ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์ ทุ่มงบดึง “บิวกิ้น” นั่งพรีเซ็นเตอร์ Wholly Nuts® ปั้นแบรนด์แมสราคาจับต้องได้ บุกตลาด Gen Z เต็มสูบ

ในวันที่ตลาดนมทางเลือก (Alternative Milk) กำลังดุเดือดด้วยผู้เล่นหน้าใหม่มากมาย บริษัท ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์ จำกัด ผู้บุกเบิกตลาดพรีเมียมเจ้าแรกๆ ในไทย โชว์ฟอร์มแกร่งครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 กว่า 49% พร้อมประกาศศักดาปี 2568 เติบโตเกือบ 30% กวาดรายได้แตะ 800 ล้านบาท ล่าสุดเดินเกมรุกครั้งสำคัญ ด้วยการปั้นแบรนด์ “โฮลี่ นัทส์®” (Wholly Nuts®) ให้เป็นหัวหอกใหม่ในการขยายฐานสู่แมส และคนรุ่นใหม่ หลังจากวางจำหน่ายมา 4-5 ปีแล้ว

จาก 137 ดีกรี สู่ โฮลี่ นัทส์ กลยุทธ์แยกเซกเมนต์เพื่อครองตลาด

นางสาวอริสา อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการผู้จัดการ เผยวิสัยทัศน์ว่า หลังจากปั้นแบรนด์ 137 ดีกรี จนเป็นที่ยอมรับในระดับพรีเมียมและส่งออกไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลกแล้ว ถึงเวลาที่บริษัทจะเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ด้วย “โฮลี่ นัทส์” แบรนด์ที่เน้นความ “ดื่มง่าย-ลีน-คลีน”

จริงๆ แล้วโฮลี่ นัทส์ไม่ใช่แบรนด์ใหม่ ได้ทำตลาดมาราว 4-5 ปีแล้ว เพียงแต่วางจำหน่ายแบบเงียบๆ ไม่ได้ทำการตลาดมาก เพราะบริษัทเน้นที่แบรนด์ 137 ดีกรี แต่ปัจจุบันตลาดมีการเติบโต และผู้บริโภคเปิดรับมากขึ้น ทำให้ถึงเวลาในการทำตลาดโฮลี่ นัทส์อย่างจริงจัง

โดยที่โฮลี่ นัทส์เป็นแบรนด์แมสกว่าเน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ 18-35 ปี และกลุ่ม Gen Z ที่เริ่มหันมาดูแลสุขภาพ หรือคนที่เริ่มดื่มนมทางเลือก รวมถึงเริ่มจับกลุ่มร้านอาหาร และคาเฟ่ กลุ่ม HoReCa มากขึ้น เน้นนำนมไปผสมเครื่องดื่ม อาหาร หรือขนมต่างๆ โดยมีราคาที่เข้าถึงง่าย กล่องเล็ก 23 บาท และกล่องใหญ่ 99 บาท

“บิวกิ้น” พรีเซ็นเตอร์คนแรก กับภารกิจเชื่อมใจคนรุ่นใหม่

หมัดเด็ดในปีนี้คือการเปิดตัว “บิวกิ้น – พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล” นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์คนแรกของโฮลี่ นัทส์ เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ความจริงใจ สุขภาพดี และเข้าถึงง่าย ซึ่งสอดคล้องกับ DNA ของแบรนด์ที่เน้นคุณภาพจาก “ถั่วเต็มเมล็ด 100%” นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมปล่อยกิมมิกมาร์เก็ตติ้งเอาใจแฟนคลับด้วย Limited Edition Packaging คอลเลกชัน Billkin ที่สามารถนำกล่องมาเรียงต่อกันเป็นคำพิเศษ สร้างสีสันและยอดขายในกลุ่ม Social Commerce

แนวโน้มตลาดนมทางเลือกทั้งในไทยและทั่วโลกยังเติบโตในระดับ Double Digit โดยมีปัจจัยหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทั้งการลดน้ำตาล งดแลคโตส และการเติบโตของกลุ่ม flexitarian ส่งผลให้ตลาดยังอยู่ในช่วง Growth Phase และมีศักยภาพเติบโตได้อีกมากในระยะยาว

นางสาวอริสา กล่าวต่อว่า บริษัทวางกลยุทธ์รับมือการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นด้วยมุมมองเชิงบวก โดยมองว่าการมีผู้เล่นมากขึ้นสะท้อนถึงการเติบโตของตลาด แต่ยังคงยึดแนวทางไม่แข่งขันด้านราคาและมุ่งเน้นสร้าง Value ที่แตกต่างผ่านคุณภาพสินค้าและประโยชน์ต่อสุขภาพที่ผู้บริโภครับรู้ได้จริง จุดแข็งของเราคือการเป็นผู้บุกเบิกตลาด มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในผลิตภัณฑ์ plant-based milk และมี positioning ที่ชัดเจนในระดับพรีเมียม ทั้งด้านคุณภาพวัตถุดิบจากถั่วเต็มเมล็ดและมาตรฐานการผลิต ทำให้แบรนด์ได้รับความเชื่อมั่นในระยะยาว

ปัจจุบัน บริษัทมีผลิตภัณฑ์ 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ นมอัลมอนด์ นมพิสตาชิโอ นมแมคคาเดเมีย นมวอลนัท และนมโปรตีนสูง โดยกลุ่มนมอัลมอนด์ยังคงเป็นรายได้หลัก ขณะที่โครงสร้างรายได้มาจากตลาดในประเทศและต่างประเทศในสัดส่วน 50:50 และมีการส่งออกไปมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลกใน 5 ทวีป

ในด้านช่องทางจำหน่าย ยังคงมีสัดส่วนหลักจากออฟไลน์ โดยบริษัทมีแผนขยายทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ควบคู่กัน พร้อมรุกตลาดต่างประเทศเพิ่มเติมในปี 2569 เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว