สายตาที่มองออกไปเบื้องหน้าของ “รังสรรค์ ต่อสุวรรณ” ผ่านหน้าต่างชั้นสองของตึก 2 คูหาในสยามสแควร์ ซอย 3 ที่ “รังสรรค์” เช่าเป็นอาคารสำนักงานบัญชาการธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์มานานเกือบ 40 ปี เป็นแววตาที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่ทำให้ทีมงาน “POSITIONING” มีโอกาสสัมผัสอดีต และเสน่ห์อีกมุมหนึ่งของ “สยามสแควร์”
“คุณเห็นสายไฟข้างนอกนั่นหรือเปล่า”
“รังสรรค์” ชี้ให้พวกเราดู ในระยะไม่ไกลจากหน้าต่างมากนัก
ช่างมากมายหลายเส้น และรกรุงรังเหลือเกิน นั่นคือภาพที่ปรากฏชัด และดังในความรู้สึกของพวกเรา มันพาดผ่านไปมา ซ้อนทับเส้นแล้วเส้นเล่า จนหนาแน่น ซึ่ง “รังสรรค์” บอกว่า “เชื่อหรือเปล่าว่าแมววิ่งผ่านได้”
นี่คือความยาวนาน และการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งในพื้นที่ “สยามสแควร์” หากวัดจากสายไฟแล้ว หมายความว่ามีความต้องการใช้ไฟเพื่อการค้าในย่านนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ
นิสิตจุฬาฯ ลูกค้ากลุ่มแรก
“รังสรรค์” ซึ่งใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่ “สยามสแควร์” ตั้งแต่เรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมาเปิดออฟฟิศสถาปนิกที่สยาม ซอย 3 หลังจากตึกแถวในย่านนี้ก่อสร้างเสร็จ เพราะใกล้กับจุฬาฯ สะดวกเดินไปสอนนิสิตคณะสถาปัตย์ฯ และนิสิตเองก็สะดวกในการเดินมาเรียนกับอาจารย์รังสรรค์ที่ออฟฟิศ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศด้วย
“ห้องที่เรานั่งสัมภาษณ์กันอยู่นี่แหละ ที่นิสิตมาเรียนกันเต็มไปหมด”
ไม่เพียงนิสิตสถาปัตย์ฯ ที่มาเดินย่านสยามสแควร์เท่านั้น แต่นิสิตจุฬาฯ ส่วนใหญ่ถือเป็นลูกค้ากลุ่มแรกๆ ในย่านสยามสแควร์ เพราะอยู่ใกล้กันและผูกพันกันมากที่สุด
ความผูกพันเกิดขึ้นตั้งแต่ความเป็นเจ้าของที่ดินที่จุฬาฯ ได้รับพระราชทานที่ดินย่านปทุมวันทั้งหมดจากรัชกาลที่ 5 เพื่อการศึกษา ช่วงที่ยังไม่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินย่านสยามสแควร์ หรือก่อนปี 2505 นิสิตของจุฬาฯ ก็เป็นกำลังเสริมช่วยตำรวจในการป้องกันชาวบ้านบุกรุกที่ดินในย่านนี้ด้วย
ก่อนปี 2505 ย่านสยามสแควร์เต็มไปด้วยชุมชนแออัด เป็นชุมชนชนิดที่ “รังสรรค์” บรรยายว่ามีน้ำเต็มไปหมด มีเป็ดว่ายน้ำใต้ถุนบ้านของชาวบ้าน ช่วงนั้นทางมหาวิทยาลัยมีแผนกันพื้นที่ และต้องการให้ชาวบ้านย้ายออกจากพื้นที่ วิธีเดียวที่คิดออกในเวลานั้นคือการสร้างตึกแถวขึ้นมาให้เช่าทำการค้า
“ช่วงนั้นบังเอิญเกิดไฟไหม้ ชาวบ้านก็ออกจากพื้นที่ไป นิสิตจุฬาฯ ก็มาช่วยคุ้มกันพื้นที่ไม่ให้ชาวบ้านกลับเข้ามา”
กลุ่มซีคอนลงเสาเอก
จากนั้นปี 2505 ก็เริ่มก่อสร้างห้องแถว ที่ใช้ส่วนประกอบแบบสำเร็จรูป โดยผู้รับเหมาคือกลุ่มซีคอน หรือบริษัท เซาท์อีสท์ เอเชีย คอนสตรั๊คชั่น ซึ่งมี “กอบชัย ซอโสตถิกุล” เป็นประธานบริษัทก่อสร้างเสร็จปี 2507 จำนวน 550 ห้อง และเพิ่มเป็น 610 ห้อง ในเวลาต่อมา สูง 3-4 ชั้น ซึ่งทางจุฬาฯ ให้สิทธิซีคอนเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากผู้เช่าห้องแถว 10 ปี จากนั้นทางจุฬาฯ ก็เก็บผลประโยชน์ต่อ ซึ่งช่วงแรกเรียกชื่อพื้นที่นี้ว่า ปทุมวันสแควร์ แต่ต่อมา “กอบชัย” ตั้งชื่อใหม่เป็น “สยามสแควร์” โดยมีผู้เช่าร้านค้าช่วงแรกส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจอินเดียที่ขายผ้าย่านวังบูรพาและผู้ค้าจากย่านราชประสงค์ มาเซ้งเหมาที่ 10 ห้องบ้าง 20 ห้องบ้าง
ยุคแรกโรงหนัง-โบว์ลิ่งปลุกธุรกิจ
แม่เหล็กดึงดูดของสยามสแควร์ช่วงแรก ที่สำคัญคือโรงหนัง ซึ่งยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันคือ เครือเอเพ็กซ์ ของกลุ่มตันสัจจา ช่วงแรกมีโรงหนังลิโด และสยาม ส่วนพื้นที่ตรงสกาลา เคยมีแผนสร้างเป็นลานไอซ์สเกตช์ แต่ภายหลังเปลี่ยนมาเป็นโรงหนังแทน
นอกจากนี้ยังมีโรงโบว์ลิ่ง ของกลุ่มเจริญรัชตะภาคย์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมโนโวเทลในปัจจุบัน
ช่วงแรก ๆ ของสยามสแควร์ จึงมีโรงหนัง มีร้านอาหาร สำนักงานเล็กๆ ที่มาเช่าห้องแถวเปิดบริษัท ส่วนคนที่มาช้อปปิ้ง ส่วนใหญ่มาตัดเสื้อผ้า ซึ่ง “รังสรรค์” บอกว่าใครซื้อเสื้อผ้าในยุคนั้นถือว่าเชย ถ้าจะให้ดีต้องสั่งตัดชุดทั้งกางเกงและเสื้อ ซึ่งสมัยนั้นที่สยามสแควร์มีร้านให้บริการจำนวนมาก บางร้านมีช่างตัดเสื้อจำนวนมาก สูงสุดถึง 80 คน ต่ำสุดก็ประมาณ 4 คน
เมื่อสยามสแควร์มีความคึกคักมากขึ้น จุฬาฯ เองก็มีการขึ้นค่าเซ้งในการต่อสัญญาแต่ละรอบ อย่างช่วงแรก 10 ปี คิดค่าเซ้งประมาณ 2 แสนบาท ค่าเช่าอีกเดือนละไม่กี่ร้อยบาท 10 ปีต่อมา มีการปรับขึ้นเท่าตัว อยู่ที่ประมาณ 5 แสนบาท และในช่วงหลังๆ มีการคิดค่าเซ้งถึง 6-7 ล้านบาท จนมีการคำนวณว่าผู้เช่าบางรายถูกขึ้นค่าเซ้งมาแล้วถึง 1,200 เท่าขณะที่ห้องแถวต่างๆ ก็มีการให้เช่าต่อกันหลายทอด
ปี40 ตกวูบ
