ภายใต้เฮาส์แบรนด์ “Alt”  ส่งลงตลาดประเทศไทยด้วย จับกลุ่มทั้ง B2C และกลุ่ม B2B เข้าร้านอาหาร ฟู้ดเซอร์วิสต่างๆ

ขณะที่การตั้งโรงงาน plant-based อีกแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในแผนมาตั้งแต่ 2 ปีก่อน แดนระบุว่ามีการเจรจาเข้าซื้อโรงงานแห่งหนึ่ง แต่ชะลอออกไปก่อนเนื่องจากไม่มั่นใจผลกระทบสงครามรัสเซีย-ยูเครน อาจต้องรอความชัดเจนของปัจจัยข้อนี้อีกสักพัก

ปัจจุบัน NRF ลงทุนในธุรกิจหลากหลาย ทั้งอาหาร-เครื่องปรุงรส (Ethnic Foods), plant-based, อาหารสัตว์เลี้ยง, กัญชง-กัญชา, บริษัทขายตรง, แบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในสหรัฐฯ หลายยี่ห้อ รวมถึงมี Corporate Venture Capital ลงทุนในสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับด้านอาหาร แต่ธุรกิจที่ยังเป็นหลักในพอร์ตขณะนี้คืออาหาร-เครื่องปรุงรส

รายได้ปี 2564 ของบริษัททำได้ที่ 2,100 ล้านบาท เติบโต 49% กำไรสุทธิ 221 ล้านบาท เติบโต 42% สำหรับปี 2565 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโต 50-70%

]]>
1376403
“เนสวิต้า ซีเรียล ดริ้งค์” บิ๊กมูฟใหญ่ในรอบ 25 ปี บุกตลาด UHT เจาะกลุ่มวีแกน https://positioningmag.com/1376402 Fri, 04 Mar 2022 09:08:48 +0000 https://positioningmag.com/?p=1376402 เนสวิต้าขยายพอร์ตใหม่ บุกตลาดพร้อมดื่ม เปิดตัว “เนสวิต้า ซีเรียล ดริ้งค์” เครื่องดื่มธัญญาหารแบบกล่อง UHT อุด Pain Point ในตลาดที่ต้องชงด้วยน้ำร้อน และต้องมีแก้วชง หวังจับตลาดกลุ่มวีแกน และ Plant-based

บุกตลาด UHT ครั้งแรกของโลก

ตลาดเครื่องดื่มธัญญาหารที่เป็นแบรนด์ใหญ่ถือว่าเป็นตลาดที่ไม่ใหญ่มากนัก ปัจจุบันมีมูลค่า 900 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 4% โดยที่เนสวิต้ามีส่วนแบ่งการตลาด 70% แต่ต้องยอมรับว่าเทรนด์การดูแลสุขภาพช่วยกระตุ้นการทานเครื่องดื่มธัญญาหารสูงขึ้น เนื่องจากมีประโยชน์ และช่วยในเรื่องการควบคุมน้ำหนักได้ดี ทำให้ได้เห็นแบรนด์เล็กแบรนด์น้อยลงมาเล่นในตลาด อาจจะเป็นแบรนด์ SME เป็นส่วนใหญ่

นอกจากเทรนด์เรื่องสุขภาพแล้ว ยังมีกระแสเรื่องของ Plant-based เข้ามาอีก ทำให้เนสวิต้าขยับตัวครั้งใหญ่ในรอบ 25 ปี แตกไลน์กลุ่มสินค้าพร้อมดื่มเป็นครั้งแรกของโลก ด้วยการเปิดตัว “เนสวิต้า ซีเรียล ดริ้งค์” เป็นเนสวิต้าในรูปแบบกล่อง UHT สามารถแช่เย็นแล้วดื่มได้เลย

ไชยงค์ สกุลบริรักษ์ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์นม และโภชนาการ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เริ่มเล่าว่า

