พันธมิตรฯ คิดนอกกรอบ การเมืองใหม่ “70:30 เป็นแค่ตุ๊กตา”


by admin
05-09-2008 00:00:00

การเมืองใหม่คืออะไร ทำไมต้องเป็น “การเมืองใหม่” แนวคิดนี้เกิดขึ้นมาอย่างไร ที่มาของสูตร 70:30 มาได้อย่างไร เป็นการคืนชีพระบอบอำมาตยาธิปไตย และเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยจริงหรือ โอกาสจะเกิดการเมืองใหม่มีจริงมีแค่ไหน ประเทศไทยจะเดินไปทางไหนหลังจากมีการเมืองใหม่

ปานเทพ พัวพงศ์พันธ์ อดีตอาจารย์โรงเรียนนายทหารอากาศ ศึกษาและคลุกคลีอยู่กับโปรดิวเซอร์รายการยามเฝ้าแผ่นดิน เขาเป็นอีกผู้หนึ่งที่ใกล้ชิดและอยู่ร่วมในกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาตั้งแต่ต้น และยังเป็นผู้ร่างคำแถลงการณ์และประกาศของกลุ่มพันธมิตรฯ ทุกฉบับ

คำตอบของเขาจะทำให้เข้าใจความหมาย ตลอดจนเส้นทางของ “การเมืองใหม่” ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ทำไมประเทศไทยต้องมีการเมืองใหม่

การเมืองใหม่เกิดขึ้นจากแนวคิดของพันธมิตรฯ เริ่มพูดเรื่องนี้ตั้งแต่การชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองเห็นสภาพการเมืองในปัจจุบันล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่พิสูจน์ได้เกี่ยวกับปัญหาการเมืองแบบเก่า คือ ระบบนักการเมืองมาจากการเลือกตั้งด้วยการแบ่งพื้นที่เพียงระบบเดียว เต็มไปด้วยการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียง มีนายทุนหนุนหลังพรรคการเมือง และการที่นักการเมืองมาจากนายทุนเลยทำให้เกิดเป็นมุ้งต่างๆ แล้วจับขั้วกันเป็นพรรคการเมือง ในพรรคการเมืองด้วยกันเองก็มีหลายมุ้งหลายกลุ่ม ในยามที่ตำแหน่งไม่พอ ก็เกิดทะเลาะเบาะแว้ง เกิดการต่อรองในการเลือกคัดสรรคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี และก็รัฐมนตรีตามกลุ่มต่างๆ ทางการเมือง

เมื่อเข้าเป็นฝ่ายการเมือง ก็ต้องมีนายทุน เพื่อหาเงินไปซื้อเสียง เมื่อได้เข้าสู่ฝ่ายบริหารก็ต้องแสวงหาทุนกลับคืนมาให้นายทุนเป็นการคืนกำไรตอบแทน นายทุนก็มาเลี้ยงนักการเมืองต่อ นักการเมืองก็เอาเงินไปซื้อเสียง เกิดการทุจริตคอรัปชั่นในบ้านเมืองอย่างมโหฬารเป็นวงจรอุบาทว์ต่อเนื่องไปไม่สิ้นสุด

ยิ่งเกิดการทุจริตคอรัปชั่นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้กระบวนการภาคประชาชนต้องลุกขึ้นมา ภาคการสื่อสารมวลชนลุกขึ้น ตลอดจนพยายามปฏิรูปให้องค์กรอิสระมีน้ำหนัก มีความเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อไปตรวจสอบนักการเมืองให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นวิวัฒนาการทำให้เกิดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง แผนกการคดีเลือกตั้ง ล้วนแล้วเป็นการโกงการเลือกตั้ง ทุจริตคอรัปชั่นทั้งสิ้น

เมื่อเห็นวิวัฒนาการแบบนี้แล้วทำให้เห็นช่องโหว่ เมื่ออำนาจนักการเมืองมาจากการทุจริตเลือกตั้ง ส่งผลให้ฝ่ายบริหารทุจริตไปด้วย ทำให้ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติจับมือสมคบกันในการทำลายระบบการตรวจสอบที่เหลือทั้งหมดในระบบ เช่น สื่อสารมวลชนเกิดการแทรกแซงทุกระบบที่เป็นสื่อของรัฐ เช่น เอ็นบีที สื่อไหนที่คิดตรงข้ามกับรัฐบาลจะถูกกดดันให้สปอนเซอร์ถอนตัว หรือถูกคุกคามทางภาษี เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เรียกว่า ปิดกั้นทางสื่อ ซึ่งเป็นกระบวนการตรวจสอบในขั้นที่หนึ่งที่สำคัญมาก

ส่วนที่สอง ปิดกั้นในกระบวนการตรวจสอบ เช่น การโยกย้ายข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ เช่น ในกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วใช้กลไกเหล่านี้ไปกลั่นแกล้งองค์กรอิสระอีกชั้นหนึ่ง ทำให้องค์กรอิสระอ่อนแอ

เมื่อกระบวนการตรวจสอบทุกด้านอ่อนแอลงไม่สามารถตรวจสอบได้ แม้ว่านักการเมืองจะลาออก หรือยุบสภา แต่วงจรการเมืองก็จะกลับเข้าสู่รูปแบบเดิม คือการซื้อเสียงเลือกตั้งยังคงมีต่อไป ทั้งหมดนี้เรียกว่า ”การเมืองในวงจรอุบาทว์” ที่ใช้เงินเป็นตัวตั้ง เป็นธนาธิปไตย ก่อให้เกิดสิ่งที่พันธมิตรฯ เรียกว่า “ระบอบเผด็จการรัฐสภาทุนนิยมสามานย์” เพราะว่ารัฐสภาสามารถยกมือให้นักการเมืองแม้จะทำผิดได้ โดยไม่สนใจจริยธรรม รัฐสภาพร้อมแก้ไขกฎหมายเพื่อเอื้ออำนวยต่อฝ่ายบริหารเพื่อหาผลประโยชน์มากขึ้น เช่น การแก้ไข พ.ร.บ.โทรคมนาคมก่อนหน้านี้ การแก้ไขเรื่องภาษี จนถึงขั้นยอมสนองตอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของชาติ เพื่อฟอกความผิดของตัวเองและพวกพ้อง หรือแม้กระทั่งเหิมเกริมในการที่จะลดพระราชอำนาจและกระบวนโครงสร้างพระราชอำนาจตามเครือข่ายของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย เพื่อรวบอำนาจทางการเมืองแบบเบ็ดเสร็จ

