พ่ายเมลามีน

“เมลามีน” กลายเป็นคำสืบค้นที่มีจำนวนเกือบ 5 ล้านรายการบน google.com ใกล้เคียงกับคำว่า มาริโอ้ พระเอกดาวรุ่งของไทยเลยทีเดียว อันสื่อนัยสำคัญได้ว่า เมลามีน กลายเป็นประเด็นร้อนในสังคมที่ผู้คนต่างให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก เพราะปัญหาลุกลามทำลายอุตสาหกรรมอาหารไปแล้วทั่วโลก

ชาวโลกตื่นตัวกับวิกฤตเมลามีนเมื่อพบเด็กทารกชาวจีน 4 รายเสียชีวิตด้วยอาการไตวายจากการบริโภคนมผงผสมสารเมลามีน อีกทั้งมีเด็กตัวเล็กตัวน้อยเกิดอาการนิ่วในไตนับหมื่นราย โดยมีการรายงานข่าวเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2551

ดูเหมือนว่าหลังการปิดฉากของโอลิมปิก ความยิ่งใหญ่อันน่าประทับใจ จะจางหายไปประหนึ่งพลุไฟตระการตาที่เหลือทิ้งไว้เพียงท้องฟ้าสีดำอันมืดมิด ความน่าเชื่อถือของคำว่า Made in China หรือ Product of China ดูจะลดน้อยถอยลงไป (ยิ่งกว่าเดิม) ในทันที

เป็นที่น่าตกใจว่าส่วนหนึ่งเป็นแบรนด์เด่นแบรนด์ดังที่ผู้บริโภคชาวไทยและทั่วโลกคุ้นเคยเป็นอย่างดี เช่น Cadburry, Lotte China food ผู้ผลิต Koala เป็นต้น รวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมนมของจีนอย่างSanlu, Mengnui, Yiliรวมถึงลูกอมตรากระต่ายขาวจากจีน ขณะที่ส่วนหนึ่งเป็นสินค้าลอบนำเข้าจากจีน เช่น ช็อกโกแลตตรา Orphic ที่นำเข้าตามตะเข็บชายแดนแถบ จ.มุกดาหาร

เมลามีนทำให้ตลาด Confectionary และ Dairy Product ได้รับผลกระทบโดยถ้วนหน้า แทบจะทั่วโลก EU ดูจะมีมาตรการจัดการที่เข้มงวดที่สุด โดยออกมาตรการขั้นเด็ดขาดห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับเด็กที่ผลิตจากจีน

ขณะที่สถานการณ์ในจีน ไต้หวัน ฮ่องกง ที่เกิดขึ้นคือ สินค้าที่มีส่วนผสมของนม และนมผง ต่างลดราคาลงมา หรือนี่คือมาตรการแก้ปัญหา ขายสารพิษในราคาถูก??

จากการสังเกตร้าน 7-eleven หลายสาขาในฮ่องกง เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนพบว่าขนม ช็อกโกแลต หรือผลิตภัณฑ์อื่นที่มีส่วนผสมของนม ต่างใช้กลยุทธ์ลดราคาด้วยกันแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะการซื้อ 2 แถม 1 สื่อถึงนัยได้ว่าผู้บริโภคเกิดอาการหวาดหวั่น วิตกกังวลไม่กล้าเสี่ยงและหลีกเลี่ยงไปบริโภคขนมหวานอย่างอื่นแทน

www.fda.moph.go.th เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา รายงานความคืบหน้าสถานการณ์ เมลามีน โดยแบ่งแยกเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านและผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด นับตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2551 เป็นต้นมา ทั้งนี้ค่ามาตรฐานที่กำหนดคือ 2.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แต่บรรดาสินค้าต่อไปนี้ล้วนมีปริมาณเมลามีนในสัดส่วนที่สูงเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดทั้งสิ้น 15 รายการ (อย. ตรวจและประกาศตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน – 7 พฤศจิกายน 2551)