“เนสวิต้า ซีเรียล ดริ้งค์ใช้เวลาวิจัย และพัฒนาเป็นเวลากว่า 2 ปี และไทยเป็นประเทศแรกของโลกที่เปิดตัวสินค้าตัวนี้ ความยากอยู่ที่กระบวนการในการหา Plant-based ประเภทไหนที่ตรงความต้องการของผู้บริโภค”

เนสวิต้าได้ทำตลาดในไทยได้ 25 ปี วางจุดยืนเป็นเครื่องดื่มธัญญาหารแบบชงร้อน ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะนิยมทานในตอนเช้าเพื่อรองท้อง หรือทานระหว่างช่วงพักเพื่อให้อิ่มท้อง แต่เทรนด์ของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ต้องการความสะดวกสบาย การชงร้อนมีข้อจำกัดที่ตองมีอุปกรณ์คือแก้ว และน้ำร้อน จึงต้องหานวัตกรรมใหม่ๆ มาช่วยตอบโจทย์

โดยปกติแล้วเนสวิต้าจะมีวงจรทำนวัตกรรมอยู่ช่วงระหว่าง 18-24 เดือน หรือประมาณช่วงปีครึ่ง – 2 ปี จะต้องมีสินค้าใหม่ออกมา ปัจจุบันมีสินค้าหลักได้แก่ รสดั้งเดิม, น้ำตาลน้อยกว่า 50%, ข้าวโพด, ข้าวกล้องงอกไรซ์เบอร์รี่ และน้ำเต้าหู้ ผสมเมล็ดเชีย การมีรูปแบบ UHT จะช่วยขยายฐานให้กว้างมากขึ้น

จับตลาดกลุ่มวีแกน

ไชยงค์เล่าเพิ่มเติมอีกว่า ในปัจจุบัน ผู้บริโภคไทยมีแนวโน้มหันมาใส่ใจสุขภาพและรักษ์โลกกันมากขึ้น เห็นได้จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทรนด์การบริโภคอาหารจากพืช (Plant-based Food) และการรับประทานมังสวิรัตแบบยืดหยุ่น (Flexitarian) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

จากการสำรวจพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคประเทศไทยโดย Mintel พบว่า 70% ของคนไทยรุ่นใหม่ รู้สึกว่าผลิตภัณฑ์จากพืช (Plant-based product) ตรงกับความต้องการของพวกเขาเป็นอย่างมาก และมีผู้บริโภคเกือบ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศที่เลือกรับประทานอาหารแบบ Flexitarian โดยจัดเป็นกลุ่มคนรักสุขภาพมากถึง 65%

แต่ในขณะเดียวกัน ยังพบอีกหนึ่งปัจจัยซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยที่ไม่ควรมองข้าม จากผลสำรวจโดย สสส. ระบุว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังคงบริโภคผักและผลไม้ต่ำกว่าเกณฑ์โดยเฉลี่ย ส่งผลให้ร่างกายไม่ได้รับใยอาหารอย่างเพียงพอ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตด้วยความเร่งรีบจากการเรียน หรือภาระงาน จึงเกิดเป็นความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ และความสะดวกสบายมากขึ้นในผู้บริโภคกลุ่มนี้

การเปิดตัวเนสวิต้า ซีเรียล ดริ้งค์ หวังที่จับกลุ่มวีแกนมากขึ้นด้วย เพราะเป็นเครื่องดื่มธัญญาหารจากพืช (Plant-based) สูตรเจ ไม่มีส่วนผสมของนมวัว มี 2 รสชาติ ได้แก่ รสดั้งเดิม และรสโกจิเบอร์รี่ จำหน่ายราคา 14 บาท นำร่องที่เซเว่นฯ ก่อนเป็นที่แรก

หลังจากเปิดตัวสินค้าตัวนี้แล้ว ต้องดูผลตอบรับจากผู้บริโภคอีกทีว่ามีความชื่นชอบอย่างไร เพราะตลาด UHT เป็นตลาดที่ใหญ่พอสมควร มีผู้เล่นที่หลากหลาย การที่เครื่องดื่มธัญญาหารจะเข้ามาเล่นด้วย ก็นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้บริโภคตั้งตารอไม่น้อย

]]>
1376402