อ่านเกม EssilorLuxottica รวบตึงอุตสาหกรรมแว่นตา นอกจากหุ้น ”แว่นท็อปเจริญ” แล้วยังซื้ออะไรอีก?

2 เมษายน 2569 คือวันที่ “เอสซีลอร์ลูซอตติก้า” (EssilorLuxottica) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านแว่นตาและเลนส์รายใหญ่ของโลก ออกแถลงการณ์เข้าถือหุ้นใน แว่นท็อปเจริญ (Top Charoen Optical) ผู้ค้าปลีกแว่นตาชั้นนำของไทยที่มีเครือข่ายกว่า 2,000 สาขา โดยใช้คำว่า ”สัดส่วนที่มีนัยสำคัญ” ในการบอกใบ้จำนวนหุ้นที่ซื้อจากแว่นท็อปเจริญ ซึ่งเป็นคำที่ไม่เคยใช้กับดีลใดที่ EssilorLuxottica ประกาศในเอเชีย

EssilorLuxottica เข้าซื้อกิจการหรือถือหุ้นในบริษัทแว่นตาและร้านค้าปลีกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกหลายครั้งในช่วงปี 2567–2569 ตัวอย่างสำคัญคือในมาเลเซียที่ EssilorLuxottica เข้าซื้อกิจการ A-Look ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มร้านแว่นตาใหญ่ที่สุดของประเทศเมื่อปี 2566 โดยดีลนี้ทำให้ EssilorLuxottica มีหน้าร้านกว่า 90 สาขา ภายใต้แบรนด์ A-Look, Seen และ OWL เพิ่มรอยเท้า footprint ของบริษัทในวงการค้าปลีกแว่นตาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ EssilorLuxottica อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ยังมีที่ญี่ปุ่น บริษัทในเครือ Luxottica Japan เข้าซื้อกิจการ Washin Optical Co., Ltd. หรือ Washin Optical ซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกแว่นตาในญี่ปุ่นที่มีสาขาประมาณ 70 แห่ง โดย EssilorLuxottica ระบุว่าดีลนี้มุ่งเน้นการสร้างสะพานเชื่อมวัฒนธรรมญี่ปุ่นกับแบรนด์ระดับโลก เช่น Ray-Ban และ Oakley

หากต่อจิ๊กซอว์หลายชิ้นเข้าด้วยกัน ภาพใหญ่ที่ออกมาจะพบว่า EssilorLuxottica มุ่งเน้นการขยายตัวใน APAC อย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านค้าปลีกที่บริษัทได้ซื้อหรือถือหุ้นในเครือข่ายร้านแว่นตาใหญ่ในประเทศเป้าหมายเพื่อเข้าใกล้ผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งการเน้นรูปแบบ partnership กับผู้เล่นท้องถิ่นที่แข็งแกร่งนี้จะแตกต่างจากกลยุทธ์การซื้อกิจการที่เกิดขึ้นในยุโรปและอเมริกาเหนือ ที่ EssilorLuxottica เดินหน้าซื้อบริษัทด้านเทคโนโลยีการแพทย์ (med-tech) และดาวรุ่งหลายรายในตลาดแว่นตาและเลนส์

วิสัยทัศน์ EssilorLuxottica ลูกครึ่งฝรั่งเศส-อิตาลี

ย้อนกลับไปในปี 2017 โลกได้เห็นข่าวดังเรื่องการควบรวมกิจการมูลค่า 4.6 หมื่นล้านยูโรระหว่าง Luxottica จากอิตาลี และ Essilor จากฝรั่งเศส ซึ่งได้สร้างบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านแว่นตาที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 1.5 หมื่นล้านยูโร โดยหลายปีที่ผ่านมา EssilorLuxottica ได้เปลี่ยนผ่านตัวเองจากเพียงบริษัทผู้ผลิตแว่นตา กลายมาเป็น “มหาอำนาจด้านเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์” อย่างเต็มตัว

Leonardo Del Vecchio ผู้ก่อตั้ง Luxottica ในวัย 81 ปี กล่าวถึง EssilorLuxottica ในเวลานั้นว่าในที่สุด ผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันอย่างกรอบแว่นและเลนส์ ก็จะถูกออกแบบ ผลิต และจัดจำหน่ายภายใต้บริษัทเดียวกัน ซึ่งการควบรวมกิจการของผู้นำในตลาดแว่นตามูลค่า 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในเวลานั้น มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการแว่นสายตาและแว่นกันแดดที่คาดว่าจะเติบโตสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากประชากรผู้สูงอายุทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นและความตระหนักรู้ด้านการดูแลสายตา ซึ่งปัจจุบันตลาดนี้เติบโตประมาณ 2 ถึง 4% ต่อปี และยังมีประชากรโลกอีกอย่างน้อย 2.5 พันล้านคนที่ประสบปัญหาด้านสายตาแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

