ในขณะที่สงครามกำลังโหมกระหน่ำในยูเครน กาซา ซูดาน คองโก และตะวันออกกลาง สายตาของโลกมักจับจ้องอยู่ที่ความสูญเสียของมนุษย์และการทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่มีสงครามอีกรูปแบบหนึ่งที่เงียบเชียบกว่า ยาวนานกว่า และทำลายล้างไม่แพ้กัน นั่นคือ สงครามต่อโลก ต่อธรรมชาติ และต่อสภาพภูมิอากาศของเราทุกคน
สงครามอิหร่าน 14 วัน ปล่อยคาร์บอนกว่า 5 ล้านตัน
สงครามระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน คือตัวอย่างที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศต้องตั้งรับ การวิเคราะห์ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมครั้งแรกของความขัดแย้งนี้ โดย Climate and Community Institute เผยว่า เพียง 14 วันแรกของการสู้รบ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาถึง 5 ล้านตัน เท่ากับปริมาณการปล่อยคาร์บอนของบางประเทศตลอดทั้งปี และเมื่อคำนวณเป็นอัตรารายปีจะเท่ากับ 131 ล้านตัน ซึ่งใกล้เคียงกับการปล่อยก๊าซทั้งปี 84 ประเทศที่ปล่อยก๊าซน้อยที่สุดในโลกรวมกัน
- อาคารพลเรือนที่ถูกทำลาย คิดเป็นส่วนแบ่งคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดถึง 2.4 ล้านตัน CO2e จากอาคารราว 20,000 แห่งที่ได้รับความเสียหายตามรายงานของสภาเสี้ยววงเดือนแดงอิหร่าน
- คลังน้ำมันที่ถูกเผา สร้างความเสียหาย 1.88 ล้านตัน CO2e ภาพที่น่าสะเทือนใจที่สุดคือ “ฝนสีดำ” ที่ตกลงมาเหนือกรุงเตหะรานหลังจากที่คลังน้ำมันหลัก 4 แห่งถูกทิ้งระเบิด คาดว่าน้ำมันระหว่าง 2.5 ถึง 5.9 ล้านบาร์เรลถูกเผาไหม้ในการโจมตีครั้งนี้
- เชื้อเพลิงเครื่องบินรบ ใน 14 วัน มีการใช้เชื้อเพลิงระหว่าง 150–270 ล้านลิตร เพราะเครื่องบินทิ้งระเบิดหนักของสหรัฐฯ ต้องบินมาจากไกลถึงทางตะวันตกของอังกฤษ สร้างการปล่อยก๊าซ 529,000 ตัน CO2e
- ยุทโธปกรณ์ที่ถูกทำลาย เครื่องบินรบ เรือรบ และฐานยิงขีปนาวุธรวมกันคิดเป็น 172,000 ตัน CO2e และการใช้ขีปนาวุธ โดรน และจรวดสกัดกั้นรวมกว่า 5,000 ลูกเพิ่มอีก 55,000 ตัน CO2e
“ทุกครั้งที่มีการยิงขีปนาวุธ นั่นคือการจ่ายเงินล่วงหน้าเพื่อแลกกับโลกที่ร้อนขึ้นและไม่มั่นคงขึ้น” Patrick Bigger ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Climate and Community Institute กล่าว
สงครามผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ที่ไม่มีใครพูดถึง
งานวิจัยล่าสุดพบว่า กองทัพทั่วโลก มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกือบ 5.5% ของการปล่อยก๊าซทั่วโลก ตัวเลขนี้เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซจากอุตสาหกรรมซีเมนต์ทั้งโลก และมากกว่าการบินพลเรือนทั่วโลกถึง 2 เท่า หากกองทัพโลกเป็นประเทศหนึ่ง มันจะเป็น ผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก
ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ แม้การใช้จ่ายทางทหารจะคิดเป็นเพียง 2% ของ GDP โลก แต่ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซกลับสูงกว่าค่าเฉลี่ยทางเศรษฐกิจโลกถึง 3 เท่า และที่เลวร้ายที่สุดคือ ตัวเลขเหล่านี้มักถูกซ่อนอยู่ในรายงาน เพราะภาคทหารได้รับการยกเว้นจากข้อผูกพันในการรายงานข้อมูลระหว่างประเทศหลายฉบับ และแทบไม่ปรากฏในการเจรจาด้านภูมิอากาศเลย
สงครามในยูเครนเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดว่าความขัดแย้งทางอาวุธสร้างบาดแผลต่อโลกอย่างไร ในช่วง 3 ปีแรกของการสู้รบ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 230 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือมากกว่าการปล่อยก๊าซรายปีของ 5 ประเทศนอร์ดิกสะสมรวมกัน
ความเสียหายไม่ได้มาจากระเบิดเพียงอย่างเดียว การทำลายหม้อแปลงไฟฟ้าและสถานีไฟฟ้าทำให้เกิดการรั่วไหลของก๊าซซัลเฟอร์เฮกซาฟลูออไรด์ ซึ่งมีศักยภาพในการทำให้โลกร้อนรุนแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถึง 25,000 เท่า การระเบิดของท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีมในปี 2022 ปล่อยก๊าซมีเทนออกมาคิดเป็นคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าหลายสิบล้านตัน และไฟป่าตามแนวหน้าการรบที่ไม่มีใครดับได้ก็กำลังเผาคาร์บอนและทำลายระบบนิเวศไปพร้อมกัน
สงครามก่อโลกร้อน โลกร้อนก่อสงคราม
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่ตัวเลขคาร์บอน แต่คือ วงจรที่ตัดไม่ขาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นแค่ผลพวงของสงคราม แต่ยังเป็นชนวนเหตุของมัน ภูมิภาคที่เผชิญกับภัยแล้ง น้ำท่วม และสภาพอากาศสุดขั้วมีความเสี่ยงสูงต่อความรุนแรงและความไม่มั่นคง การแย่งชิงทรัพยากรที่ขาดแคลน ทั้งน้ำ อาหาร และที่ดิน กำลังนำไปสู่การปะทะในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย
และเมื่อเกิดสงคราม วิกฤตพลังงานที่ตามมามักทำให้สหรัฐฯ และมหาอำนาจอื่น ๆ ตอบโต้ด้วยการขุดเจาะน้ำมันใหม่และสร้างสถานี LNG เพิ่ม ซึ่งเป็นการล็อคให้โลกต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไปอีกหลายชั่วอายุคน วงจรนี้ไม่มีจุดสิ้นสุดในตัวมันเอง
สัญญาณที่มองเห็นได้ชัดในชีวิตประจำวันคือในภูมิภาคนอร์ดิก อุณหภูมิฤดูหนาวสูงกว่าปกติราว 2 องศาเซลเซียส ฤดูกาลเล่นสกีที่เคยมีหิมะปกคลุมเกือบ 5 เดือน บัดนี้เหลือเพียง 6–8 สัปดาห์ ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องกีฬา แต่คือสัญญาณของการหยุดชะงักของระบบนิเวศในภาพใหญ่
งบประมาณคาร์บอนที่กำลังจะหมด
นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า โลกเหลือ งบประมาณคาร์บอน เพียง 1.3 แสนล้านตัน เพื่อรักษาโอกาส 50% ที่จะไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ด้วยอัตราการปล่อยก๊าซในปัจจุบัน งบประมาณนี้จะ หมดลงภายในปี 2028
“การเผาผลาญงบประมาณคาร์บอนเท่ากับปริมาณการปล่อยก๊าซต่อปีของประเทศไอซ์แลนด์ภายในเวลาแค่ 2 สัปดาห์ คือสิ่งที่เราไม่สามารถแบกรับได้จริงๆ”
สุดท้ายแล้ว ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาจากสงครามในวันนี้จะคงอยู่ในชั้นบรรยากาศนานกว่าหนึ่งศตวรรษ ไม่ว่าฝ่ายไหนจะชนะก็ตาม ผู้ที่ต้องจ่ายราคาแพงที่สุดคือ พลเรือนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทำสงคราม และชนชั้นแรงงานทั่วโลกที่ต้องรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายลงทุกวัน






