‘เศรษฐกิจไทย จะเป็นอย่างไรหลังเลือกตั้ง’ เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย เพราะแม้ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการที่ออกมา ‘พรรคภูมิใจไทย’ จะกวาดที่นั่งไปเกือบ 200 ที่นั่ง ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะน่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากสุดในรอบหลายสิบปี แต่ไทยยังความกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรัง
“เราต้องยอมรับถึงศักยภาพการเติบโตของไทยที่มีปัญหา โดยหากย้อนดูในอดีต ก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งไทยมี GDP โต 7.3% แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 2.3%คำถาม คือ ปัญหาที่ทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงมากขนาดนี้มาจากอะไร” เมธัส รัตนซ้อน’ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าว พร้อมวิเคราะห์ว่า
เมื่อดูเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของบ้านเรา แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่
1.‘ภาคการส่งออก’ ที่มีการพูดถึงปัญหามาสักระยะแล้ว โดยสิ่งที่ไทยผลิตได้เก่งเป็นสิ่งที่โลกไม่ได้มีความต้องการมากนักในยุคปัจจุบัน เช่น รถยนต์สันดาป ฮาร์ดดิสไดร์ส ฯลฯ โจทย์สำคัญ คือ ไทยจะเกาะอุตสาหกรรมคลื่นลูกใหม่ไปได้อย่างไร
2.‘ภาคท่องเที่ยว’ ก็ถูกคนอื่นแซง สะท้อนจากอัตราการเติบโตของภาคธุรกิจนี้ของไทยหดตัว ขณะที่คู่แข่ง เช่น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ฯลฯ มีการเติบโตค่อนข้างรวดเร็ว โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งปีที่ผ่านมาโตได้กว่า 20% และช่วงก่อนเกิดโควิดก็โตได้ราว 20%
ดังนั้น หากไทยไม่มีการยกเครื่องใหม่ของธุรกิจท่องเที่ยวอย่างจริงจัง และหาแลนด์มาร์คหรือจุดสนใจใหม่ ๆ มากระตุ้นภาคธุรกิจท่องเที่ยว ในที่สุดเวียดนามจะแซงหน้าเราได้ในที่สุด
นอกจากนี้ การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทย เป็นอีกประเด็นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะทำให้วัยแรงงานมีจำนวนลดลง และความสามารถในการผลิตลดลง รวมถึงความเสี่ยงจากภายนอกประเทศ เช่น มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาชายแดน ฯลฯ
ทั้งหมด เป็นปัญหา ‘เรื้อรัง’ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแรง โดยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ
“ตอนนี้เครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจของเราไปไม่ไหวแล้ว คำถาม คือ เราจะหาทางสู้ใหม่ได้อย่างไร”
รอลุ้นรัฐบาลใหม่
อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการที่พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่งไปเกือบ 200 ที่นั่ง ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะน่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากสุดในรอบหลายสิบปี ส่งผลให้มองความเสี่ยงทางการเมืองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ภาพดังกล่าว ‘ไพบูลย์ นลินทรางกูร’ CEO บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ กล่าวว่า ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะน่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากสุดในรอบหลายสิบปี ส่งผลให้มองความเสี่ยงทางการเมืองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ปิดตลาดที่ระดับ 1,400 จุด ปรับตัวขึ้น 3.65% ภายในวันเดียว และมีปริมาณซื้อขายทะลุแสนล้านบาทสูงสุดในรอบ 17 เดือน นับตั้งแต่ 6 กันยายน 2567
.
และรัฐบาลใหม่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตเกิน 3% ตามที่พรรคภูมิใจไทยประกาศไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ ต้องรอดูนโยบายที่จะการลงมือทำจริง และต้องโฟกัสเรื่องระยะยาว ปีนี้ดัชนี SET อาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุด
สำหรับปัญหาเศรษฐกิจไทย ที่ไพบูลย์มองว่า ต้องเร่งแก้ ได้แก่
1.ภาระหนี้ระดับสูง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้รัฐบาล และหนี้ภาคเอกชนซึ่งอยู่ในระดับสูงคนไทยมีเงินออมต่ำ เมื่อมีเงินออมต่ำก็นำมาซึ่งปัญหาภาระหนี้สูง รวมถึงปัญหาสังคมสูงวัย เมื่อคนไทยแก่ตัวไปไม่มีเงินเก็บลงทุนต่ำ และผลิตภาพต่ำ
2.เพิ่มศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม โดยเน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีทันสมัย
3.ส่งเสริมการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ เพราะเครื่องยนต์ชุดเดิม เช่น ส่งออก ภาคการผลิต การท่องเที่ยว ฯลฯ ไปต่อไม่ไหวแล้ว
4.ใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่