ปี 2540 ช่วงที่ประเทศไทยเจอวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนัก ผู้คนไม่มีกำลังซื้อ และที่หน้าสยามสแควร์เองก็ปิดถนน ปิดฟุตบาธ เพราะก่อสร้างรถไฟฟ้า ขณะที่ค่าเซ้ง ค่าเช่าห้องแถวซึ่งปรับตัวสูงมากก่อนหน้านี้ ทำให้ผู้เช่าร้านจำนวนมากอยู่ไม่ได้จึงตัดสินใจปิดตัวไปจำนวนมาก
ร้านตัดเสื้อหลายแห่งต้องเปลี่ยนรูปแบบ มาเป็นขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพื่อให้เหมาะกับกำลังซื้อของลูกค้า รวมทั้งนิสิต นักศึกษากลุ่มหนึ่งเริ่มมองหาอาชีพของตัวเอง เพราะไม่ต้องการเป็นลูกจ้าง และบางส่วนก็ตกงานจากวิกฤตเศรษฐกิจ ก็ไปเหมาเสื้อผ้ามาขาย พฤติกรรมการซื้อของของคนเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกันก็เกิดเจ้าของธุรกิจรายเล็กๆ เพิ่มขึ้น
กวดวิชาชุบชีวิต
ขณะเดียวกันทางจุฬาฯ เองเห็นว่าพื้นที่บางซอยเงียบเหงาเกินไป โดยเฉพาะซอย 5-6-7 เมื่อมีโรงเรียนกวดวิชาเริ่มสนใจเช่าพื้นที่ จึงให้เช่า จากเดิมมีไม่กี่โรงเรียน ก็เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 50 โรงเรียน ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะเมื่อมีเด็กมาในสยามสแควร์มากขึ้น ก็ทำให้ธุรกิจเริ่มคึกคักขึ้น เมื่อรถไฟฟ้าสร้างเสร็จก็ยิ่งทำให้สยามสแควร์กลายเป็นศูนย์กลางเดินทางเข้าถึงได้สะดวกมากขึ้น
ความคึกคักของสยามสแควร์ ยังมาจากแผนที่ทางจุฬาฯ พยายามพัฒนาพื้นที่ เช่น เซ็นเตอร์พ้อยท์ ที่สร้างสีสันได้มากขึ้น จะเห็นได้จากมีสินค้าและบริการหลายอย่างที่ต้องการเปิดตัว ก็มักมาทำกิจกรรมที่นี่ และในช่วงหลังการเปิดตัวของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสยามพารากอน การปรับโฉมของสยามเซ็นเตอร์ มาบุญครอง ก็เป็นการเอื้อให้จำนวนคนที่แวะเวียนมาในสยามสแควร์มากขึ้น
แม้โรงเรียนกวดวิชาหลายแห่งเตรียมย้ายออกจากสยามสแควร์ เพื่อไปอยู่ในศูนย์การเรียนการสอนนอกระบบ ณ อาคารวรรณสรณ์ ของติวเตอร์ชื่อดัง “เคมี อ.อุ๊” จนอาจทำให้จำนวนเด็กวัยรุ่นกลุ่มใหญ่หายไปจากสยามสแควร์ แต่ในมุมมองของ “รังสรรค์” แล้ว สยามสแควร์เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสทางธุรกิจในการพัฒนาเป็นทำเลทองด้านอสังหาริมทรัพย์ เพราะที่ตั้งที่เป็นจุดศูนย์กลางธุรกิจและจุฬาฯ เองก็เดินหน้าในการพัฒนาจุดต่างๆ ภายในสยามสแควร์ พื้นที่นี้จึงจะยังคงมี Lucky Charm ที่ทำให้ “สยามสแควร์” มีชีวิตชีวาที่น่าติดตาม



