ผลจากการแข่งขันช่วงชิงคนดูด้วยข่าวรูปแบบการนำเสนอข่าว “เรียลลิตี้นิวส์” ระหว่างข่าว 3 มิติ และประเด็นเด็ดเจ็ดสี แม้จะได้รับการตอบรับจากคนดู แต่ก็เริ่มทำให้เกิดคำถามขึ้นในสังคม ถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะกรณี กระดูกในตู้คอนเทนเนอร์จมอยู่ที่ใต้ทะเลแสมสาร
หลังจากข่าว 3 มิตินำเสนอข่าวนี้ออกไป ปรากฏว่า กลายเป็นข่าวใหญ่ เรียกกระแสความสนใจจากคนดูและสังคมชนิดถล่มทลาย ข่าวถูกนำไปต่อยอด จากข่าวทีวีของช่องอื่นๆ รวมถึงบนหน้าหนังสือพิมพ์ และเว็บไซต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข่าวที่ถูกนำเสนอในช่วงพฤษภาคม ได้ถูกนำไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
จนนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ลงไปตรวจสอบพิสูจน์โครงกระดูกในตู้คอนเทนเนอร์ หลังจากประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 2535 และสมาชิก ได้ยื่นหนังสือให้รัฐบาลตรวจสอบกรณีผู้สูญหายเหตุการณ์ดังกล่าว
จนถึงวันนี้ กระดูกในตู้คอนเทนเนอร์ยังเป็นปริศนาที่ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับข่าวดังกล่าวว่า เจตนาของการนำเสนอข่าวนี้ เป็นเพียงเพราะต้องการช่วงชิงเรตติ้งคนดู ทั้งๆ ที่รู้ว่าในตู้คอนเทนเนอร์นั้นไม่มีกระดูกมนุษย์เลยด้วยซ้ำ
เนื่องจาก ในปี 2551 ดีเอสไอ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ สังกัดกระทรวงยุติธรรม ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.วีรศักดิ์ มีนะวาณิชย์ รองผู้บังคับการ 191 ช่วยราชการดีเอสไอในขณะนั้น (ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองผู้การจเรตำรวจ 4) พ.ต.ท.เพยาว์ ทองเสน และตัวแทนจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร่วมกับนักประดาน้ำ ลงตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากมีกระแสข่าว ได้เกิดฆาตกรรมแรงงานต่างด้าวครั้งใหญ่หมกตู้คอนเทนเนอร์ และนำไปทิ้งทะเล ผลปรากฏว่า ไม่พบว่ามีตู้คอนเทนเนอร์ตามที่ถูกระบุมา ส่วนตู้คอนเทรนเนอร์ที่ตกเป็นข่าว ก็เป็นตู้ที่เปิดแล้ว ด้านในไม่พบว่ามีโครงกระดูก จนดีเอสไอต้องทำรายงานยุติการค้นหาไป
กำนันที่ให้สัมภาษณ์กับข่าว 3 มิติ ดีเอสไอ ระบุว่า ตัวกำนันก็ไม่ได้พบเห็นหัวกะโหลกเอง เป็นแต่คำบอกเล่ามาอีกต่อหนึ่งเท่านั้น
การนำเสนอข่าวนี้ออกไป ไม่เพียงแต่มีผู้นำไปเชื่อมโยงกับกระแสข่าวทหารฆ่าประชาชน ทั้งเรื่องเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และยังเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความไม่สงบในช่วงสงกรานต์ ว่ากระดูกมนุษย์ จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับทหารหรือไม่ อาจถูกจุดกระแสนำไปสู่การปะทุอารมณ์ทางสังคม เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนบางกลุ่มอีกครั้ง
