ระหว่างที่ผ้าสีดำผืนใหญ่คลุมปิดป้ายชื่อพรรคชาติไทย พร้อมกับเสียงสั่นเครือ ตามมาด้วยเสียงร้องไห้ของ “บรรหาร ศิลปอาชา” และสมาชิกพรรคอีกหลายคน เมื่อบ่ายวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ผู้เฒ่าแห่งเมืองสุพรรณบุรีในวัย 76 ปีคนนี้กำลังหัวใจสลาย หลังจากถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคชาติไทย ที่ก่อตั้งมานานถึง 34 ปี จนทำให้ “บรรหาร” กับลูกชาย และลูกสาว พร้อมคีย์แมนที่ขับเคลื่อนพรรครวม 19 คน ต้องเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี แม้จะยังเหลืออิทธิพลอยู่บ้างในการจัดตั้งรัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แต่เสียงร่ำไห้ในวันนั้นคือสัญญาณว่าถึงเวลาแล้วที่ต้อง “นับถอยหลัง” สำหรับการเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่เคยเป็น “ตัวแปร” ทางการเมืองของ “บรรหาร ศิลปอาชา”
“บรรหาร” เคยพาพรรคชาติไทยถึงจุดรุ่งโรจน์สูงสุดในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อปี 2538 หลังจากขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคแทน “พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร”ได้ประมาณ 1 ปี โดยชนะการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก ได้ที่นั่ง ส.ส.ถึง 92 คน เหนือพรรคประชาธิปัตย์ และได้เป็น “นายกรัฐมนตรี” คนที่ 21 ของประเทศไทย
แต่การเป็นนายกรัฐมนตรีของเขาไม่ราบรื่นนัก ด้วยภาพลักษณ์และจุดอ่อนความเป็นนักการเมืองรุ่นเก่า กับธุรกิจดั้งเดิมในวงการก่อสร้าง ภายใต้ชื่อบริษัทสี่แสงการโยธา ที่มักมีผลประโยชน์ทับซ้อนรับงานก่อสร้างทางหลวงมากมาย ทำให้เป็นเงา “คอรัปชั่น” ติดตามเขาตลอดเวลา และสิ่งที่ทำให้ “บรรหาร” เจ็บปวดจนต้องยุบสภาหลังจากนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้เพียงประมาณ 1 ปี 2 เดือนเท่านั้น คือการถูกพลพรรคประชาธิปัตย์อภิปรายถึงสัญชาติบิดาผู้ล่วงลับ
นับจากนั้นพรรคชาติไทยภายใต้การนำของ “บรรหาร” กลายเป็นพรรคขนาดกลางที่ทรงอิทธิพล เพราะเป็นตัวแปรสำคัญในการเมืองไทย ที่สามารถชี้ชะตาได้ว่าพรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จหรือไม่ ด้วยที่นั่ง ส.ส.ในสภาต่ำกว่าประมาณ 40 คนมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2539 ช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา พรรคชาติไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลถึง 5 ครั้ง และฝ่ายค้านเพียง 2 ครั้ง โดยได้ชื่อว่าเป็นพรรคปลาไหล ที่พร้อมจะไหลลื่นสังฆกรรมกับใครก็ได้ที่เป็นฝ่ายได้เสียงข้างมาก
จุดยืนที่ชัดเจนสำหรับ “บรรหาร” คือความพยายามร่วมรัฐบาลให้ได้ ด้วยเหตุผลที่ชัดเจนจากปากของ “บรรหาร” เองคือ “เป็นฝ่ายค้านแล้วอดอยากปากแห้ง”
แม้บรรหารจะพยายามล้างภาพลักษณ์ด้วยการร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์คว่ำบาตร “ทักษิณ ชินวัตร” ในการจัดเลือกตั้งที่อัปลักษณ์ที่สุดเมื่อ 2 เมษายน 2549 และยังวิพากษ์วิจารณ์ ประกาศเดินคนละทางกับ “ทักษิณ” พร้อมกับออกมาปกป้อง “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ประธานองคมนตรี แต่เมื่อ “ทักษิณ” ได้อำนาจอีกครั้งผ่านพรรคพลังประชาชน นอมินีของพรรคไทยรักไทยที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคไปก่อนหน้า แต่ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 “บรรหาร” กลับเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง ด้วยจำนวนที่นั่ง ส.ส. 37 คน แม้จะมาด้วยเงื่อนไขที่เขาประกาศเพื่อแสดงถึงความชอบธรรมในการเป็น “ปลาไหล” อีกครั้งว่าต้องปกป้องสถาบันกษัตริย์ และไม่ล่วงเกิน พล.อ.เปรม
