4 แพลตฟอร์มยักษ์ ร่วมตั้ง ‘สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย’ มีเพื่ออะไร ทำอะไรบ้าง?

กลายเป็นที่น่าจับตา เมื่อแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ 4 รายในไทยอย่าง Shopee, Lazada, Grab และ LINEMAN Wongnai ซึ่งใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าเป็น คู่แข่งตัวฉกาจ ของกันและกัน แต่กลับหันมาจับมือกันจัดตั้ง สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (Thai Digital Platform Trade Association : TDPA) อย่างเป็นทางการ โดย Positioning จะมาสรุปให้ฟังว่า TDPA จะมีบทบาทหน้าที่อย่างไรบ้าง?

จุดเริ่มต้นสมาคม

พันโทหญิง ดร. ธมกร ศุภธนรังสี นายกสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย เล่าว่า เดิมที เมื่อ ภาครัฐ ต้องการรับฟังความเห็นจากแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ในไทยมีจดทะเบียนกว่า 200 ราย แต่ละบริษัทก็ต่างไปให้ข้อมูลแยกกัน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องแบกภาระรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการทีละราย

ดังนั้น สมาคมจึงเปรียบเสมือน สะพานเชื่อม ที่กลั่นกรองและนำเสนอมุมมองร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากขึ้น และจากการที่ภาครัฐมักเรียกทั้ง 4 บริษัทไปให้ความเห็นในเวทีเดียวกันอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เห็นโอกาสที่จะรวมตัวกันอย่างเป็นทางการ ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เวลาพูดคุยกันนานกว่าหนึ่งปี จนนำไปสู่การก่อตั้งสมาคม

อยากเป็นคู่คิดของรัฐ 

หัวใจสำคัญของการก่อตั้งสมาคมนี้คือการ พูดด้วยเสียงเดียวกัน ใน ประเด็นระดับนโยบายและระบบนิเวศของประเทศ แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่

  • ความเป็นกลางและการแข่งขันที่เป็นธรรม: ส่งเสริมสนามแข่งขันที่เท่าเทียม เปิดโอกาสให้ทั้งแพลตฟอร์มเกิดใหม่และผู้ประกอบการ SMEs เติบโตได้อย่างแท้จริง
  • การกำกับดูแลที่เน้นไปยังวัตถุประสงค์: ร่วมมือกับภาครัฐในการผลักดันกฎหมายและนโยบายที่ตอบโจทย์ประโยชน์สาธารณะอย่างสมดุลและมีประสิทธิภาพ
  • ความโปร่งใสและความไว้วางใจ: ยกระดับมาตรฐานด้านข้อมูล ความปลอดภัย และการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบนิเวศดิจิทัล
  • ส่งเสริมทักษะดิจิทัลและการเข้าถึงโอกาส: สนับสนุนให้ธุรกิจไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมส่งเสริมการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ

ทาง TDPA ย้ำว่า สมาคมต้องการเป็น คู่คิด ที่ช่วยให้ข้อมูล แลกเปลี่ยนมุมมอง และรับฟังว่าภาครัฐต้องการให้ภาคเอกชนช่วยเหลือในด้านใดบ้าง 

“กฎระเบียบด้านดิจิทัลของไทยยังเป็นงานที่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง สิ่งที่สมาคมเป็นห่วงที่สุดคือ กรอบกฎหมายที่ออกแบบมาสำหรับเศรษฐกิจกายภาพแบบเดิม อาจไม่ตอบโจทย์ธุรกิจแพลตฟอร์มที่มีความซับซ้อนกว่า เช่น ในระบบเก่ามีแค่ผู้ซื้อ-ผู้ขาย แต่แพลตฟอร์มมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย ทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย แพลตฟอร์ม ภาครัฐ และภาคประชาสังคม ซึ่งต้องหาโมเดลการแบ่งความรับผิดชอบร่วมกันแบบใหม่ สมาคมจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนานั้น ไม่ใช่ผู้มีอิทธิพลต่อนโยบาย แต่เป็นผู้ให้ข้อมูลเชิงปฏิบัติจากคนที่อยู่ในธุรกิจจริง”

เน้นรับเรื่อง ไม่มีบทลงโทษ

กรณีแพลตฟอร์มสมาชิกถูกร้องเรียนจากผู้บริโภค ทาง TDPA ไม่ได้มี บทบาทในการจัดการปัญหาเชิงปฏิบัติ เช่น การลงโทษ เนื่องจากแต่ละบริษัทมีนโยบายและกระบวนการจัดการของตัวเอง สมาคมไม่มีอำนาจก้าวก่าย หากมีคำร้องเรียนเข้ามา สมาคมจะส่งต่อให้บริษัทนั้นรับทราบ 

นอกจากการร้องเรียนผ่านสมาคมแล้ว ผู้บริโภคก็มีช่องทางร้องเรียนกับหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว ซึ่งมีกรอบกฎหมายที่ใช้กับทุกแพลตฟอร์ม เช่น การห้ามขายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 

