สถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกในวันจันทร์ที่ผ่านมาเกิดความผันผวนอย่างหนัก โดย ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงทันที ในช่วงการซื้อขายภาคค่ำ หลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเปิดเผยว่าเขากำลังพิจารณา เข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก เพื่อแก้ปัญหาการติดขัดของอุปทานน้ำมันดิบ
ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) ร่วงลงถึง -6.19% มาอยู่ที่ 85.27 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เมื่อเวลาประมาณ 15:37 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานโลก ปรับลดลง -4.6% มาอยู่ที่ 88.43 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งถือเป็นการพลิกกลับอย่างรุนแรงหลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน ราคา Brent เพิ่งพุ่งทะลุเพดาน 119.50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และปิดตลาดภาคปกติไปที่ 98.96 (เพิ่มขึ้น 6.76%) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล นับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022
ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ CBS News ว่าเขากำลัง คิดเรื่องการเข้ายึดครองช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า สงครามครั้งนี้จะยุติลงในเร็ววัน นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวจากแหล่งข่าวของรอยเตอร์ว่า ทรัมป์อาจพิจารณา ลดมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันต่อรัสเซีย เพื่อช่วยดึงราคาน้ำมันให้ต่ำลง แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเพิ่งโพสต์ผ่าน Truth Social ว่าการที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในระยะสั้นนั้น เป็นเพียงราคาเล็กน้อยที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับการกำจัดภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ของอิหร่านก็ตาม
ในขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด การผลิตน้ำมันในอิรักซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสองของกลุ่มโอเปก (OPEC) ได้เผชิญกับภาวะชะงักงันอย่างหนัก โดยยอดการผลิตจากแหล่งน้ำมันทางตอนใต้ลดลงถึง 70% เหลือเพียง 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิมที่เคยผลิตได้ถึง 4.3 ล้านบาร์เรล ก่อนเกิดสงคราม เช่นเดียวกับคูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ต้องจำกัดการผลิตเนื่องจากคลังเก็บน้ำมันเริ่มเต็ม เพราะไม่สามารถส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่มีความเสี่ยงจากการโจมตีของอิหร่านได้
ทางด้านกลุ่มประเทศ G7 เตรียมที่จะเคลื่อนไหวเพื่อบรรเทาวิกฤตนี้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีกำหนดหารือผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในวันอังคารนี้ เพื่อพิจารณาการระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ออกมาสู่ตลาดโลก ซึ่งสอดคล้องกับแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีคลัง G7 ที่ยืนยันความพร้อมในการดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพของอุปทานพลังงานโลก
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Rapidan Energy มองว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซครั้งนี้ถือเป็นการขัดขวางอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากมีน้ำมันถึง 20% ของการบริโภคทั่วโลกถูกส่งผ่านเส้นทางนี้ โดย Rystad Energy คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายและยืดเยื้อไปถึง 4 เดือน เราอาจได้เห็นราคาน้ำมัน Brent พุ่งสูงถึง $135 ต่อบาร์เรลเลยทีเดียว