สิ่งที่เราพูดอยู่ตอนนี้คือ การเป็นสังคมอุบาทว์ทางการเมืองที่จำเป็นที่ต้องแก้ไข เราเรียกกระบวนการทั้งหมดว่า ”การเมืองเก่า”
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด และสังคมจับต้องได้ง่ายที่สุดคือ 1.รัฐบาลทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือว่าทำผิดกฎหมาย ปปช. หรือ ปปช. ส่งเรื่องว่าทำผิดกฎหมายเรื่องการออกหวยบนดิน 2 ตัว 3ตัว นักการเมืองไม่สนใจ และนั่งอยู่ตำแหน่งต่อไป แม้แต่นายกรัฐมนตรีถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ให้หมดสิทธิ์หรือสิ้นสุดสภาพรัฐมนตรี เพราะกระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญ ก็ยังถึงขั้นที่พยายามกลับเข้ามา สะท้อนให้เห็นว่าเป็นการเมืองที่ไร้จริยธรรม ไร้ยางอาย ไม่สนใจคุณธรรม เพียงแต่พวกมากลากไป ผมคิดว่านี่คือความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในระบบการเมืองเก่า

ระบบตรวจสอบไม่สามารถทำหน้าที่ได้หรือ

ที่จริงระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจะได้ผลเป็นอย่างมาก ถ้าองค์กรอิสระมีความเข้มแข็ง แต่เอาเข้าจริงก็ไม่สามารถทนแรงเสียดทานจากการคุกคามของรัฐบาลได้ บางส่วนไม่สามารถทัดทานผลประโยชน์ทางการเมือง และที่มาขององค์กรอิสระบางแห่งก็มีหลักประกันที่ไม่เพียงพอที่ทำให้กระบวนการทางการเมืองทั้งระบบโปร่งใส แม้แต่ กกต. ที่จะเป็นต้นทางของกระบวนการคัดเลือกนักการเมือง ก็ยังปล่อยให้มีการโกงการเลือกตั้งเข้าสู่สภาได้ แม้กระทั่งการแต่งตั้งประธานรัฐสภา แสดงให้เห็นว่าระบบที่มีอยู่ตอนนี้มันไม่เพียงพอที่จะทำให้การเมืองใสสะอาด เราต้องการการเมืองใหม่ที่มั่นคงถาวร ประชาชนไม่ต้องลุกขึ้นมาชุมนุมทุกครั้งที่มีรัฐบาล เพราะมันสามารถบริหารจัดการด้วยตัวมันเอง จนกระทั่งสังคมเข้าสมดุลได้ ทั้งฝ่ายตรวจสอบ นิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร

ถ้าอย่างนั้นการเมืองใหม่ควรจะเป็นอย่างไร

เป้าหมายสูงสุดของกลุ่มพันธมิตรฯ มีสองอย่าง 1.สนองในพระบรมราโชบายในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีกระแสพระราชทานให้กับพสกนิกรชาวไทยว่า ”ช่วยกันให้คนดีปกครองบ้านเมือง และป้องกันมิให้คนไม่ดีมีอำนาจ” นี่คือเป้าหมายหลัก เราเรียกว่า “ระบบธรรมาธิปไตย”

ถ้าเรารู้อยู่แก่ใจว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งมาจากการซื้อเสียง ระบบตรวจสอบล้มเหลว การเมืองย่อมล้มเหลวแน่นอน เราต้องการเมืองอย่างอื่นที่ไม่ใช่ระบบเดิม หรือลดทอนในสิ่งที่สกปรกให้ลดน้อยลง เพื่อที่เราจะได้คนดีมาปกครองบ้านเมือง หรือไม่ให้คนไม่ดีมีอำนาจ

2.เราจะได้คนดีมาได้อย่างไร นั่นก็คือ การทำให้การเมืองไม่จำกัดเฉพาะนักเลือกตั้งในพื้นที่ แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่มีปัญหาเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ดังนั้นการเมืองควรต้องมีความหลากหลายของภาคประชาชน ภาคธุรกิจ ภาควิชาชีพ ภาคสังคม ต้องมีตัวแทนจากวิชาชีพ จากภาคประชาชนเข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง เข้ามาปกป้องสิทธิตัวเอง ไม่ใช่ให้นักการเมืองที่มาจากในพื้นที่เท่านั้น มาปกป้องคนทุกกลุ่ม มันเป็นไปไม่ได้

ทำอย่างไรจะทำให้เกษตร ชนชั้นแรงงาน ร้านโชห่วย จะมีสิทธิ์และส่วนร่วมทางการเมืองมากยิ่งขึ้น มีสิทธิ์มีเสียงในระบบถ่วงดุลในระบบผู้แทนมากขึ้น เพื่อจะให้การเมืองมีความสมดุล

คำจำกัดความของ “การเมืองใหม่” ให้คนทั่วไปเข้าใจได้อย่างไร

เราชัดเจนแล้วว่า 1.คือการเมืองที่หลุดพ้นจากการเมืองเก่าที่ล้มเหลวในระบบทุนนิยมที่ใช้เงินเป็นตัวตั้ง และเป็นเผด็จการรัฐสภาสามานย์

2.เมื่อเป็นการเมืองเก่าที่ล้มเหลว เรามองการเมืองใหม่ต่อวัตถุประสงค์ คือ หนึ่ง ทำให้คนดีมีโอกาสปกครองบ้านเมือง ปกป้องไม่ให้คนไม่ดีมีอำนาจ พร้อมๆ กับให้ประชาชนที่หลากหลายมากขึ้นมีโอกาสมีส่วนร่วมทางการเมืองนอกจากนักการเมืองตามพื้นที่เลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งยังคงเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเหมือนอย่างเดิม มีความหลากหลายมากขึ้น เพิ่มการตรวจสอบมากขึ้น

โมเดล 70:30 มาอย่างไร ทำไมต้องเป็นสูตรนี้

วิธีการแบ่งสัดส่วน 70:30 ที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล พูดถึง และมักจะถูกโจมตีนั้น เป็นเพียงตุ๊กตาที่มองว่าในเมื่อการเมืองในระบบเดิมมีการซื้อเสียง ทำอย่างไรจะทำให้มันน้อยลง และเป็นการเมืองที่สะอาดกว่าเดิม เราก็ต้องใช้ความหลากหลายมากกว่าเข้ามาทดแทน ก็แปลว่าเรามีธงสองผืน ธงผืนหนึ่งให้คนดีปกครองบ้านเมือง ไม่ให้คนไม่ดีมีอำนาจ ก็คือ “ธรรมรัฐ ธรรมาภิบาล” ถ้ามีได้สังคมก็จะมีความเป็นธรรมมากขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม

ถ้าจะทำให้เป็นธรรมรัฐ ธรรมาภิบาล ก็ต้องให้ประชนมีส่วนร่วมมากขึ้น มีการถ่วงดุลมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะนักการเมืองที่มาจากพื้นที่เลือกตั้งเพียงรูปแบบเดียว

ธงผืนที่สาม คือ ภาคพลเมืองที่มีความเข้มแข็ง ซึ่งสองอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ถ้าภาคพลเมืองมีความแข็งทั้งทางด้านการศึกษา องค์ความรู้ ข้อมูล และคุณธรรม ในฐานะผู้ได้รับการศึกษาภาคประชาชน เช่น การศึกษาที่ดีพอ มีการสื่อสารมวลชนที่เปิดกว้าง และภาคพลเมืองมีความพร้อมในการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเข้มแข็ง รู้สึกต่อหน้าที่ของตนกับระบบประชาธิปไตย มีเพียงแค่ 3 อย่างประเทศก็จะเปลี่ยน