จนมีการตั้งคำถามขึ้นมาว่า การแข่งขันเพื่อแย่งชิงเรตติ้งคนดู กับการต้องแลกความหวังของคนกลุ่มหนึ่ง และโอกาสที่จะเกิดความไม่สงบทางการเมืองที่ยังอยู่ในภาวะล่อแหลม คุ้มค่ากันหรือ
“กิตติ สิงหาปัด” ในฐานะแม่ทัพของ “ข่าว 3 มิติ” อธิบายว่า ประเด็นนี้ใครที่เป็นนักข่าวในวงการตำรวจ จะรู้ว่าไม่ใช่ประเด็นใหม่ เพราะมีการพูดถึงกันมาเป็นปี แบบปากต่อปาก แต่ไม่เคยมีใครพิสูจน์ว่าในตู้คอนเทนเนอร์นั้นมีจริงหรือไม่ เพราะชาวบ้านก็ยังคงลากอวนและมีกะโหลกมนุษย์ติดมาบ่อยครั้ง”
“ข่าว 3 มิติ” จึงตัดสินใจตรวจสอบเรื่องนี้ โดยสอบถามจากแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง สไตล์ของข่าว 3 มิติ ต้องการหาประเด็นข่าวด้วยตัวเอง และพบว่าใช้เงินไม่มากนัก ค่าใช้จ่ายในหลักหมื่นในการจ้างคน ซึ่งก่อนหน้านี้ทีมงานได้ติดต่อให้หน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งร่วมพิสูจน์ แต่ติดปัญหาที่หน่วยงานนั้นต้องใช้เวลาตั้งงบประมาณ ทีมข่าวของ 3 มิติจึงค้นหาด้วยตัวเอง
สิ่งที่ “กิตติ” ย้ำคือ เขาไม่เคยฟันธงว่ามีหรือไม่มีศพที่อาจเกี่ยวโยงกับพฤษภาทมิฬในตู้คอนเทนเนอร์ หรือไม่ฟันธงว่ามีสารพิษหรือไม่ แต่ในทางข่าวแล้วเขามองว่าไม่ว่าจะเป็นตู้คอนเทนเนอร์บรรจุอะไรข้างใน ก็ไม่มีเหตุผลที่จะถูกทิ้งไว้กลางอ่าวไทยถึง 3 ตู้ และควรถูกรายงานเพื่อให้มีกระแสนำไปสู่การตรวจสอบให้ได้ผลสรุป
ระหว่างที่เตรียมงานประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อออกอากาศ มีรายการข่าวแห่งหนึ่งไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยืนยันว่าไม่มีตู้คอนเทนเนอร์ในอ่าวไทย แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาผู้สื่อข่าวของ “ข่าว3 มิติ” ก็พาผู้ชมดำน้ำไปพบตู้คอนเทนเนอร์กับตา
แน่นอนเรตติ้งข่าว 3 มิติพุ่งกระฉูด พร้อมๆ กับฟีดแบ็กจากผู้ชมที่กระหายอยากรู้ว่าแล้วภายในนั้นบรรจุอะไร สิ่งที่ “กิตติ” ยืนยันคือ ไม่เคยยัดเยียดคนดู แต่ข่าวในลักษณะนี้คือการสืบสวนสอบสวน มีคุณค่าข่าวสามารถสร้างกระแสโดยตัวของมันเอง เพราะคนอยากรู้
กระแสที่ข่าว 3 มิติต้องการให้สังคมสนใจ สำเร็จในระดับหนึ่ง เป็นแรงกดดันส่งไปถึงรัฐบาลสั่งการให้ตรวจสอบ
เวลานี้ “ตู้คอนเทนเนอร์” ยังรอการพิสูจน์ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร “กิตติ” ย้ำว่า ในฐานะเป็นสื่อมวลชนไม่สามารถฟันธงได้ แต่มีหน้าที่พิสูจน์ในสิ่งที่คนสงสัย ไม่ว่าจะเจอหรือไม่ก็ตาม แต่สุดท้ายชาวบ้านได้คลายความสงสัยสิ่งที่ลือกันมานาน
นี่คือเป็นคำตอบ และความจริง ของปริศนากระดูกตู้คอนเทนเนอร์ ที่ถูกเผยออกมา


