‘แกร็บ’ ชูกลยุทธ์ ‘Boost Demand’ อัดโปรฯ กระตุ้นออเดอร์สู้วิกฤตต้นทุน แทนการลด GP

เมื่อเกิดวิกฤตด้านพลังงาน ธุรกิจแรก ๆ ที่ได้ผลกระทบก่อนใครก็คือ ธุรกิจขนส่ง รวมถึงธุรกิจออนดีมานด์เดลิเวอรี่และไรด์เฮียริ่ง ซึ่งก็คือ แกร็บ (Grab) โดยล่าสุด แกร็บก็ได้ออกมาเปิดเผยกลยุทธ์รับมือวิกฤต และทิศทางธุรกิจในปี 2026 นี้

วิกฤตรอบนี้ถ้ายืดเยื้ออาจใกล้เคียงโควิด

จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปรียบสถานการณ์ราคาพลังงานที่พุ่งสูงในขณะนี้ว่าคล้ายกับช่วง COVID-19 ในแง่ที่เป็นแรงกระแทกต่อทั้งระบบ แต่ยังไม่อาจประเมินได้ว่าจะยืดเยื้อนานเพียงใด แต่แกร็บได้เปรียบตรงที่มีทั้งธุรกิจ นอกบ้าน (Mobility) และ ในบ้าน (Food และ Mart) ทำให้สามารถยืดหยุ่นปรับงบการตลาดระหว่างธุรกิจได้ตามสถานการณ์ 

หากเกิดภาวะที่ผู้คนต้อง Work from Home แกร็บพร้อมหันมาโฟกัสที่กลุ่ม GrabFood และ GrabMart แทน ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ทำในช่วงโควิด รวมถึงการนำคนขับรถโดยสารมาช่วยส่งอาหารด้วย

“เราโชคดีที่ธุรกิจเราครอบคลุมทั้งการใช้ชีวิตนอกบ้านและในบ้าน ถ้าสถานการณ์รุนแรงขึ้น เราพร้อมปรับ ถ้าสมมติคนต้อง Work from Home อีกครั้ง Mobility ก็หยุดพักก่อน แล้วเราก็ไป Push Food กับ Mart แทน เป็น Common Sense ที่ทำได้เลย” จันต์สุดา กล่าว

เน้น Boost Demand แทนการลด GP

สำหรับการช่วยเหลือร้านอาหาร แกร็บเลือกกลยุทธ์การ Boost Demand หรือกระตุ้นยอดออเดอร์ผ่านโปรโมชันและการ Subsidize ราคาให้ผู้บริโภค แทนการลดค่า GP (Gross Profit) ลงโดยตรง เนื่องจากโครงสร้างต้นทุนที่รวมค่าคนขับและค่าโปรโมชัน ทำให้มีข้อจำกัดในการปรับลดรายได้จากร้านค้า อย่างไรก็ตาม สำหรับผลกระทบต่อร้านอาหาร ขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณการปรับราคาเพิ่มที่มีนัยสำคัญ 

โดยในปีที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจไม่ดี แกร็บมีกลยุทธ์ Everyday Low Price เช่น GrabFood Saver ซึ่งเติบโต +77% ช่วยเพิ่ม ความถี่การใช้งาน +19% เพิ่มผู้ใช้งานประจำทุกวัน +37% และ ยอดใช้จ่ายต่อคนเพิ่มขึ้น +8%

ด้าน GrabCar Saver ที่ราคาเริ่มต้นเพียง 19 บาทในกรุงเทพฯ ส่งผลให้กลุ่มบริการประหยัด (Saver Options) เติบโตกว่า 250% หรือ 3.5 เท่า รวมแล้ว ระบบนิเวศในภาพรวมก็เติบโต โดยไรเดอร์มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า +50% ร้านอาหารที่มียอดขายจริงเติบโต +13% 

“ปัญหาที่คนขับรู้สึกว่าไม่อยากรับลูกค้าที่เลือก Saver เพราะไม่คุ้ม แต่จริง ๆ แล้ว โปรโมชั่นจะช่วยให้ลูกค้าเรียกใช้บริการได้บ่อยขึ้น ดังนั้น มันช่วยทำให้รายได้ต่อชั่วโมงของคนขับสูงขึ้นจริง ซึ่งต้องยอมรับว่า ความท้าทายเราคือ บาลานซ์ระหว่างไรเดอร์-ผู้ใช้-ร้านค้า เพราะถ้าไม่มีออฟชั่นนี้ คนอาจจะไม่ใช้ ซึ่งรายได้คนขับก็อาจจะได้งานเป็นศูนย์”

สนับสนุนไรเดอร์ได้ระยะสั้น ดัน EV เป็นทางออกถาวร

ก่อนที่รัฐบาลจะออกมาตรการควบคุมราคาน้ำมัน แกร็บได้ประกาศสนับสนุนค่าน้ำมัน 13 บาทต่อเที่ยว ให้กับคนขับ โดยงบประมาณราว 10 ล้านบาท จะหมดลงประมาณต้นเดือนเมษายน ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินว่าจะต่ออายุหรือปรับรูปแบบอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ทางออกที่แกร็บมองในเชิงโครงสร้างระยะยาว คือการเร่งผลักดันให้คนขับหันมาใช้ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) บนแพลตฟอร์ม ซึ่งประหยัดค่าพลังงานได้ถึง 60–70% เมื่อเทียบกับรถน้ำมัน ทำให้คนขับไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ผันผวน