แต่ก่อนที่จะมองข้างหน้าเป็นการเมืองใหม่ เรามีภารกิจต้องพิทักษ์รัฐธรรมนูญปัจจุบันก่อน เพื่อ 1.มิให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อฟอกผิดทักษิณ 2. ไม่ให้แก้เพื่อผลประโยชน์ของนักการเมืองเอง 3.ไม่ให้แก้เพื่อลดพระราชอำนาจ หรือลดโครงสร้างของพระมหากษัตริย์ นี่คือ 3 ธงที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ

ขั้นต่อไป ถ้าจะมีการเมืองใหม่ ก็ต้องกำจัดการเมืองเก่าที่เน่าเฟะออกไปเสียก่อน ด้วยการขับไล่จากประชาชน ถึงจะมาพูดเรื่องการเมืองใหม่ได้ และพันธมิตรฯ เห็นว่าต้องโค่นล้มระบอบทักษิณและขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิด ถึงจะนำไปสู่การเมืองใหม่ได้

การขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิด ต้องทำควบคู่กับการโค่นล้มระบอบทักษิณ ซึ่งพันธมิตรฯ เราได้ออกนโยบาย 7 ข้อ 1.ต้องเดินหน้าปราบปรามการทุจริต โดยให้กระบวนทุกอย่างเดินเข้าสู่ชั้นศาล ปราศจากการแทรกซึม แทรกแซง และการซื้อทั้งทางตรงและทางอ้อม
2.เรื่องการเพิกถอนหนังสือเดินทางของทักษิณและภรรยาในฐานะผู้ร้ายหนีอาญาแผ่นดิน 3.ให้ทักษิณและภรรยากลับมาดำเนินคดีในเมืองไทยด้วยความจริงใจ

4.กระบวนการเพิกถอนหรือยกเลิกแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชาในการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยฝ่ายกัมพูชาฝ่ายเดียว เชื่อว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับระบอบทักษิณ

5.ต้องดำเนินคดีกับผู้ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งจักรภพ เพ็ญแข และวีระ มุสิกพงศ์ ตลอดจนสื่อเว็บไซต์ สื่อสิ่งพิมพ์ ที่จาบจวงและเจตนาทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์

6.ต้องยุติเมกะโปรเจกต์ที่ใช้จ่ายเกินตัวที่จะผูกพันลูกหลานในภายภาคหน้า เช่น รถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน การสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ที่รีบรัดอย่างไม่โปร่งใส

7.เรียกร้องขอให้กระบวนการทั้งหลายที่ดำเนินการอยู่ หรือที่ดำเนินการไปแล้วก่อให้เกิดความเสียหาย โดยเฉพาะข้อเสนอจากกลุ่มสหภาพ การยกเลิก พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 เปลี่ยนเป็นหารูปแบบทางกฎหมายเพื่อปฏิรูปและพัฒนารัฐวิสาหกิจ และถ้าเป็นไปได้เอารัฐวิสาหกิจที่มีผลต่อความเป็นอยู่ของรัฐ เช่น ปตท. เอาออกจากตลาดหุ้น เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์มิใช่เพียงกลุ่มเดียว
ถ้าทั้ง 7 ข้อไม่ได้รับการแก้ไข ก็ไม่สามารถสร้างการเมืองได้

ใครเป็นคนออกแบบการเมืองใหม่

ผมเชื่อว่าเรามีตุ๊กตาอยู่ แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับจากฝ่ายการเมือง เพราะการที่เขาต้องยอมลดสัดส่วนทางการเมืองหรือต้องเพิ่มสัดส่วนอื่นเข้ามา ตรงนี้มันเป็นเรื่องยากที่จะรับ แต่เราดีใจที่ประชาชนทั่วไปตื่นตัวทางการเมือง สังเกตได้จาก เวลาขึ้นหัวข้อการเมืองใหม่ในเว็บไซต์ผู้จัดการ โพสต์ที่แสดงความคิดเห็นของประชาชนมันเต็มไปด้วยความคิดที่หลากหลาย แสดงให้เห็นว่าประชาชนตื่นตัวและสนใจในการออกแบบ และไม่ยอมอยู่ภายใต้การเมืองเก่าแล้ว อยากเปลี่ยนแปลง

กลุ่มพันธมิตรฯ จะเป็นผู้ออกแบบการเมืองใหม่เองหรือ

การสร้างระบบการเมืองใหม่ไม่จำเป็นต้องทำโดยกลุ่มพันธมิตรฯ เพียงแต่เราโยนออกไให้เห็นว่าระบบเก่ามันล้มเหลวจำเป็นต้องมีการเมืองใหม่ ส่วนจะเป็นแบบไหน ก็ต้องมีการระดมความคิดจากทุกภาคส่วน เพื่อให้มีความหลากหลาย ไม่ใช่นักการเมืองที่จำกัดเฉพาะพื้นที่เท่านั้น ฝ่ายนักการเมืองเก่าก็ต้องเสียสละ เปิดโอกาสให้ภาคประชาชน ภาคข้าราชการ ชนชั้นทางสังคมที่ด้อยโอกาส ชนชั้นศักดินาในอดีต หรืออำมาตยาธิปไตย ต้องมาร่วมกันสร้างการเมืองใหม่ให้สอดคล้องกับจารีต สอดคล้องกับประเพณี วัฒนธรรม เพื่อเป้าหมายสองสิ่ง คือ ให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง ไม่ให้คนไม่ดีมีอำนาจ และให้ประชาชนหลายภาคส่วนที่มีความหลากหลายมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น

ส่วนจะมีรูปแบบเป็นแบบไหน เราได้โยนให้สังคมช่วยกันคิด สูตร 70/30 มันเพียงแค่ตุ๊กตา ไม่ใช่สูตรตายตัว สัดส่วนจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการออกแบบจากทุกภาคที่ต้องมาคุยกัน วันนี้เราคิดแล้วโยนให้สังคมเพื่อตอบคำถามให้ประชาชนได้ตระหนักและตั้งคำถามว่า จริงหรือเปล่าว่าการเมืองเก่ามันล้มเหลว แล้วปัญหาเหล่านี้จะปะทุขึ้นอีกเรื่อยๆ ถ้าเราไม่คิดสร้างกลไกที่ทำให้เกิดความถาวรในอนาคต

แล้วเชื่อมั่นได้อย่างไร ว่าการเลือกตั้งแบบใหม่ คนกลุ่มที่ถูกเลือกเข้ามาจะไม่ถูกแทรกแซงจากนายทุนอีก