โคอะลา (Koala) โดนหนักสุดถึง 6 ตัว สตรอเบอรี่ สติ๊ก ตราฮาจูกุ (Hajuku) ช็อกโกแลตแท่ง ตราออฟิค (Orphic) ครีม แครกเกอร์ ตราโอโมโต (Omoto) ชีส แซนด์วิชและพีนัท แครกเกอร์ ตราจูลี่ย์ (Julie’s) ลูกอมไวท์ แรบบิท (White Rabbit) ซึ่งทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในจีนและมาเลเซีย ล้วนไม่ผ่านมาตรฐานที่ อย. กำหนด

ที่สำคัญ แบรนด์ไทยชื่อดังโดนหางเลขด้วย คือ นมข้นแปลงไขมันไม่หวาน สูตรน้ำมันปาล์มตรามะลิ คุกกี้เอส แอนด์ พี ส่วนใหญ่เป็นขนมนมเนยประเภทที่นิยมซื้อเป็นของฝาก โดยเป็นขนมขายดีของตลาดกิมหยง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

จีนรับมือวิกฤตเมลามีน

บริษัทที่เผชิญวิกฤตเมลามีนในจีน มีวิธีการจัดการวิกฤตที่แตกต่างบ้างคล้ายคลึง

Sanlu คือ ตัวอย่างของบริษัทที่จัดการกับภาวะวิกฤตได้แย่มาก ด้วยการปฏิเสธความรับผิดชอบในทุกกรณี มิหนำซ้ำยังโยนความผิดไปให้กับเจ้าของฟาร์มโคนมซึ่งไม่รู้เรื่องรู้ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด จนกระทั่งความผิดชัดแจ้งจึงออกมายอมรับและเรียกเก็บผลิตภัณฑ์คืน แต่ก็สายไปเสียแล้วกับภาพลักษณ์ที่เพียรสร้างมา

Sanlu เป็นแชมป์ในแง่ของปริมาณเมลามีนซึ่งคิดเป็นไมโครกรัมต่อกิโลกรัมของผลิตภัณฑ์ ทำให้กลายเป็นบริษัทที่รับการจับตามากที่สุดในวิกฤตเมลามีนครั้งนี้

ด้านมาตรการแก้ไขปัญหาของบริษัทที่โดนพิษเมลามีนครั้งนี้ในไต้หวันดูแตกต่างจาก Sanlu อย่างสิ้นเชิง คือ การออกมายอมรับและมีจดหมายขอโทษจากซีอีโอของ Mengniu Diary ส่วน Yili เรียกเก็บนมผงสำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี ที่ได้รับการตรวจพบว่ามีสารเมลามีนปนเปื้อนในทันที

นับเป็นการแสดงความรับผิดชอบอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญต้องแสดงออกด้วยท่าทีที่จริงใจไม่เสแสร้ง นอกจากนี้ยังขึ้นป้ายประกาศอย่างชัดแจ้งว่าผมนมผงที่ผลิตก่อนวันที่ 6 สิงหาคม ซึ่งมีสารเมลามีนปนเปื้อนนั้นสามารถนำกลับมาแลกเงินคืนได้ ซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งใช้สติกเกอร์สีต่างๆ เป็นสัญลักษณ์ว่านมผงชนิดนั้นๆ ปลอดสารเมลามีน

แต่แน่นอนว่ามีผู้บริโภคส่วนน้อยที่จะยังคงซื้อแบรนด์ที่ติดรายการเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเมลามีน

ด้าน ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ให้รายละเอียดว่า ปัจจุบัน อุตสาหกรรมอาหารที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์นมเป็นส่วนผสม เช่น นมผง นมข้นหวาน คุกกี้ ไอศกรีม ขนมปัง เค้ก และเบเกอรี่ มียอดขายหายไป 20-30% คิดเป็นเงิน 6,000-9,000 ล้านบาท ภายในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับผลกระทบจากกระแสข่าวการปนเปื้อนสารเมลามีนในอาหารของจีน จนผู้บริโภคไม่กล้าซื้อสินค้าประเภทนี้ทั้งหมด ทั้งที่ส่วนใหญ่ผลิตมาจากวัตถุดิบของไทยซึ่งไม่มีสารเมลามีนปนเปื้อน ดังนั้นเพื่อลดความกังวลใจของผู้บริโภคจะเร่งเข้าไปสุ่มตรวจระบบโรงงานอย่างเข้มงวด

เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่อุตสาหกรรมนมและผลิตภัณฑ์ที่ใช้นมเป็นวัตถุดิบที่ไม่มีสารเมลามีนปนเปื้อน กลับได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนทำให้หลายบริษัทต้องออกมาโฆษณารวมทั้งประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์ของตัวเอง วอลล์ออก Press Release ชี้แจงถึงความปลอดภัยของไอศกรีม เมจิ เดินสายไปยังสำนักข่าวต่างๆ เพื่อแจกผลิตภัณฑ์และให้ข้อมูลว่าเมจิไม่ได้นำเข้านมจากจีน หากแต่นำเข้าจากนิวซีแลนด์ ส่วนนมตราหมีของเนสท์เล่ก็ยิง TVC ซึ่งใช้ดาราเป็นพรีเซ็นเตอร์แบบถี่ยิบ การันตีคุณภาพที่มีมาตลอด 75 ปี เป็นต้น

สำหรับปริมาณการนำเข้านมเฉลี่ยปีละ 180,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 10,000-14,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่นำเข้าจากนิวซีแลนด์มากสุด 37.7% รองลงมาเป็นสหภาพยุโรป 21.63% ออสเตรเลีย 15% สหรัฐ 13.77% ขณะที่นำเข้ามาจากจีนเพียง 4.14%

เปิดผลสำรวจผู้บริโภคไทย เมินหน้าแบรนด์เจ้าปัญหา

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจเกี่ยวกับวิกฤตเมลามีนในทัศนคติผู้บริโภคชาวไทยโดย บริษัท ทีเอ็นเอส ซึ่งได้จัดสำรวจทัศนคติและพฤติกรรมด้านการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ทำจากหรือมีส่วนผสมของนมในกลุ่มผู้บริโภคทั่วประเทศจำนวน 300 ตัวอย่างในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ผลการสำรวจพบว่า เกือบทั้งหมดของกลุ่มตัวอย่างทราบเกี่ยวกับข่าวนี้ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนมากไม่แสดงความกังวลเกี่ยวกับข่าวเรื่องผลิตภัณฑ์ปนเปื้อนสารเมลามีนนี้เท่าใดนัก

มีเพียง 19% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดที่อ้างว่าค่อนข้างเป็นกังวล และอีก 9% ของกลุ่มตัวอย่างที่กล่าวว่ากังวลกับข่าวดังกล่าวมาก

เมื่อถามถึงปฏิกิริยาของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อกระแสข่าวเรื่องผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมปนเปื้อนเมลามีนพบว่า 16% ของกลุ่มตัวอย่าง หยุดการบริโภคผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ปรากฏชื่ออยู่ในรายการที่ปนเปื้อน หรืออาจจะปนเปื้อนและยังไม่กลับไปบริโภคอีก ซึ่งเท่ากับว่าแบรนด์นั้นๆ หมดความน่าเชื่อถือไปอย่างสิ้นเชิงสำหรับพวกเขาแล้ว

ในขณะที่ 19% บอกว่าได้หยุดการบริโภคผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ปรากฏชื่ออยู่ในรายการที่ปนเปื้อน หรืออาจจะปนเปื้อน จนกระทั่งบริษัทผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสินค้าออกมาแถลงข่าวยืนยันความปลอดภัยของสินค้านั้นๆ จึงกลับไปบริโภคตามเดิม

