บี.กริม เฮลท์แคร์ เดินหน้าเข้าซื้อกิจการเครือ Unison กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ด้านเวชภัณฑ์ ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพชั้นนำของไทย ต่อยอดธุรกิจเสริมความแข็งแกร่ง เป็นผู้นำในด้านธุรกิจสุขภาพ

  • บี.กริม เฮลท์แคร์ เข้าซื้อกิจการของ 1) เมดไลน์ 2) ยูนีซัน 3) เอฟ.ซี.พี. และ 4) ออล รีเสิร์ช สร้างความแข็งแกร่งและเสริมความสามารถในการแข่งขันให้แก่ธุรกิจ สืบสานธุรกิจด้านสุขภาพของกลุ่มบี.กริม สู่ความยั่งยืน
  • เครือยูนีซันเป็นผู้นำด้านการผลิตและจัดจำหน่ายยาแผนปัจจุบัน เวชภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพหลากหลายประเภทที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายทั้งในไทยและต่างประเทศ
  • การผสานประสบการณ์ องค์ความรู้ และพันธมิตรทางธุรกิจของทั้งสององค์กร ขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมดันบี.กริม เฮลท์แคร์ ขึ้นแท่นผู้นำด้านธุรกิจสุขภาพของประเทศไทย

บี.กริม เฮลท์แคร์ ธุรกิจด้านสุขภาพของกลุ่ม บี.กริม ประกาศเข้าซื้อกิจการของบริษัท เมดไลน์ (Medline) ยูนีซัน (Unison) เอฟ.ซี.พี. (F.C.P.) และ ออล รีเสิร์ช (All Research) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน  2565  การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการพัฒนาธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพของบี.กริมให้แข็งแกร่ง และเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมตอกย้ำพันธกิจในการส่งเสริมให้ทุกคนในสังคมเข้าถึงผลิตภัณฑ์บริการด้านสุขภาพที่มีคุณภาพ

บี.กริม ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2421 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โดยเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจยาสมัยใหม่ตำรับตะวันตกภายใต้ชื่อ “ห้างสยามดิสเปนซารี่” ซึ่งถือเป็นร้านขายยาในรูปแบบแพทย์สมัยใหม่แห่งแรกในประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้คน ตลอดระยะเวลา 144 ปีที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บี.กริม ยึดมั่นในปรัชญาการ “ดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี” ที่มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคมไทยอย่างยั่งยืน นอกเหนือจากธุรกิจด้านสุขภาพที่ บี.กริม ทำมาอย่างต่อเนื่อง  ปัจจุบัน บริษัทได้ขยายธุรกิจออกไปในหลากหลายด้าน ทั้งธุรกิจพลังงาน ระบบภายในอาคารและอุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์ คมนาคม ดิจิทัล และไลฟ์สไตล์

เครือยูนีซันเป็นหนึ่งในธุรกิจครอบครัวที่มีการพัฒนา ลงทุน จนเป็นบริษัทชั้นนำในด้านเฮลท์แคร์ของประเทศไทย เริ่มต้นจากบริษัท เมดไลน์ ผู้นำเข้ายาแผนปัจจุบัน และเวชภัณฑ์ รายใหญ่อย่างต่อเนื่องมากว่า 31 ปี  ภายหลังได้ทำการเข้าซื้อกิจการของยูนีซัน (Unison Laboratories หรือ Unison) ซึ่งเป็นโรงงานผลิตยาแผนปัจจุบัน เพื่อเสริมศักยภาพของกันและกัน ทำให้ธุรกิจภายในเครือสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งการนำเข้าและการผลิตยาด้วยตนเองตั้งแต่ปีพ.ศ. 2538 เป็นต้นมา ต่อมาได้เริ่มรุกเข้าสู่ธุรกิจเครื่องสำอางและอาหารเสริมด้วยการเข้าซื้อ บริษัทเอฟ.ซี.พี. โดยนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในการผลิตยาแผนปัจจุบันมาใช้ในการยกระดับมาตรฐานคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ปัจจุบัน เครือยูนีซันมีผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ครอบคลุมการดูแลรักษาหลากหลายกลุ่มโรค ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศไทยและกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม กล่าวว่า บี.กริม เฮลท์แคร์ เป็นธุรกิจด้านสุขภาพที่บี.กริม ให้ความสำคัญมาตลอดตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทในปี พ.ศ. 2421  การเข้าซื้อกิจการของเครือยูนีซันในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญของ บี.กริม ในการสานต่อปรัชญาการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี ที่บริษัทถือปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจมาตลอด 144 ปีในประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชนรอบข้าง  มีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมนำความเจริญรุ่งเรืองและความสุขมาสู่สังคมไทย  บทบาทของ บี.กริม เฮลท์แคร์  จึงมุ่งสร้างสรรสิ่งที่ดีให้กับประชาชน ส่งเสริมให้ทุกคนในสังคมได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์บริการด้านสุขภาพที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม พร้อมส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน

นางสาวคาโรลีน ลิงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม จอยน์ เว็นเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า เครือยูนีซันเป็นบริษัทชั้นนำด้านธุรกิจเฮลท์แคร์ของประเทศไทยที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง การตัดสินใจเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้ บี.กริม เฮลท์แคร์ และรองรับการขยายธุรกิจต่อไปเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำในด้านธุรกิจสุขภาพของประเทศไทย บี.กริม เฮลท์แคร์ ยังมีแผนการลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มเติม สำหรับรองรับและส่งเสริมธุรกิจการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร เตรียมความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายด้านการดูแลสุขภาพของผู้คนทั้งในปัจจุบันและอนาคต

การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การสร้างความเติบโตให้แก่กลุ่มธุรกิจ บี.กริม เฮลท์แคร์  โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันให้ไทยให้เป็นศูนย์กลางในด้านการวิจัย พัฒนา และ ผลิตเวชภัณฑ์ ยา และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีคุณภาพสูงระดับมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนในสังคม ด้วยการเข้าถึงยารักษาโรค และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