เราพิสูจน์ได้ว่าการเลือกตั้งด้วยการแบ่งพื้นที่ส่วนใหญ่มาจากการซื้อเสียง ยกตัวอย่าง ถ้ามีการลงทุนต่อ ส.ส. 1 คน คนละ 20-30 ล้านบาท ถามว่าจะมีใครลงทุนขนาดนี้เพื่อเงินเดือนแสนกว่าบาท นอกเสียจากหวังจะไปคืนทุนทีหลัง

แต่ถ้าแบ่งหมวดหมู่ชัดเจน นำคนจากอาชีพของเขาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเขาเองโดยแท้จริง น้ำหนักจะเปลี่ยนไป เช่น ชาวนาปลูกข้าวเปลือก ถ้าเป็น ส.ส.ในพื้นที่ เขาจะสนใจข้าวเปลือกของชาวบ้านเหรอ เขาต้องสนใจข้าวสารที่เป็นของนายทุน หรือผู้ส่งออก แต่ถ้าเป็นชาวนาเลือกคนที่เป็นชาวนา หรือเกษตรกรด้วยกัน เขาก็จะรู้ว่าใครที่มีน้ำหนักที่จะปกป้องผลประโยชน์ให้กับเขามากที่สุด หรือคนด้อยโอกาส คนพิการ คนกลุ่มนี้มีเป็นแสน เขาก็จำเป็นที่ต้องมีตัวแทนไปนั่งในสภา เพราะกฎหมายบางอย่างอาจจะละเมิดกับเขาใครจะรู้ ถ้าไม่มีตัวแทนเข้ามา

ความหลากหลายจะเป็นตัวช่วยลดการใช้ทุนในการเลือกตั้ง เพราะทุกคนหวังพึ่งตัวแทนของกลุ่มตัวเองไปรักษาผลประโยชน์ของกลุ่ม แน่นอนการถกเถียงกันในสภาจะเกิดขึ้น อาจมีนายทุน มีเกษตรกรที่ไม่ให้ลุกล้ำของตัวเอง และก็มีกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียก็อยู่ในสภา คอยรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเองมากขึ้น ซื่อสัตย์ต่อกลุ่มตัวเองมากขึ้น ความหลากหลายนี้มันจะความงดงาม

ดูได้จากกลุ่มชนชั้นกลางที่เข้ามาช่วยพันธมิตรฯ เขาไม่มีอำนาจทางการเมืองในท้องถิ่น เพราะสนใจแต่ค้าขาย แต่มีพลังในการจ่ายภาษีมากที่สุด ทำไมคนเหล่านี้ไม่มีโอกาสในการเมืองซักที แต่ทำไมเขาถึงนั่งชุมนุมได้ถึงได้ 100 วัน แสดงให้เห็นว่าเขาอยากมีส่วนร่วมในการเมืองมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ถ้าเขามีสิทธิ์มากขึ้นถือว่าเป็นการปกป้องสิทธิทางการเมืองของเขา

อย่างกรณี ข้อตกลงการค้าเสรี เอฟทีเอ ก็พิสูจน์แล้วว่า ในอดีตเป็นการลงนามในสัญญาเพื่อปกป้องนายทุนของตัวเองโดยยอมแลกสิทธิ์ของคนที่ด้อยโอกาส เช่น ชาวนา ชาวสวน เอาไปแลกกิจกรรมโทรคมนาคมของคนรวยที่เป็นนายทุน หรือสินค้าอื่นๆ ที่เขาได้ประโยชน์ เป็นการแลกที่ไม่เป็นธรรม เราอยากให้คนที่ไม่โอกาสทางการเมืองมีน้ำหนักมากขึ้น

นี่เป็นเพียงแนวคิดที่เราโยนไป ไม่รู้ว่าเป็นจริงหรือไม่ เราไม่ใช่คนออกแบบ เราเพียงแต่โยนข้อคิดให้กับสังคมว่า สังคมควรต้องคิดแบบใหม่ได้แล้วหรือยัง ซึ่งแบบเดิมมันล้มเหลวแล้ว และจำเป็นต้องมีความหลากหลาย มีคนดีมากขึ้น หรือถ้าการเมืองมีการทุจริต มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง หรือมาจากนายทุนเหลือเพียง 30% และมีใครก็ตามมาจากการเลือกตั้งในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมือง ตามพื้นที่ ตามภาควิชาชีพ หรือภาคสังคมที่มีสัดส่วน 70% เราเชื่อว่ามันจะดีขึ้น

ในสัดส่วนที่ไม่ได้เลือกตั้ง แต่ใช้วิธีสรรหาคน ตรงนี้จะมีกระบวนการสรรหาอย่างไร

จะสรรหาหรือไม่สรรหาขึ้นอยู่กับการออกแบบของทุกฝ่ายที่จะมาร่วมมือกัน ถ้าที่ประชุมทุกอย่างลงความเห็นว่ามันต้องมีวิชาชีพบางอย่าง เช่น นักกฎหมาย นักวิชาการเฉพาะ หรืออาจจะเป็นการเลือกตั้งจากสภาทนายความ นายกสภามาจากการเลือกตั้งวิชาชีพเฉพาะ หรือจะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเลยก็ได้ มันฟรีฟอร์มมาก หรือจะเป็น ส.ส.แบบอื่นก็ได้ เช่น ส.ส.ตัวแทนวิชาชีพ ส.ส.ตัวแทนของเกษตรกรมาจากการเลือกตั้ง ส.ส.จากภาคแรงงานพนักงานรัฐวิสาหกิจมาจากการเลือกตั้ง เป็นตัวแทนรักษาผลประโยชน์ของกลุ่ม ส.ส.ตัวแทนจากร้านค้าปลีกรายย่อย ส.ส.จากการค้าปลีกรายใหญ่ ส.ส.จากกลุ่มเอ็นจีโอ อาจจะมีอีกก็ได้ ไม่มีใครรู้

เป็นการเลือกตั้งโดยประชาชนหรือกลุ่มเขาเอง

เป็นการเลือกโดยกลุ่มเขาเอง เขาต้องรู้ว่าตัวแทนของเขาเข้ามาเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กลุ่ม ให้คนอื่นมารักษาคงไม่ได้ เช่น ร้านโชห่วยคนนี้รู้กฎหมายสามารถเป็นตัวแทนได้แน่ ขอเลือกคุณเป็นตัวแทนของพวกผมไปเข้าสู่สภา ก็มาจากการเลือกตั้ง อาจจะมีหนึ่งแสนถึงสองแสนคนด้วยซ้ำไป แล้วอย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็นประชาธิปไตย หรือ ส.ส. อย่างไร เพราะว่าเขามีสัดส่วนพอๆ กันกับ ส.ส.ในพื้นที่