การเกิดขึ้นของ EssilorLuxottica ยังช่วยขจัดความไม่แน่นอนเรื่องผู้สืบทอดตำแหน่งผู้บริหารของ Luxottica ซึ่งสูญเสียซีอีโอไปถึง 3 คนนับตั้งแต่ปี 2557 และช่วยลดความเสี่ยงจากการแข่งขันระหว่างทั้ง 2 บริษัทที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงหลายปีก่อนหน้านั้น

เวลานั้น ทั้ง Essilor และ Luxottica ต่างตั้งเป้าหมายที่จะขยายช่องทางอีคอมเมิร์ซเพื่อรับมือกับปัญหาการเติบโตของยอดขายที่ชะลอตัวและการแข่งขันจากคู่แข่งที่มีราคาถูกกว่า โดยคาดว่าการควบรวมกิจการจะช่วยเพิ่มกำไรจากการดำเนินงานได้ และทำให้คู่แข่งรายย่อยอื่นๆ ตามหลังทิ้งห่างไปไกลยิ่งขึ้น

ในช่วงแรก EssilorLuxottica มีพนักงานมากถึง 140,000 คน และมีสำนักงานใหญ่รวมถึงจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่กรุงปารีส โดย Del Vecchio เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของกลุ่มบริษัทใหม่ โดยถือหุ้นระหว่าง 31 ถึง 38 เปอร์เซ็นต์ผ่านบริษัท Delfin ของครอบครัว โครงสร้างการบริหารงานจะมีความซับซ้อน โดยคณะกรรมการ 16 คนจะแบ่งสัดส่วนของผู้บริหารจาก Essilor และ Luxottica อย่างเท่าเทียมกัน

ในวันนั้น Del Vecchio ดำรงตำแหน่งซีอีโอและประธานกรรมการบริหาร ฝั่ง Hubert Sagnieres ซีอีโอของ Essilor นั้นดำรงตำแหน่งรองประธานบริหารและรองซีอีโอ โดยทั้ง 2 คนได้บริหารงานร่วมกันและมีอำนาจเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นการยอมโอนอ่อนหลังจากก่อนหน้านี้ ทั้ง 2 บริษัทเคยเจรจาควบรวมกิจการกันในปี 2556 แต่ต้องยกเลิกไปเนื่องจากปัญหาด้านการกำกับดูแลการถือหุ้น ก่อนที่รูปแบบธุรกิจและกลยุทธ์ของทั้งคู่จะปรับเข้าหากันจนนำมาสู่การตกลงสำเร็จ

Leonardo Del Vecchio ผู้ก่อตั้งและประธานคนสำคัญของ Luxottica นั้นมีเกร็ดชีวิตน่าสนใจ จากบ้านเกิดที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ในครอบครัวยากจน หนุ่ม Del Vecchio เติบโตขึ้นในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย โดยได้ก่อตั้ง Luxottica ในโรงงานเล็ก ๆ ที่ Agordo ทางตอนเหนือของอิตาลี จากผลิตกรอบแว่นพลาสติกเพียงไม่กี่ชิ้น จึงได้พลิกโฉมอุตสาหกรรมแว่นตาจาก “เครื่องมือแก้ไขสายตา” ให้กลายเป็นสินค้าแฟชั่นระดับโลก

Del Vecchio ซื้อกิจการ Ray-Ban ได้ก่อนจะซื้อ Oakley และอีกหลายแบรนด์หรู จนสามารถเป็นผู้ผลักดันการควบรวมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง Luxottica กับ Essilor นำไปสู่การแจ้งเกิด EssilorLuxottica ซึ่งกลายเป็นบริษัทแว่นตาและเลนส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก น่าเสียดายที่ Del Vecchio เสียชีวิตไปในฐานะหนึ่งในมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดของอิตาลี และยังคงดำรงตำแหน่งประธาน (Chairman) ของ EssilorLuxottica อย่างแข็งขันแม้อายุ 87 ปี

หลังการเสียชีวิตในวันที่ 27 มิถุนายน 2565 ที่โรงพยาบาล San Raffaele Hospital ในเมือง Segrate ชานเมืองมิลาน ประเทศอิตาลีด้วยโรคปอดอักเสบ บริษัทได้แต่งตั้งประธานคนใหม่ Francesco Milleri ซึ่งเป็นผู้บริหารที่ Del Vecchio วางใจมากที่สุด และเคยรับช่วงต่อการบริหารงานประจำวันตั้งแต่ปลายปี 2563 นอกจากนี้ ยังมี Paul du Saillant ดำรงตำแหน่ง Deputy Chief Executive Officer รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทำงานคู่ขนานมาตลอด