ปัจจุบันแกร็บมีคนขับ EV บนแพลตฟอร์มเกิน 20,000 คันแล้ว เพิ่มขึ้นจากหลักร้อยคันเมื่อ 3 ปีก่อน โดยมาจากทั้งโครงการเช่าซื้อของแกร็บเอง และคนขับที่มี EV ส่วนตัวอยู่แล้ว แกร็บมีแผนขยาย Partnership กับผู้ผลิตรถ EV ทั้ง 2 ล้อและ 4 ล้อต่อเนื่อง

“เรามีการคุยและประเมินตลอดว่าจะช่วยเหลือไรเดอร์อย่างไรต่อไป แต่เรื่องการขึ้นราคาฝั่งคนขับ เราไม่สามารถขึ้นได้ เพราะมีกรอบของไรด์เฮียริ่งที่ควบคุม หรือในส่วนการชาร์จค่าน้ำมันเพิ่มจากฝั่งผู้บริโภค เราเองไม่ได้อยากผลักภาระ”

นวัตกรรมและฟีเจอร์ใหม่ปี 2026

ในปี 2026 นี้ แกร็บเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่หลายรายการเพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง ได้แก่

  • Group Ride บริการนั่งรถร่วมกับเพื่อนหรือคนรู้จัก แชร์ลิงก์ผ่าน LINE แล้วแบ่งค่าโดยสารกัน ปัจจุบันเปิดทดลองใช้แล้วทั่วประเทศ
  • GrabFood Discover แพลตฟอร์ม Discovery ที่ให้ผู้ใช้ค้นหา อ่านรีวิว และสั่งอาหารได้ในแอปเดียว รองรับ Full Funnel ตั้งแต่การค้นหาจนถึงการซื้อ พร้อมระบบ Influencer สำหรับผู้ใช้ที่ชอบสร้างคอนเทนต์รีวิวอาหาร
  • GrabMart Basket Builder ฟีเจอร์ช้อปปิ้งที่ใช้ AI รองรับการถ่ายรูปสินค้าเพื่อค้นหาอัตโนมัติและการสั่งด้วยเสียง ช่วยประหยัดเวลาสำหรับผู้ที่ต้องการสั่งสินค้าหลายรายการพร้อมกัน
  • Grab Quick Cash สินเชื่อรายย่อยสำหรับผู้บริโภคบนแพลตฟอร์ม วงเงินสูงสุด 20,000 บาท ผ่อนสูงสุด 6 เดือน ใช้ระบบ Predictive Scoring จากพฤติกรรมการใช้งาน กำหนดเปิดตัวเดือนเมษายนนี้ กลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย เช่น นักศึกษาขายของออนไลน์หรือ First Jobber ที่ต้องการทุนเริ่มต้น
  • GrabAds Trailblazer Award รางวัลใหม่สำหรับนักการตลาด แบรนด์ และเอเจนซีที่บุกเบิกการใช้ GrabAds Solutions

เดินหน้าสร้างแบรนด์เลิฟ เพราะเทคโนโลยีใครก็มีได้

อีกหนึ่งกลยุทธ์สร้าง แบรนด์เลิฟ ของแกร็บคือ การใช้ Friend of Grab อย่างเช่นการใช้ น้องเกล แอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์ ที่โดนใจทุกเจน ส่งผลให้มี Traffic ไหลเข้าแอปเพิ่มขึ้น 2 หลัก ชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ที่เคยเลิกใช้แล้วกลับมาใหม่ (Win-back Users)

นอกจากน้องเกลแล้ว ยังมี สเตฟาน ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์ ยูทูบเบอร์จากช่อง Antihero Thailand  จับกลุ่ม คนนอนดึกและคอบอล เนื่องจากเห็นพฤติกรรมการใช้บริการแกร็บในช่วง กลางคืน เพิ่มมากขึ้น 

“แกร็บแมส ทุกคนรู้จัก แต่ที่เรายังต้องมี Friend of Grab เพราะเราอยากสร้างแบรนด์เลิฟให้กับแกร็บ ไม่อยากให้คนใช้เราเพราะโปรโมชั่น ซึ่งแบรนด์เลิฟสำคัญมาก เพราะเทคโนโลยีหรือฟีเจอร์มันทำเหมือนกันได้ แต่แบรนด์เลิฟทำไม่ได้ง่าย ๆ”

ตลาดส่งอาหารไทย โตแรงสุดในภูมิภาค

แกร็บอ้างอิงข้อมูลจากรายงาน e-Conomy SEA ของ Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่าตลาดส่งอาหารออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโต 18% สูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลโดยรวมที่เติบโต 15% โดยมีออเดอร์เฉลี่ยสูงถึง 9.5 ล้านออเดอร์ต่อวันทั่วภูมิภาค

สำหรับประเทศไทย ตลาดส่งอาหารออนไลน์เติบโต 22% ในปี 2025 สูงที่สุดในภูมิภาค และมีมูลค่าตลาดราว 5,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 161,000 ล้านบาท ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองเพียงอินโดนีเซียที่มีประชากรมากกว่าถึง 4 เท่า ขณะที่แกร็บครองส่วนแบ่งตลาดในไทยที่ 47%