แต่ทุกอย่างก็สายเกินไป…
สังคมไม่อาจยอมรับ “ทักษิณ” และนอมินีคนไหนๆ ได้อีกต่อไป พลังมวลชนเสื้อเหลืองออกมาอีกครั้ง สังคมเริ่มถึงจุดตึงเครียดเมื่อเสื้อเหลืองรุกหนักให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ถึงขั้นยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และมีการปราบปรามสลายการชุมนุมจนทำให้มีผู้เสียชีวิต เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล และถนนราชดำเนิน
การเมืองเกือบถึงทางตัน แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิพากษายุบพรรคร่วมรัฐบาลเกือบทั้งหมดตั้งแต่พรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคเพื่อแผ่นดิน และแน่นอนรวมทั้งพรรคชาติไทย รัฐบาล “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” สิ้นสภาพในทันที ทำให้การเมืองถึงจุดเปลี่ยน ขั้วอำนาจทางการเมืองจัดระเบียบกันใหม่ หันมาที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยการสนับสนุนอย่างเต็มจากกองทัพ อีกครั้งที่ “บรรหาร” ลื่นไหล ไหวตัวทัน ส่ง “พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์” ออกหน้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์
การเดินเกมอย่างต่อเนื่องสำหรับ “บรรหาร” ในการหนีภาวะอดอยากปากแห้ง ถือว่าสำเร็จทุกครั้ง แต่ก้าวที่พลาดพลั้งคือการกลับเข้าร่วมกับ “ทักษิณ” จนมาสู่การยุคพรรค และไม่เพียงตัวเองที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเท่านั้น ยังพาให้บุตรชาย คือ “วราวุธ ศิลปอาชา” และ “กัญจนา ศิลปอาชา” เว้นวรรค 5 ปีด้วยเช่นกัน แม้นอมินีภายใต้ชื่อ “พรรคชาติไทยพัฒนา” จะมี “ชุมพล ศิลปอาชา” น้องชายมาเป็นหัวหน้าพรรค แต่ก็ไม่อาจทำให้ความรู้สึก “เสียดาย” ของ “บรรหาร” หายไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกผิดต่อผู้ก่อตั้งพรรค และความไม่สามารถประคับประคองให้พรรคชาติไทยอยู่ได้ตลอดไปทั้งที่เดินทางมาไกลแล้วถึง 34 ปี
5 ปีนับจากนี้ยังไม่มีใครบอกได้ว่าพรรคชาติไทยพัฒนาจะก้าวไปสู่จุดใด เพราะการเมืองไทยกำลังสวิง และมีขั้วอำนาจใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย นี่เองทำให้อีก 5 ปีข้างหน้าในวัย 81 ปี “บรรหาร” ได้แต่เพียงบอกว่าหากสุขภาพยังดีอยู่จะกลับคืนสู่สังเวียนการเมืองอีกครั้ง ณ วันนี้สิ่งที่ทำได้คือการมีความสุขกับการก่อสร้างอาคารรูปมังกรสูงขนาดตึก 10 ชั้น บริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมือง จ.สุพรรณบุรี อย่างที่ตั้งใจไว้ เป็นสิ่งทดแทนให้คนนึกถึง “มังกรเติ้ง” ฉายาที่หลายคนเรียกแทนชื่อ “บรรหาร”
ถึงบทนี้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “อำนาจทางการเมือง” ที่ได้มาด้วยการลื่นไหลนั้นไม่ยั่งยืน และไม่สามารถทำให้ใครเป็นผู้ทรงอิทธิพลได้ตลอดไป
Profile
Name : บรรหาร ศิลปอาชา
Born : 19 สิงหาคม 2475
Education : ปริญญาตรี และโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
Career Highlights :
ปี 2517 ร่วมกับนายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ ก่อตั้งพรรคชาติไทย
ปี 2519 ได้เป็น ส.ส.ครั้งแรก และทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี
ปี 2523 เป็นเลขาธิการพรรค
ปี 2529 เป็นรัฐมนตรีครั้งแรกในตำแหน่ง ว่าการะทรวงคมนามคม สมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์
ปี 2537 เป็นหัวหน้าพรรคชาติไทย
ปี 2538 เป็นนายกรัฐมนตรี
Family : ภรรยา คุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา บุตรชาย 1 คนคือ “วราวุธ” บุตรสาว 2 คน “กัญจนา” และ “ปาริชาติ”