ยืนยัน ไม่ได้มีเพื่อกำหนดนโยบายเอง

ทาง TDPA ยืนยันว่า การที่สมาคมให้ข้อมูลกับภาครัฐ ไม่ใช่การสั่งการหรือกำหนดนโยบายเอง เพียงแต่ต้องการพื้นที่ในการ ให้ข้อมูลที่รอบด้าน ในฝั่งของผู้ประกอบการแพลตฟอร์มก่อนกำหนดเป็นนโยบาย

อย่างในกรณีของ ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ว่าด้วยแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงการกระทำที่อาจเป็นการผูกขาด หรือลดหรือจำกัดการแข่งขันในธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multi-sided Platform) ประเภทธุรกิจบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าและบริการ (E-Commerce) ที่เลื่อนไปนั้น

ทาง สมาคม มองว่า เป็นเพราะภาครัฐจำเป็นต้องใช้เวลาพิจารณาอย่างรอบคอบและรับฟังความเห็นหลากหลายฝ่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ดีกว่าการออกกฎหมายที่รวดเร็วแต่ไม่ตอบโจทย์ความเป็นจริง

“อย่างเช่นเรื่องการขึ้นค่า GP เราได้มีการชี้แจงแล้วว่า แพลตฟอร์มไม่ได้ฮั้วกัน แต่ขึ้นสะท้อนตามต้นทุนที่เป็นจริง และเราก็ได้นำมาลงทุนเป็นโปรโมชั่นในแพลตฟอร์ม ในเรื่องของการเลือกขนส่งไม่ได้ มันมีหลายปัจจัย ขึ้นอยู่กับพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว (ลาซาด้า) สามารถให้ร้านค้าเลือกขนส่งได้ 6 ราย” พันโทหญิง ดร. ธมกร กล่าว

สรุปร่างประกาศ ‘คุมอีคอมเมิร์ซ’ เพื่อสกัด ‘ผูกขาด’ ในวันที่ตลาดถูกครองโดยมาร์เก็ตเพลสต่างชาติ

โครงสร้างและการทำงาน

สมาคมบริหารโดยคณะกรรมการที่มีผู้แทนจากสมาชิกสามัญแต่ละบริษัทอย่างน้อยหนึ่งท่าน โดยมีการเลือกตั้งนายกสมาคมในวาระ 2 ปี ปัจจุบัน เปิดรับสมาชิกที่ทำธุรกิจแพลตฟอร์มและจดทะเบียนในประเทศไทย โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มอีคอมเมิร์ซ แต่ครอบคลุมถึงแพลตฟอร์มประเภทอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Ride-Hailing, Delivery, โซเชียลคอมเมิร์ซ, ท่องเที่ยว, การเงิน หรือโซเชียลมีเดีย และไม่ได้แบ่งแยกตามสัญชาติของผู้ถือหุ้น โดยนิยาม “แพลตฟอร์มไทย” ในที่นี้หมายถึงบริษัทที่จดทะเบียนในไทย จ้างงานคนไทย และเสียภาษีในไทย

การตัดสินใจภายในสมาคมใช้ ระบบ Consensus คือสมาชิกทุกรายต้องเห็นชอบร่วมกัน ไม่ใช่การโหวตเสียงข้างมาก เพราะหากมีใครแพ้โหวตก็จะเกิดความไม่พอใจและนำไปสู่ความแตกแยกได้ นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้สมาคมจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว เพราะหากสมาชิกรายใดพยายามซ่อนผลประโยชน์ทางธุรกิจไว้เบื้องหลัง ความไว้วางใจจะหมดไปตั้งแต่ครั้งแรก

โฟกัสพิเศษ SME ไทย

ปัจจุบัน เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท มีสัดส่วนราว 10% ของ GDP ไทย และคาดว่าจะขยายไปถึง 30% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ด้วยอัตราการเติบโต 10–15% ต่อปี แม้จะชะลอลงจากช่วงก่อนหน้าที่เติบโตเกือบ 20% 

ดังนั้น สมาคมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ SME ไทย ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจและรองรับแรงงานจำนวนมหาศาล โดยมองว่าความสำเร็จของ SME คือความสำเร็จของแพลตฟอร์มเช่นกัน สมาคมจึงต้องการยกระดับทักษะดิจิทัลให้ผู้ประกอบการรายย่อย ช่วยให้ขายของได้ง่ายขึ้น เข้าใจข้อมูลการขายได้ง่ายขึ้น และสามารถขยายตลาดออกไปต่างประเทศได้ โดยเฉพาะในยุคที่ทักษะที่ใช้ขายของวันนี้อาจต่างจากที่ต้องใช้ในอีกหนึ่งปีข้างหน้าอย่างสิ้นเชิง

สมาคมตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็น ตัวอย่างในระดับภูมิภาค ด้านการกำกับดูแลเศรษฐกิจดิจิทัลที่สมดุลระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยหวังให้ประเทศอื่นหันมาศึกษาแนวทางของไทยในเรื่องการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและแพลตฟอร์ม เป็นจุดยืนที่แตกต่างจากเดิมที่ไทยมักมองไปยังต่างประเทศเพื่อเรียนรู้