สินค้าไอทีลดกระหน่ำ…ผลดีของบาทแข็ง

หากดูจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยามนี้ คงไม่มีใครกล้าทุ่มสั่งสินค้านำเข้ามาตุนไว้ในสต็อกแม้จะได้เปรียบเรื่องต้นทุนสินค้าที่ต่ำลงจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เพราะถึงได้เปรียบเรื่องราคา แต่การหาตลาดก็ยากมาก

-เงินบาทแข็งค่าขึ้นเท่าไรต้นทุนสินค้าลดลงเท่านั้น
-โน้ตบุ๊กจากราคาเริ่มต้น 19,900 เมื่อต้นปี ตอนนี้เริ่มต้นที่ 17,500 บาท
-ชิ้นส่วนแอลซีดีในตลาดโลกสูงขึ้น 3-5% แต่ตลาดไทยไม่เคยได้รับผลกระทบแถมในปีนี้กับรู้สึกว่าตลาดแอลซีดีมีการปรับราคาลดลงกันอย่างคึกคัก
-แอลซีดีทีวี ขนาด 40-42 นิ้ว จากเดิมราคา 8 หมื่นบาท ปัจจุบันหาซื้อได้ในราคาเพียง 4 หมื่นบาท ขนาด 32 นิ้ว บางแบรนด์ราคาไม่ถึง 2 หมื่นบาท สรุปแล้วราคาลดลง 60-70% ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงกับผู้ซื้อโดยตรง

ปรากฏการณ์เล่านี้ถือเป็นผลบวกต่อผู้บริโภคไทย โดยเฉพาะกลุ่มต้องการสินค้าเหล่านี้ไว้ใช้งาน ในกลุ่มสินค้าไอทีตลาดที่ถือว่าจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าจำเป็นน้อยกว่าอย่างกล้องดิจิตอล ซึ่งผู้บริโภคสามารถชะลอการซื้อได้ จึงกลายเป็นตลาดที่ใช้สถานการณ์ช่วงนี้เปลี่ยนแปลงตำแหน่งทางการตลาดกันอย่างน่าสนใจ

ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ผู้ครองส่วนแบ่งอันดับหนึ่งอย่างโซนี่ หรือแบรนด์ที่ต้องการสร้างส่วนแบ่งตลาดสินค้าไอทีในทุกเซ็กเมนต์อย่างซัมซุง ต่างก็สร้างปรากฏการณ์ลดกระหน่ำให้เห็นในปีนี้

“ผมขายกล้องซัมซุง รุ่น F500 ต้นปีที่ราคา 8,500 บาท ตอนนี้เหลือ 3,990 บาท” จรัสพงศ์ ในฐานะตัวแทนจำหน่ายกล้องดิจิตอลของซัมซุงด้วย เล่าถึงราคาที่ปรับลงอย่างรวดเร็ว

ผลจากการปรับราคาขายลงอย่างหนัก ทำให้ปัจจุบันซัมซุงมีส่วนแบ่งตลาดกล้องดิจิตอลเป็นอันดับ 3 ประมาณ 10%

ขณะที่เบอร์ 1 เบอร์ 2 ก็มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งในช่วงกลางปีที่ผ่านมาเช่นกัน ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ภาวะค่าเงินบาทแข็งมากำหนดกลยุทธ์ราคาเพื่อใช้แข่งขันในตลาด

“จากข้อมูลของจีเอฟเค ตอนนี้แคนนอนมีส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่ง ประมาณ 20% กว่า เบียดกับโซนี่ประมาณ 1-2% จะแซงได้ถาวรหรือไม่ต้องรอดูปลายปีนี้อีกที เพราะโซนี่ก็เริ่มมีการปรับราคาลดลงเช่นกัน ส่วนซัมซุงซึ่งปรับราคาลงเร็วมากขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ตั้งแต่ปีที่แล้ว”

สมชาย ครองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โฟตัฮัท กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ดีลเลอร์กล้องซึ่งมีร้านสาขา 146 สาขาทั่วประเทศ ให้ข้อมูล พร้อมกับวิเคราะห์การแข่งขันของคู่ชิงคู่นี้ว่า

แคนนอนไม่ได้ใช้กลยุทธ์ราคาอย่างเดียว และไม่ถึงกับเล่นหนักเรื่องราคา เพราะถ้าเทียบคุณสมบัติกล้องรุ่นใกล้กันกับแบรนด์อื่น ราคาแคนนอนก็ยังสูงกว่านิดหน่อย สิ่งที่แคนนอนทำต่างจากรายอื่นคือ เป็นแบรนด์เดียวที่ยังคงทุ่มงบการตลาดจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง มีการปรับกลยุทธ์การตลาดและโฆษณามากขึ้น ทั้งการจัดกิจกรรมโรดโชว์ และการโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ และสร้างความแตกต่างจากแบรนด์กล้องที่มีอยู่ในตลาดด้วยการใช้ดาราชื่อดังอย่าง พอลล่า มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ซึ่งสมชายบอกว่ามีผลทำให้เป็นที่จดจำแบรนด์ได้ดีในตลาด เพราะแตกต่างจากแบรนด์อื่นชัดเจน

จากตัวเลขของแคนนอนครึ่งปีแรกที่ผ่านมา แคนนอนใช้งบการตลาด 100 ล้านบาท และจะใช้ประมาณ 120 ล้านบาทในครึ่งปีหลัง
ตัวอย่างของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาดกล้องดิจิตอล คงจะเป็นตัวอย่างที่ยืนยันได้ว่า แม้ในช่วงที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นวิกฤต แต่ในอีกมุมก็มีโอกาสซ่อนอยู่ด้วยเสมอ