จะเปลี่ยนโครงสร้างระบบพรรคการเมืองอย่างไร

ระบบพรรคการเมืองอาจจะไม่เปลี่ยนก็ได้ เช่น พรรคการเมืองอาจจะเป็นพรรคการเมืองตามพื้นที่ และตามวิชาชีพ จะมีสมาชิกพรรคการเมืองอยู่ในนั้นก็ได้ใครจะรู้ แต่ว่าคนวิชาชีพเขาจะเอาไหมล่ะ ว่าตัวแทนพรรคการเมืองอื่นๆ นั้นอุดมการณ์พรรคการเมืองสอดคล้องกันไหม เขาอาจจะได้อิสระดีกว่าก็ได้ อาจจะสังกัดหรือไม่สังกัดพรรคการเมือง ก็แล้วแต่การออกแบบ

แต่กลไกทำให้นักการเมืองต้องปรับตัว

เราเรียกว่า แรงเสียดทานในการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงมันมีราคาที่ต้องจ่ายและมีต้นทุนอยู่เสมอ สำคัญอยู่ที่ว่าใครเป็นคนเสีย และสิ่งที่ได้มากกว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ไหม แน่นอนครับกลุ่มคนน้อยๆ ที่ผูกขาดอยู่ การเมืองในประเทศไทยจะสูญเสียผลประโยชน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงไม่เห็นใครในระบบปัจจุบันมาตอบรับเลย เพราะเขาก็ไม่อยากสูญเสียอำนาจ

ถ้าออกแบบแล้วไม่เป็นอย่างที่พันธมิตรฯ คาดหวังไว้

พันธมิตรฯ ไม่ได้คาดหวัง เราต้องการเพียงหลักคิดก่อน ว่าเราต้องการคนดีมาปกครองบ้านเมือง ไม่ให้คนไม่ดีมีอำนาจ แน่นอนต้องพูดถึงกระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้น การคัดสรรคนไม่ใช่รูปแบบเดิม ต้องมาร่วมกันออกแบบ ธงที่สองคือความหลากหลาย ถ้ายอมรับมาช่วยกันออกแบบ ธงเราไม่ได้เยอะ และเชื่อว่าสามารถแปรให้สังคมเข้าใจได้ว่า ทำไมเราถึงต้องการสองแบบนี้

มีหลายคนบอกว่า แนวคิดของสูตรการเมืองใหม่ที่ว่า คือการคืนชีพของระบอบ “อำมาตยาธิปไตย เป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย” ทำให้เมืองไทยถอยหลัง

อาจเกิดจากที่เราเสนอโมเดล 70/30 แท้ที่จริง 70 คือการเมืองใหม่ 30 คือการเมืองเก่าที่ปะปนไป ซึ่งสัดส่วนนี้เป็นการทุจริตเลือกตั้งเป็นส่วนใหญ่ ถ้าอย่างงั้นแล้วเราจะเรียกการเลือกตั้งในรูปแบบเดิมว่าเป็น “ประชาธิปไตย” ได้อย่างไร

ส่วนการเมืองใหม่ที่หลากหลายทางวิชาชีพและชนชั้นทางสังคม เปิดกว้างให้ทั้งอำมาตยาธิปไตยและชนชั้นที่ไม่เคยได้โอกาสกลับให้มีอำนาจมากยิ่งขึ้น เปลี่ยนจากคนที่มีอำนาจสูงสุดคือนักการเมืองในพื้นที่ให้ลดพื้นที่ตัวเอง ผมเชื่อว่า นี่คือการผูกขาด ตรงกันข้าม เป็นระบอบประชาธิปไตยที่หลากหลายมากขึ้น และมีความเป็นจริงทางสังคมมากยิ่งขึ้น

ผมว่านี่คือ ประชาธิปไตยในอีกมิติหนึ่งที่สังคมโลกไม่เคยคิดกันมาก่อน เราเพียงคิดนอกกรอบเป็นประชาธิปไตยที่หลากหลายและเป็นตัวแทนของสังคมโดยแท้จริง

ถ้าชาวนา ซึ่งมีกว่าล้านคนรวมตัวกันและเลือกพวกเขาเข้ามาเป็นตัวแทน หรือโชห่วยหลายแสนครอบครัว เขายกมือกันเลือกตัวแทนของพวกเขาเข้ามา เราจะปฏิเสธกลุ่มที่มีกว่าล้านคน ว่าไม่ใช่ตัวแทนประชาธิปไตย จะบอกว่าเป็นระบอบที่ย้อนหลัง ถอยหลังเข้าคลองก็ไม่ได้

ถามว่าประเทศไทยรับระบอบการเมืองแบบเก่าที่มาจากการแบ่งพื้นที่ แล้วมีปัญหาโกงการเลือกตั้ง จากการทุจริตคอรัปชั่นเหรอ ผมว่าทุกคนไม่พอใจ สังเกตจากผลโหวตของประชาชน ทุกคนไม่มีความสุขกับการเมืองในปัจจุบันนี้ เชื่อว่าเราต้องการออกแบบอะไรบางอย่างที่มันดีกว่าเดิม แต่โจทย์ยากอยู่ที่นักการเมืองในระบบเดิมต้องมีความจริงใจ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงและเสียสละกับสิ่งที่เป็นอยู่ได้ไหม เขาจะยอมได้ไหมกับการลดน้อยลงเพื่อสังคมที่ดีขึ้น ไม่เช่นนั้นการประท้วงจะต้องเกิดขึ้นตลอด หมุนไปเรื่อยๆ

หมายความว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ก็จะย้ำจุดยืนเดิมว่า ถ้าข้อเรียกร้องเหล่านี้ไม่บรรลุเป้าหมายเราก็จะยืนหยัดประท้วงอย่างนี้ต่อไป

ขั้นตอนของการประท้วงนั้นเกิดจากการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และไม่พอใจรัฐบาลที่อยู่ในการเมืองเก่าที่ล้มเหลว แต่ถ้ามาไล่แล้วยังวนเวียนอยู่ในการเมืองเก่า มันก็ซ้ำซาก สำหรับคนที่อายุมากแล้วไม่รู้ว่าจะออกมาได้กี่ครั้ง เราถึงบอกว่าทางออกคือ อย่าให้เราออกมาทำแบบนี้เลย เรามาช่วยทำให้สังคมให้มันดีขึ้นดีไหม มาร่วมออกแบบการเมืองใหม่ด้วยกัน ไม่ใช่ฝั่งเราออกแบบฝ่ายเดียว มาช่วยกันออกแบบให้มันดีขึ้นกว่าเดิม และสังคมจะน่าอยู่ การเมืองก็มีเสถียรภาพมากขึ้น แต่คุณจะยอมเสียสละไหม คุณยอมรับไหมว่าที่ผ่านมาล้มเหลว

บางคนมองว่า ขับไล่สมัครให้ออกแล้วพันธมิตรฯ ยังชุมนุมไม่เลิก

ข้อเรียกร้องเรามีสามหัวข้อ พิทักษ์รัฐธรรมนูญ โค่นล้มระบอบทักษิณ ขับไล่รัฐบาลชุดนี้ และสุดท้ายสร้างการเมืองใหม่ ไม่เคยเกินกรอบนี้ เพียงแต่ละกรอบมีรายละเอียดทั้งสามหัวข้อ และสามหัวข้อจะไม่เปลี่ยน

แม้สมัครจะถูกตัดสินออกไปก็กลับมาได้ หรือรัฐบาลหุ่นเชิดกลับมาใหม่ได้ ปัญหาไม่ได้ถูกแก้ เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องแถลงการณ์ให้เห็นชัดว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องจัดการกับระบอบทักษิณ อะไรคือสิ่งที่เราไม่ยอมรับ หัวข้อที่เรียกว่าพิทักษ์นั้นมันพิทักษ์อะไร และการเมืองใหม่คืออะไร ชัดมากในหัวข้อนี้ เราไม่เกินกรอบเลย เรายืนหยัดตามนี้ ถ้าได้รับการแก้ไขทั้งหมดนี้ครบทุกหัวข้อ ผมว่าเราสลายเลยทันที

สมมุติ ถ้ามีฝ่ายอำนาจใหม่เข้ามา และประกาศจุดยืนว่า 1.จะพิทักษ์รัฐธรรมนูญเพื่อสามประการที่เราบอก 2.เราจะจัดการปัญหาที่คาราคาซังอยู่ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม 3.จัดตั้งหาทางในการออกแบบทางการเมืองใหม่ให้ดีกว่าเดิมไม่ว่าจะในระบบหรือนอกระบบ เชื่อว่าถ้าประกาศแล้วเราจะสลายทันที ไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ต่อ และไม่ได้รอว่าเขาจะทำจริงหรือไม่ เพราะว่าอำนาจใหม่มีอำนาจอยู่แล้ว ถ้าไม่ทำผมเชื่อว่าประชาชนก็จะออกมาอีก ผมเชื่อว่าแถลงการณ์ฉบับที่ 20-21 นี้สำคัญมากต่อการประกาศท่าทีทางการเมือง ถ้าคุณทั้งหมดทำครบแล้ว แล้วพันธมิตรฯ จะหาเหตุผลอะไรในการชุมนุมอีก

ขั้นตอนการชุมนุมจากนี้จะยากลำบากมากกว่าเดิมไหม เพราะที่แล้วมาคนส่วนใหญ่ที่ออกมาร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ มากมาย เพราะต้องการขับไล่รัฐบาลสมัคร ต้องการล้างระบอบทักษิณ หรือพูดง่ายๆ ว่าหลายคนเกลียดรัฐบาลชุดนี้ มันเห็นบาดแผลชัดเจน แต่ถ้าไล่รัฐบาลออกไปแล้ว เราพูดถึงการเมืองใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องอุดมการณ์ มวลชนจะยังร่วมกับเราแค่ไหน

มันเป็นเรื่องที่น่าคิด คนที่มาร่วมกับเรา 2 ครั้งแล้ว ปี 2549 หนึ่งครั้ง และปี 2551 อีกครั้ง คนที่อายุ 60 ปีเวลานี้ ก็ 62 ปีแล้ว แน่นอนว่าเขาแก่ลง กำลังย่อมลดลง เราดีใจที่ช่วงหลังมีนักศึกษามากขึ้น แต่เหตุการณ์ที่เขาขับไล่ทักษิณและมาถึงรัฐบาลสมัคร ก็เพราะระบอบการเมืองไม่ได้เปลี่ยนแปลงจริงๆ และถ้าหมดสมัครแล้ว เป็นคนอื่นในพรรคพลังประชาชน มันก็ยังมีอีกไปเรื่อยๆ มันจะเป็นวงจรอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มีการทุจริตคอรัปชั่น มีการแทรกแซงองค์กรอิสระ มีการคุกคามสื่อสารมวลชนเหมือนอย่างเดิม ประชาชนก็ต้องออกมาอีก
เราอาจจะชนะสนามรบทักษิณมา เราชนะสมัครในฐานะที่เป็นสมรภูมิหนึ่งเท่านั้น แต่ยังไม่ชนะสงครามทั้งหมด การใช้คำว่า “สงครามครั้งสุดท้าย” เราอยากจุดประกายทางสังคม หรือผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะในระบบหรือนอกระบบ ให้เขาคิดว่าอย่าได้เข้ามาแสวงหาอำนาจเพื่อตัวเองแล้วก็จากไป ประชาชนคงไม่ยอมแล้ว เราอยากให้เขาคิดเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทย ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระยะยั่งยืนและถาวรมากกว่า

การส่งสารมันจะยากกว่าเดิมไหม หรือว่าต้องทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุม กับประชาชน กระบวนการมันจะยากขึ้นไหมสำหรับพันธมิตรฯ

มันมีโอกาสที่การชุมนุมจะไม่จบไปตลอดกาลถ้าเราไม่ทำอะไรซักอย่างกับการปฏิรูปทางการเมือง “ยากไหม” ยากแน่ เราคาดหวังอะไร คาดหวังว่าการจบของระบอบทักษิณกับระบอบสมัครจะมาพร้อมกันกับการปฏิรูปทางการเมือง มาไม่พร้อมกันก็ได้ แต่ให้มาพร้อมการเริ่มต้นในการแสดงความจริงใจในการปฏิรูปทางการเมือง

ความพยายามหลายครั้งที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนมีส่วนร่วม ถ้าอย่างนั้นแสดงว่ามันยังไม่พอ

ปัญหาส่วนแรกคือว่า รัฐธรรมนูญปี 40 ก็ออกแบบมาดี แต่ถูกแทรกแซงองค์กรอิสระหมด ปี 50 ก็ออกแบบเข้มข้นมาก แต่ก็สามารถที่จะโน้มน้าวหรือแทรกแซงกระบวนการในองค์กรอิสระได้อีก บางทีระบบเลือกตั้งในพื้นที่เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ อาจต้องการเลือกตั้งในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่แบบพื้นที่ก็ได้ คือมันจะลดการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ลดในเรื่องของการทุจริตในการเลือกตั้ง ถ้าเลือกจากอาชีพ ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงในวิชาชีพตัวเอง ผมเชื่อว่าตรงนั้นมันจะช่วยลดปัญหาโดยธรรมชาติของมันเอง และเชื่อว่าตรงนี้น่าจะเป็นทางออก เราหวังว่าการไล่สมัครจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองใหม่ที่มีความจริงใจ และไม่ได้หวังว่าเป็นแบบเบ็ดเสร็จ คือจบแล้วมีการเมืองใหม่เลย แต่เราหวังว่าจบแล้วมีกระบวนการที่แสดงความจริงใจให้ประชาชนทุกภาคส่วนมาร่วมกันออกแบบการเมืองใหม่ในสังคมไทยให้เกิดขึ้น

