Meta ถูกแฉผลวิจัยลับ! พบ “ฟีเจอร์คุมเข้มผู้ปกครอง” มีไปก็ไร้ผล เพราะแก้เด็กติดโซเชียลไม่ได้

ภาพจาก Unsplash
เมื่อไม่นานมานี้ Meta, YouTube, TikTok และ Snap ได้ถูกฟ้องร้องโดย “เคลีย์” (Kaley) ร่วมกับแม่ของเธอ ในข้อหาว่า สร้างสินค้าที่เสพติด และอันตรายต่อเด็ก ทำให้เด็กเสียใจ ซึมเศร้า ไม่พอใจตัวเอง และมีความคิดฆ่าตัวตายมากขึ้น และในการพิจารณาคดีดังกล่าว ได้มีการเปิดเผยถึงข้อมูลโครงการ MYST ของ Meta ที่แสดงให้เห็นว่า ฟีเจอร์คุมเข้มผู้ปกครอง ใช้ไม่ได้ผลต่อการลดการเสพติดของเด็ก

การคุมเข้มของผู้ปกครอง “แทบไม่ช่วยอะไร”

การศึกษาวิจัยภายในที่ Meta เรียกชื่อว่า โครงการ MYST ที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชิคาโก พบความจริงที่น่าตกใจว่า การกำกับดูแลของผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดเวลาเล่น (Time limits) หรือการสอดส่องพฤติกรรม แทบไม่มีผล ต่อการลดอาการเสพติดโซเชียลมีเดียของเด็กเลย

รายงานระบุว่า แม้พ่อแม่จะพยายามตั้งกฎระเบียบหรือใช้เครื่องมือควบคุมต่าง ๆ (Parental controls) แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งไม่ให้เด็กใช้งานแบบหมกมุ่น (Compulsive use) ได้ โดยทั้งตัวพ่อแม่และวัยรุ่นที่ตอบแบบสอบ ถามกว่า 1,000 คน เห็นตรงกันว่า มาตรการเหล่านี้ ไม่มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการควบคุมตัวเองของเด็ก

เด็กที่มีปัญหาชีวิต ยิ่งเสี่ยงติดจอ

นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่า วัยรุ่นที่ต้องเผชิญกับ เหตุการณ์ตึงเครียดในชีวิต (เช่น พ่อแม่หย่าร้าง, ถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน, พ่อแม่ติดเหล้า) มีแนวโน้มที่จะขาดความสามารถในการควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียอย่างเหมาะสม

ด้าน ทนายของคาลีย์ ชี้ว่า Meta ทราบถึงผลกระทบเหล่านี้ดีจากงานวิจัย MYST แต่กลับปิดเงียบไม่เผยแพร่ต่อสาธารณะ พร้อมชี้ว่าความผิดไม่ได้อยู่ที่การเลี้ยงดู เพราะแม่ของ Kaley พยายามทุกวิถีทางรวมถึงการยึดโทรศัพท์ แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งอาการเสพติดที่เกิดจากอัลกอริทึมที่ถูกออกแบบมาเพื่อมอมเมาผู้ใช้งานได้ 

ภาพจาก Unsplash

Meta แย้ง เกิดจากสภาพแวดล้อมและตัวพ่อแม่เอง

ทางฝั่ง Meta พยายามแก้ต่างว่า สาเหตุที่เด็กมีปัญหาทางอารมณ์เกิดจาก สภาพแวดล้อมและตัวพ่อแม่เอง ไม่ใช่ตัวผลิตภัณฑ์ โดยบริษัทเลี่ยงที่จะใช้คำว่า เสพติด (Addiction) แต่ใช้คำว่า การใช้งานที่เป็นปัญหา (Problematic use) แทน

แม้ผลวิจัยภายในจะระบุว่า การสอดส่องของผู้ปกครองไม่มีผลต่อพฤติกรรมเด็ก แต่โฆษกของ Meta ยังคงยืนยันว่า ที่เราสร้างเครื่องมือควบคุมออกมา เพราะพ่อแม่เรียกร้องและต้องการเครื่องมือเหล่านี้

ขณะที่ อดัม มอสเซอรี (Adam Mosseri) หัวหน้า Instagram ให้การในศาลว่า เขาจำรายละเอียดงานวิจัยนี้ไม่ได้มากนัก แต่ยอมรับว่า คนมักใช้ Instagram เพื่อหลบหนีจากความจริงที่โหดร้าย

ก็ต้องรออดูว่าคดีนี้จะจบลงอย่างไร เพราะ TikTok และ Snap ได้ยอมความไปก่อนหน้านี้แล้ว หากศาลตัดสินว่าบริษัทต้องรับผิดชอบต่อความบกพร่องของผลิตภัณฑ์ คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมโซเชียลมีเดียทั่วโลก และอาจนำไปสู่การออกกฎหมายควบคุมที่เข้มงวดขึ้น และบังคับให้บริษัทเหล่านี้ต้องปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมที่เน้นการดึงดูดผู้ใช้งาน (Engagement) มาเป็นการปกป้องผู้ใช้งานรุ่นเยาว์อย่างจริงจัง