จากรันเวย์สู่ “คาเฟ่ อเมซอน” VICKTEERUT รุกหนักทำชุดยูนิฟอร์ม เมื่อตลาดแฟชั่นไม่โต ไทยดีไซเนอร์ต้องมุ่งตลาดองค์กร

  • VICKTEERUT เริ่มปรับโฟกัสเน้นตลาดชุดยูนิฟอร์มองค์กร หลังมีลูกค้าเข้ามาต่อเนื่อง ผนวกตลาดชุดแต่งงาน โดยที่ตลาดแฟชั่นซบเซา ไม่โตเท่าที่ควร
  • ล่าสุดทำชุดยูนิฟอร์มให้คาเฟ่ อเมซอน ล็อตใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมา 
  • กลุ่มเสื้อผ้า Ready-to-wear เตรียมเพิ่มไซส์อีก 2 ไซส์ XL กับ 2XL เพราะลูกค้าเดิมโตขึ้นเรื่อยๆ ไซส์เริ่มเปลี่ยน ใส่ไซส์เดิมไม่ได้

แฟชั่นไม่ลบแต่ไม่ดี ยูนิฟอร์มคือทางรอด

กลายเป็นเทรนด์ใหญ่ในวงการแฟชั่น เมื่อไทยดีไซเนอร์หลายแบรนด์หันมาจับตลาด “ชุดยูนิฟอร์มองค์กร” เพราะหลายปีที่ผ่านมาตลาดแฟชั่นไม่ได้เติบโตแบบหวือหวา จากสภาพเศรษฐกิจทำให้กำลังซื้อในกระเป๋าน้อยลง ในขณะที่กลุ่มองค์กรบริษัทต้องการสร้างแบรนด์ สร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้น รวมถึงสร้างเอ็นเกจกับพนักงาน ทำให้ตลาดชุดยูนิฟอร์มกลายเป็นแสงสว่างให้ปลายอุโมงค์ของโลกแฟชั่น

ที่เห็นตัวอย่างชัดที่สุดเห็นจะเป็นแบรนด์ Asava ที่บุกเบิกตลาดชุดยูนิฟอร์มมา 16 ปีแล้ว ปัจจุบันตั้งยูนิตใหม่ ASAVA Uniform เพราะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นทุกปี

VICKTEERUT

ในช่วงหลายปีมานี้หลายแบรนด์มองชุดยูนิฟอร์มเป็นเหมือนหน้าตาของบริษัทด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น แค่เสื้อโปโล หรือเสื้อเชิ้ต แล้วสกรีนโลโก้ไม่เพียงพอแล้ว ต้องมีแบรนด์ดีไซเนอร์ มีสตอรี่ และนวัตกรรม

VICKTEERUT (วิคธีร์รัฐ) เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ไทยดีไซเนอร์แถวหน้าของไทย ที่ทำตลาดมากว่า 18 ปีแล้ว ในปีนี้ก็ได้ทรานส์ฟอร์มตัวเองครั้งใหญ่ด้วยการบุกตลาด “ยูนิฟอร์มองค์กร” และ “ชุดแต่งงาน” อย่างเต็มตัว เพื่อบาลานซ์พอร์ตรายได้ คงจุดแข็งเป็นแบรนด์ที่งานตัดเย็บสไตล์เทเลอริ่งที่ประณีต และเฉียบคม

VICKTEERUT

อรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ VICKTEERUT ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ไตรมาสแรกของปีนี้เป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับแบรนด์แฟชั่น แม้ VICKTEERUT จะเคยครองอันดับหนึ่งบนแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ด้วยกำลังซื้อที่ตกต่ำลงทำให้ยอดสั่งซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด

“ยูนิฟอร์มเข้ามาเป็นส่วนช่วยหลักในตอนนี้ เพราะในขณะที่คนซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นน้อยลง แต่องค์กรขนาดใหญ่ยังต้องการภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ ยูนิฟอร์มคือการบอกตัวตนของบริษัท เราจึงตั้งเป้าดันสัดส่วนรายได้กลุ่มนี้ให้แตะ 20% ของพอร์ตทั้งหมด”

จากรันเวย์สู่ “คาเฟ่ อเมซอน” และโรงแรมหรูระดับโลก

VICKTEERUT ได้เริ่มเข้าตลาดยูนิฟอร์มองค์กรได้ราวๆ 4-5 ปี โดยแบรนด์แรกที่ทำก็คือ แมคคาเฟ่ของแมคโด นัลด์ หลังจากนั้นก็เริ่มมีงานเข้ามาเรื่อยๆ ได้แก่ เกียรตินาคิน, แสนสิริ, ทรูสเฟียร์, อนันตาจิวเวอรี่, Rakxa โดยจุดเปลี่ยนที่สำคัญก็คือโรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด หัวหิน ที่ทำให้ชุดยูนิฟอร์มของ VICKTEERUT มีชื่อเสียงขึ้นมา เพราะด้วยสีสัน และลุคที่ดูทะมัดทะแมงของพนักงาน ทำให้หลายองค์กรสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรม ตอนนี้ได้ทำให้เครือโรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด ทั้งหมด 3 ที่ หัวหิน, มัลดีฟส์ และพัทยา 