ต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

แน่นอน แต่เราจะร่างเองไม่ได้ ต้องมีองค์ประกอบของกระบวนความเห็นชอบ ถ้าเป็นในระบบต้องให้รัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรี แต่ถ้าเป็นนอกระบบก็เกินอำนาจเรา อาจจะเป็นคนอื่นที่เขาจะยอมเห็นด้วยกับการเมืองใหม่ แต่ถ้าเขาถือปืนหรือรถถังมา เขาจะฟังเราหรือเปล่าก็ไม่รู้ จะเห็นแก่ประเทศชาติมากแค่ไหนก็ไม่รู้ เราได้แต่เรียกร้องใครก็ตามที่เปลี่ยนขั้วอำนาจก็ดี ทั้งในหรือนอกระบบ ขอแค่คำเดียว “เพื่อประเทศชาติ”

มีความเป็นไปได้ของการเมืองใหม่มากแค่ไหน และมีกระแสการตอบรับ และปฏิเสธมากน้อยแค่ไหน ประเมินได้ไหม

ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการเมืองเก่าล้มเหลว อย่างน้อยที่สุดถึงวันนี้ชั่วโมงนี้ เราก็พิทักษ์รัฐธรรมนูญสำเร็จไปแล้ว มันอาจจะใช้เวลานานในการต่อสู้ แต่รูปแบบการต่อสู้ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องอยู่ที่การชุมนุมเพียงอย่างเดียว การชุมนุมอาจจะจบลงทันทีที่มีการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมือง พร้อมๆ กับการตอบรับว่าจะมีการปฏิรูปทางการเมืองเพื่อการเมืองใหม่ที่ดีขึ้น โดยการสร้างด้วยกัน แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย

แม้ไม่ถึงขั้นการเมืองใหม่แต่พันธมิตรฯ ก็ทำให้การเมืองทุกวันนี้ดีขึ้นได้ อย่างน้อยนักการเมืองที่จะทุจริตคอรัปชั่นยากขึ้น ถูกกดดันมากขึ้น ระมัดระวังมากขึ้น อย่างน้อยเราทำให้การจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี จาก 10,000 คัน เหลือ 4,000 คัน ถึงแม้จะขวางไม่สำเร็จ อย่างน้อยก็เยียวยาได้ ยับยั้งได้หลายจุด ทำให้สังคมทางการเมืองดีขึ้น เป็นคุณค่าที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้

มีกระบวนการอะไรที่ทำให้การเมืองใหม่เกิดได้

ถ้าการเมืองใหม่จะเกิดได้นั้นมีหลายรูปแบบ 1.เกิดการรัฐประหาร แล้วปฏิวัติโดยฝ่ายทหาร แล้วดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งหลายคนปฏิเสธวิธีนี้ เพราะถูกมองว่าประเทศไทยจะถอยหลังเข้าคลอง

2.ฝ่ายการเมืองยอมใจกว้างตั้งคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง ให้ออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ผลประโยชน์ตกแก่ประเทศชาติ โดยนักการเมืองจะไม่ยุ่งกับผลประโยชน์เหล่านี้โดยตรง มีส่วนร่วมได้แต่ไม่แก้ไขเพื่อประโยชน์ของตัวเอง โดยให้ภาคประชาชน ภาควิชาชีพ ภาคธุรกิจ หยิบปัญหาเข้ามาออกแบบ ให้คนดีเข้าปกครองบ้านเมือง ให้ประชาชนมีความหลากหลายมีส่วนร่วมมากในการเมืองมากยิ่งขึ้น ผมเชื่อว่าจะเป็นทางออกระยะยาว คือการตั้งคณะกรรมการแห่งชาติ แต่ถ้าอยู่ในระบบรัฐสภา เรียกว่า กรรมาธิการวิสามัญ ทำหน้าที่นี้โดยตรง แล้วจะทำให้นักการเมืองในระบบโหวตในสภา

สองวิธีนี้มีโอกาสเป็นไปได้แค่ไหน

สังเกตได้จากแถลงการณ์ของพันธมิตรฯ ฉบับที่ 20 -21/2551 มีความหมายมาก ฉบับที่ 20 เราต้องการบอกว่า การเมืองใหม่คือการเมืองแบบเปิด เพียงต้องการลดความอุบาทว์และความล้มเหลวทางการเมืองเก่า และเปิดโอกาสให้ประชาชนมาออกแบบ

ส่วนแถลงการณ์ฉบับที่ 21 เราพร้อมที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมือง โดย3 ภารกิจของพันธมิตรฯ คือ การปกป้องรัฐธรรมนูญ เพื่อความชอบธรรม โค่นล้มระบอบทักษิณ ขับไล่รัฐบาลชุดนี้ และสุดท้ายช่วยการออกแบบการเมืองใหม่

เห็นได้ว่าทั้งสองฉบับนี้เราเปิดกว้าง จะเป็นในระบบหรือนอกระบบก็ได้ เป็นใครก็ได้ที่ทำให้สังคมการเมืองดีขึ้นมากกว่าในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเราไม่ได้เป็นผู้เลือก ถ้าเป็นในระบบจะดีที่สุด แต่พรรคการเมืองเล็กมากมันหนีไม่พ้นที่ทหารอาจออกมาอีกก็ได้ ซึ่งทหารกับการเมืองไทย และการปฏิวัติ กลายเป็นของคู่กัน โดยที่มันไม่ควรจะเกิดขึ้นในประเทศไทยเลย เราหวังเพียงว่าใครก็ตามที่จะมีโอกาสเข้ามาสู่อำนาจในอนาคตไม่ว่าจะมาโดยในระบบ หรือนอกระบบ ขอให้คำนึงถึงความยั่งยืนของประเทศชาติและการเมืองในอนาคต

เราย้ำว่า การเมืองใหม่ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว มันคือการปกครองในแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง และไม่ได้มีแค่นักการเมืองที่มาจากพื้นที่ แต่มีความหลากหลายของประชาชน เช่น กลุ่มเกษตรเขาก็เลือกคนที่เป็นตัวแทน เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ให้กับพวกเขาได้ ไปสะท้อนความเดือดร้อนสู่สภาได้ ซึ่งคนเหล่านี้ไม่มีใครเห็นค่าของเงินที่ซื้อเสียง 500 บาทหรอก ทำไมประเทศไทยต้องจำกัดการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเฉพาะพื้นที่อย่างเดียว มันมีการเลือกตั้งหลายรูปแบบ เลือกจากอาชีพ สังคม และภาคประชาชน ทุกคนควรมีส่วนร่วมในการเมืองมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

บางคนบอกว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ทำสำเร็จในแง่ของการตรวจสอบนักการเมืองทุจริต แต่ไม่ใช่เรื่องของการเมืองใหม่

การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ คือต้นแบบของการเมืองใหม่ ประชาชนที่มาร่วมกับเรานั้นหลากหลายมาก เรามีทุกพื้นที่เลือกตั้ง เรามีทุกวิชาชีพ มีทุกชนชั้นทางสังคม ตั้งแต่ศักดินาจนถึงคนยากจน เรามีเกษตรกรไปจนถึงโชห่วยและร้านค้าปลีก และมหาเศรษฐีขนาดใหญ่ ไปอยู่รวมกันอย่างสมานฉันท์ นี่คือโมเดลการเมืองใหม่ในชมชนที่เกิดขึ้นจริงๆ พวกเขายอมเสียสละความสุขส่วนตัว เสียสละเงินโดยไม่ต้องมีกฎเกณฑ์ทางภาษี จ่ายเงินเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนตัวเพื่อตรวจสอบนักการเมืองอย่างเข้มข้น นั่นคือพลเมืองเข้มแข็ง คือธงที่สามของพันธมิตรฯ

เพียงแต่เราจะนำความคิดการเมืองใหม่ที่เป็นอยู่ในการชุมนุมนี้ไปขยายผลในการปกครองประเทศได้อย่างไร ถ้าทำได้จริง สังคมก็จะมีแต่ความปรองดองกัน ทุกคนมองแต่ประโยชน์ของประเทศชาติ เสียสละความสุขส่วนตัว นี่คือสังคมในอุดมคติที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ ในที่ชุมนุม

ทำไมพันธมิตรฯ ไม่ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อแข่งในระบบเดิม

เราเชื่อว่าการเมืองในรูปแบบที่ต้องมีพรรคการเมืองนั้นไม่ใช่คำตอบ เพราะระบบมันไม่ได้เปลี่ยน ถ้าเราตั้งพรรคการเมืองมันก็ไม่ต่างไปจากพรรคพลังธรรมในอดีต เพราะว่าพรรคพลังธรรมเป็นพรรคที่ไม่ซื้อสิทธิ์ไม่ขายเสียง ยืนอยู่บนความถูกต้อง และยืนอยู่ในคุณงามความดี ถือศีลมีจริยธรรม ในยามที่รัฐบาลทำผิดประพฤติมิชอบถอนตัวทันที ไม่เป็นที่ต้องการของพรรคการเมืองฝ่ายไหนเลย เป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ไม่ได้ ไม่มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลง พอคนเห็นว่าไม่มีผลงานก็ค่อยๆ ลดน้อยลง

เราคิดว่ารูปแบบของภาคประชาชนที่เข้มแข็งมันมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบ เมื่อระบบเริ่มต้นถูกเปลี่ยนแปลงแล้ว จะมีพรรคการเมืองทีหลัง ซึ่งอาจจะไม่ใช่พันธมิตรฯ อาจจะเป็นใครก็ได้ เปรียบกับถนนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว มันก็จะทำให้การเมืองใหม่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากพรรคการเมืองใหม่ ใครก็ตาม หรือการเมืองในพรรคการเมืองเก่า ต้องปรับตัวเข้าสู่สถานการณ์ใหม่ในอนาคต

ถ้ามีการเมืองใหม่แล้วเป็นไปได้หรือไม่ที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะเข้าสู่การเมือง

ในนามพันธมิตรฯ คงจะไม่ใช่แน่ๆ เพราะพันธมิตรฯ เกิดจากศูนย์รวมขององค์กรทุกหมู่เหล่า ทุกภาคส่วน เราเกิดขึ้นด้วยภารกิจอย่างชัดเจน มีเป้าหมายชัดเจน ตั้งแต่ไล่ทักษิณ ไล่สมัคร พิทักษ์รัฐธรรมนูญ โค่นล้มระบอบทักษิณ และสุดท้ายคือสร้างการเมืองใหม่ ด้วยภารกิจครั้งนี้ถึงมารวมตัวกัน ไม่ใช่เพราะต้องการเข้าสู่อำนาจทางการเมือง ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเขาคงไม่มารวมตัวกันมากถึงขนาดนี้ มันคนละวัตถุประสงค์กัน

ถ้าวัดเส้นทางเดิน เราเดินมาถึงตอนไหนแล้ว

ชัยชนะมีสามส่วน 1.การพิทักษ์รัฐธรรมนูญเราไปแล้ว หนึ่งส่วนเท่ากับว่า 33% ของการบรรลุภารกิจทั้งหมด 2.การโค่นล้มระบอบทักษิณ ทำไปแล้ว 50% ต่อคุณทักษิณ ยังเหลืออีกแปดข้อที่เราเรียกร้องยังไม่บรรลุ แต่เราก็ถือว่าอีกครึ่งหนึ่งในระบอบทักษิณมีโอกาสเกิดแต่ยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ 3.การเมืองใหม่ยังไม่เกิด เพียงแต่จุดประกายทางด้านความคิด เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น บันไดสามขั้นเหนื่อย เฉพาะขั้นที่สองนั้นก็ยากเย็นแสนเข็ญ ขั้นที่หนึ่งที่ทำได้ในวันนี้มันก่อให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการยุติธรรมเดินหน้าต่อไปได้หลายคดีเลยทีเดียว เราก็ดีใจมากแล้ว การโค่นล้มระบอบทักษิณกับการไล่รัฐบาลหุ่นเชิดก็ใกล้เคียงผ่านมาได้ครึ่งทาง เพราะฉะนั้นแล้วถ้าถามว่าเราประเมินไว้ที่เท่าไหร่ ก็ต้องบอกว่าในสามส่วนเราไปส่วนครึ่งที่เราถึง ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่งที่ต้องเดินทางไปให้ถึง

ครึ่งทางที่เหลือเป็นเส้นทางที่ยากกว่า

ถามว่าทำไมถึงเป็นเรื่องการเมืองใหม่ ที่จริงเราไม่ต้องทำก็ได้ แต่เพราะว่าคนรุ่นนี้ที่ประกอบด้วย 5 แกนนำ มีองค์ประกอบด้วยการมีนักการทหารชั้นเยี่ยม ผู้นำชุมชนอย่างคุณจำลอง มีนักการทหารและผู้นำที่เข้มแข็งเหลือเกิน อหิงสาอดทนอย่างเหลือเชื่อ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่นักสื่อสารมวลชนชั้นกูรู ผู้รู้อย่างแท้จริง บวกกับสหภาพแรงงานและรัฐวิสาหกิจที่มีคุณสมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นตัวแทนเข้ามามันทรงพลังมาก มีอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มคนจนและครู และมีคุณพิภพ ธงไชย ที่เป็นตัวแทนเอ็นจีโอ เป็นส่วนผสมที่หาไม่ได้อีกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และมีการบริหารจัดการที่ครบถ้วนบริบูรณ์ ทำให้มวลชนที่มีอยู่ตอนนี้เข้มแข็งขึ้นทุกวัน ถ้าถือโอกาสนี้ยอมเหนื่อยเพื่อสร้างการเมืองใหม่ขึ้นมา เพราะอนาคตอาจจะเป็นเรื่องที่ยากมาก ผมว่า นี่คือโอกาสเดียวที่ภาคประชาชนเข้มแข็งมาก

ติดตามทุกข่าวสารได้ผ่านช่องทาง LINE
Add friend ที่ @Positioningmag
เพิ่มเพื่อน

ติดตามผ่านช่องทาง Twitter