อินสตาแกรมเปิดโหมด “ออฟไลน์” เจาะผู้ใช้ประเทศกำลังพัฒนา ตามรอย Facebook Lite

นอกจากการจัดเต็มให้กับเฟซบุ๊ก (Facebook) บนเวที F8 Conference แล้ว บริษัทลูกอย่างอินสตาแกรม (Instagram) ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานอยู่ราว 600 ล้านคน ก็เตรียมจัดกระบวนทัพใหม่เช่นกัน ซึ่งหนึ่งในความสามารถของอินสตาแกรมที่เพิ่มขึ้นก็คือ การทำงานในโหมดออฟไลน์ (Offline)

เหตุที่เฟซบุ๊กเตรียมอัปเดตความสามารถดังกล่าวให้อินสตาแกรม เพราะผู้ใช้งานของแอปพลิเคชันนั้น มีถึง 80 เปอร์เซ็นต์ที่อยู่นอกสหรัฐอเมริกา และเป็นประเทศกำลังพัฒนาเป็นส่วนมาก ซึ่งเฟซบุ๊ก ระบุว่า ประเทศเหล่านี้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็ไม่แรงพอเช่นกัน

ดังนั้น เพื่อให้รองรับกลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มใหญ่ที่อยู่ในประเทศที่มีอินเทอร์เน็ตแบบจำกัดสปีด อินสตาแกรมจึงควรมีโหมดออฟไลน์ เพื่อให้มันยังทำงานได้แม้ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต โดยโหมดออฟไลน์นั้น จะเริ่มเปิดให้บริการกับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ก่อนใคร (อินสตาแกรม ระบุว่า เป็นระบบปฏิบัติการยอดนิยมในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา) ส่วน iOS นั้น คาดว่าจะตามมาในอนาคต

สำหรับการทำงานของโหมดออฟไลน์ในอินสตาแกรมนั้น ผู้ใช้งานจะสามารถเห็นคอนเทนต์ (ในอดีต) ที่อยู่ในฟีดได้ พิมพ์ข้อความทิ้งไว้ได้ กด Like ได้ บันทึกภาพได้ และอันฟอลโลว์ได้ แต่ข้อมูลทั้งหมดนี้จะถูกส่งเข้าระบบเมื่อมีการต่อเชื่อมเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตอีกครั้ง

โดยอินสตาแกรมมองว่า การเปิดโหมดออฟไลน์ให้ผู้ใช้งานในประเทศกำลังพัฒนาได้ใช้กันจะทำให้อินสตาแกรมขยายตลาดได้กว้างขวางมากขึ้น

“ค่าใช้จ่ายด้านดาต้าในประเทศกำลังพัฒนานั้นมีราคาแพงเกินกว่าที่คนส่วนใหญ่ของประเทศจะจ่ายได้ และก็การเชื่อมต่อก็ไม่มีความเสถียรมากนัก” ตัวแทนจากอินสตาแกรม กล่าว

พร้อมกันนี้ อินสตาแกรมยังได้ยกตัวอย่างของเฟซบุ๊ก ไลท์ (Facebook Lite) ซึ่งเป็นเฟซบุ๊กเวอร์ชันที่ไม่บริโภคดาต้าสูงเกินพอดีว่า มีผู้ใช้งานสูงถึง 200 ล้านคน หลังจากเปิดตัวในปีเดียว ดังนั้น นี่จึงเป็นโอกาสของอินสตาแกรมบ้างเช่นกันที่จะพัฒนาโหมดออฟไลน์ เพื่อดึงคนเข้าแพลตฟอร์ม

สำหรับการเติบโตของอินสตาแกรมนั้น เริ่มต้นจากปี 2010 โดยเป็นการเปิดตัวบนไอโฟนก่อน จากนั้น ในปี 2012 ที่มียอดผู้ใช้งานบนไอโฟนราว 30 ล้านคนต่อเดือน อินสตาแกรมก็ได้เปิดตัวเวอร์ชันแอนดรอยด์ตามมา และภายในเวลาอีกประมาณปีกว่าๆ อินสตาแกรมก็สามารถแตะหลักผู้ใช้งานที่ร้อยล้านคนต่อเดือนได้ ก่อนจะเติบโตมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันที่ 600 ล้านคนต่อเดือน นั่นเอง

ที่มา : http://manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9600000039700