นอกจากนี้ ก็มีผู้บริโภคอีกจำนวนหนึ่งที่แนะนำให้สมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงงดการบริโภคสินค้าที่อยู่ในรายการปนเปื้อนหรือสงสัยว่าจะปนเปื้อน

ด้วยความที่คนไทยส่วนมากให้ความสนใจและติดตามข่าวสารใดๆ อยู่เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจนักที่ในขณะนี้มีเพียง 42% ที่ยังติดตามข่าวผลิตภัณฑ์นมปนเปื้อนสารเมลามีนอยู่

ขณะที่อีก 22% ได้ติดตามข่าวนี้อยู่ซักระยะหนึ่ง แต่ในขณะนี้ได้หันไปสนใจข่าวอื่นแทนแล้ว อย่างไรก็ตาม 44% อ้างว่าไม่ได้บริโภคสินค้าที่อยู่ในรายการปนเปื้อนหรือสงสัยว่าจะปนเปื้อนตั้งแต่แรกแล้ว

อันที่จริงแล้วเชื่อว่าเราทุกคนต่างบริโภคเมลามีนผ่านผลิตภัณฑ์จากนมโดยไม่รู้ตัว มากบ้างน้อยมากมานมนาน วิกฤตครั้งนี้อาจช่วยย้ำเตือนเราๆ ท่านๆ ได้ว่า อย่าหลงใหลคลั่งไคล้ขนมหรืออาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป เพราะประเหมาะเคราะห์ร้ายอาจโดนแจ็กพอตกลายเป็นโรคนิ่วในไตได้โดยไม่รู้ตัว

ตลาดผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมของไทย มูลค่า 32,500 ล้านบาท
ไอศกรีม 10,000 ล้านบาท
เบเกอรี่ 7,500 ล้านบาท
เครื่องดื่มธัญพืช 500 ล้านบาท
อื่นๆ 14,500 ล้านบาท

เมลามีนคืออะไร

เป็นสารเคมีอินทรีย์ โดยทั่วไปพบในรูปของผลึกสีขาว เมื่อเอาเมลามีนมาผสมกับฟอร์มาลดีไฮด์ จะได้เป็นเมลามีนเรซิน (Melamine Resin) เป็นพลาสติกที่ขึ้นรูปด้วยความร้อน มีความทนทาน มีการนำมาใช้ในผลิตโฟมทำความสะอาดพื้นผิว แผ่นฟอร์ไมกา กาว จานชาม ไวท์บอร์ด เป็นต้น

ปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากมีการนำเมลามีนมาใช้ผิดวิธีด้วยการจงใจเติมเข้าไปในน้ำนมดิบเพื่อให้มีค่า
โปรตีนที่สูงขึ้น อันจะทำให้น้ำนมดิบขายได้ราคาดี

สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา มีการกำหนดค่าปนเปื้อนสูงสุดที่ร่างกายได้รับต่อวันโดยไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ หรือ Tolerable Daily Intake (TDI) โดยสหรัฐอเมริกากำหนดไว้ที่ 0.63 มก.ต่อน้ำหนักร่างกาย 1 กิโลกรัม ขณะที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้ที่ 0.50 มก. ต่อน้ำหนักร่างกาย 1 กิโลกรัม

ดังนั้น ถ้าเรามีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม เราต้องได้รับเมลามีน 25 มก. ต่อวันถึงจะเป็นอันตราย ถ้าหากนมที่เราดื่มมีการปนเปื้อน เมลามีน 1 มก. ต่อน้ำหนักนม 1 กิโลกรัม นม 1 กล่อง มีปริมาณ 250 กรัม เราต้องกินนมถึง 100 กล่องต่อวัน ถึงจะเป็นอันตราย แต่ถ้าเป็นเด็ก เช่น เด็กที่มีน้ำหนัก 20 กิโลกรัม ก็จะต้องกินนมถึง 40 กล่อง จึงจะได้รับอันตราย