ล่าสุด แบรนด์ได้รับโจทย์หินในการออกแบบชุดยูนิฟอร์มให้กับ Café Amazon Experience แฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่ที่อารีย์ รวมถึงร้านที่เป็นสาขาทั่วไปด้วย โดยมียอดสั่งผลิตล็อตแรกสูงถึง 60,000 ชิ้น ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากที่สุดเท่าที่แบรนด์เคยทำมา โจทย์คือการทำให้ชุดดูโมเดิร์น สอดคล้องกับรีเทลยุคใหม่ แต่ยังคงฟังก์ชันที่ทำงานได้สะดวกจริง คาดว่าจะเริ่มเปลี่ยนช่วงกลางปีนี้

“ยูนิฟอร์มเป็นสิ่งสำคัญที่บ่งบอกว่าเราทำงานที่ไหน อีกทั้งยังบอกตัวตนของบริษัทได้ ทำให้ตอนนี้ไม่ว่าจะบริษัทใหญ่ หรือบริษัทเล็ก ได้ให้ความสำคัญกับการออกแบบยูนิฟอร์มมากขึ้น ตอนนี้แบรนด์เองก็ได้ลูกค้าทำยูนิฟอร์มเพิ่มขึ้นปีละ 2-3 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มโรงแรม หรือบริษัทที่ต้องการความน่าเชื่อถือ” 

ขยายฐานชุดแต่งงานในราคาที่เอื้อมถึง

อีกหนึ่งเครื่องยนต์หลักที่จะขับเคลื่อนปี 2569 คือธุรกิจชุดแต่งงาน ภายใต้ชื่อ VICKTEERUT The Marriage โดยแบรนด์เตรียมเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ที่สุขุมวิท 93 ในช่วงปลายปีนี้ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการดีไซน์ชุดแต่งงานด้วยตัวเอง และได้งานประณีตแบบ VICKTEERUT 

โดยชุดแต่งงานมีราคาเริ่มต้นเพียง 30,000 บาท จะเป็นชุดเรียบๆ ธรรมดา ไปจนถึงงานสั่งตัดพิเศษระดับไฮเอนด์ในราคาหลักแสนบาท ซึ่งถือเป็น Niche Market ที่ยังเติบโตได้ดีแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว

VICKTEERUT

อรประพันธ์ บอกว่า ตลาดนี้ยังมีโอกาสอยู่มาก เพราะที่ผ่านมามีลูกค้าหลายคนที่เป็นลูกค้าเดิม ต้องการที่จะให้แบรนด์ทำชุดแต่งงานให้ แล้วปกติเจ้าสาวต้องมีต่ำๆ คนละ 3 ชุด ชุดพิธีการ, ชุดงานเลี้ยงฉลอง และชุดปาร์ตี้ ยังไม่รวมชุดถ่ายพรีเว็ดดิ้ง และชุดแม่เจ้าสาว ญาติเจ้าสาวอีก เป็นงานที่ทุกคนยอมจ่ายได้

เตรียมขยายไซส์.. ให้ลูกค้าเดิมยังใส่ได้

นอกจากการขยายพอร์ตธุรกิจ VICKTEERUT ยังปรับตัวเข้าหาความเป็นจริงมากขึ้น อรประพันธ์เล่าว่า จากอินไซต์ของลูกค้าเดิมของแบรนด์ พบว่าแต่ละคนมีอายุมากขึ้น และมีสรีระที่เปลี่ยนไป ทำให้ใส่ชุดเดิม ไซส์เดิมไม่ได้แล้ว การที่ออกคอลเลกชั่นใหม่ แต่ไซส์เดิม ทำให้ลูกค้าเดิมซื้อไม่ได้

โดยเตรียมเพิ่มไซส์ให้ใหญ่ขึ้นอีก 2 ไซส์ ก็คือ XL และ 2XL จากเดิมที่มีมาตรฐานเพียง 4 ไซส์ (XS S M L) แม้จะเป็นเรื่องยากในเชิงโปรดักชั่น และแพตเทิร์น แต่ถือเป็นความใส่ใจเพื่อรักษาฐานลูกค้า เพราะจุดเด่นที่ลูกค้าชอบก็คือทรงสวย ใส่แล้วดูหุ่นดี ไอเทมที่ขายดีที่สุดจะเป็นกางเกงเอวสูง และเชิ้ตแขนกุดอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

ปัจจุบัน VICKTEERUT ครอบคลุมทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ มีหน้าร้าน 5 สาขา ได้แก่ ทองหล่อ ซอย 4, สยามพารากอน, เอ็มโพเรียม, เซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัลชิดลม เตรียมเปิด VICKTEERUT The Marriage Showroom ที่สุขุมวิท 93 ในช่วงปลายปี 2569 นี้

โดยในปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตที่ 5% โดยแบ่งสัดส่วนรายได้เป็นหน้าร้าน 30% ออนไลน์ 30% ชุดยูนิฟอร์ม (B2B) 20% และชุดแต่งงาน (The Marriage) 20%