กอดคอหนีคู่แข่งเอเชีย

แม้ EssilorLuxottica จะมีจุดแข็งด้านแบรนด์หรูทั้ง Ray-Ban, Oakley และนวัตกรรม wearable อย่าง Ray-Ban Meta และมีการรวบตึงทั้งการผลิตและค้าปลีก  แต่บริษัทถูกท้าทายหนักหน่วงในตลาดเลนส์ ยังมีผู้เล่นท้องถิ่นที่แข่งขันในศึกค้าปลีกด้านราคา ความเร็ว และการปรับตัวตามตลาดท้องถิ่น โดยแนวโน้มตลาดเอเชียปัจจุบันมีความโดดเด่นที่เซกเมนต์ myopia control (สายตาสั้นในเด็ก) และ blue-light protection (เลนส์ป้องกันแสงสีฟ้า) รวมถึงสินค้าราคาเข้าถึงได้

คู่แข่งระดับโลกที่แข็งแกร่งในเอเชียของ EssilorLuxottica คือ HOYA Corporation จากญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นคู่แข่งหลักอันดับต้นโดยเฉพาะด้านเลนส์คุณภาพสูง นอกจากนี้ยังมี Carl Zeiss AG / ZEISS Vision จากเยอรมนี ที่แข่งขันโดยตรงในตลาดพรีเมี่ยมเลนส์และอุปกรณ์ตรวจสายตา (optical instruments) โดย Carl Zeiss มีลูกค้าใช้งานแพร่หลายทั่วเอเชีย โดยเฉพาะในตลาดพรีเมี่ยมของญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้

หากมองที่คู่แข่งท้องถิ่นและภูมิภาคในเอเชียที่เน้นเรื่องราคาเข้าถึงง่าย EssilorLuxottica ต้องแข่งขันโดยตรงกับแบรนด์อย่าง JINS และ Owndays ผู้ค้าปลีกแว่นตาแบบ fast-fashion จากญี่ปุ่นที่เติบโตเร็วมากด้วยนวัตกรรมแว่นบางเบา ซึ่งสามารถให้บริการรวดเร็วทั้งตรวจตา และทำแว่นในเวลาเดียวกัน มีสาขาในหลายประเทศเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ขณะเดียวกันก็มี Lenskart ยักษ์ใหญ่ด้านค้าปลีกและ e-commerce แว่นตาในอินเดีย และร้าน Formosa Optical จากไต้หวันที่เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในเอเชีย มีส่วนแบ่งตลาดสูงในภูมิภาคไม่แพ้ผู้ผลิตจีน เช่น Jinshan Group, Bright Optical และผู้ผลิต OEM รายอื่นๆ

สำหรับตลาดเอเชียที่ยังคงกระจายตัวสูง EssilorLuxottica จึงมักสู้ด้วยการเลือกกลยุทธ์พันธมิตรหรือซื้อกิจการ เช่น ดีลซื้อ A-Look ในมาเลเซีย, Washin Optical ในญี่ปุ่น เพื่อขยายฐานลูกค้าโดยไม่ต้องสร้างใหม่จากศูนย์ และจะเป็นผลดีต่อการขยายฐานสินค้ากลุ่ม wearable technology เช่น แว่นอัจฉริยะ ต่อไป

ย้อนกลับมาที่ ดีล EssilorLuxottica และแว่นท็อปเจริญ สิ่งที่น่าสนใจของดีล EssilorLuxottica และแว่นท็อปเจริญ คือความแตกต่างจากดีลส่วนใหญ่ในเอเชียที่ EssilorLuxottica มักซื้อกิจการเต็มหรือถือหุ้นส่วนใหญ่ ยกเว้นแต่แว่นท็อปเจริญที่เป็นการเข้าถือ meaningful/significant stake แบบไม่เปิดเผยสัดส่วนแน่นอน ซึ่งดีลลักษณะนี้ยังไม่มีรายงานการซื้อหุ้นในประเทศอื่นในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย อินโดนีเซีย หรือเวียดนาม

สำหรับตลาดไทย ดีลนี้อาจเป็นการประกาศศักราชใหม่ของอุตสาหกรรมแว่นตา ด้วยการควบคุมห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมดในศูนย์กลางยุทธศาสตร์อย่างประเทศไทย เพราะ EssilorLuxottica สามารถรวบตึงในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดย EssilorLuxottica ซึ่งมีโรงงานผลิตเลนส์และกรอบแว่นในประเทศไทยอยู่แล้ว ตอนนี้สามารถควบคุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การผลิต การกระจายสินค้า ไปจนถึงการขายปลีกผ่านเครือข่ายแว่นท็อปเจริญ ที่ครอบคลุมทุกภูมิภาค ทุกจังหวัด

ก่อนหน้านี้ บริษัทต้องพึ่งพาผู้จัดจำหน่ายและร้านค้าปลีกอิสระเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคไทย แต่ด้วยการเป็นพันธมิตรกับ แว่นท็อปเจริญ บริษัทสามารถลดต้นทุนกลาง ลดเวลา lead time และควบคุมราคา-โปรโมชั่นได้โดยตรง ผลลัพธ์คือการสร้าง “one-stop ecosystem” ที่ผู้บริโภคสามารถซื้อแว่น Ray-Ban หรือ Oakley พร้อมเลนส์ Essilor ที่ผลิตในไทยได้ในสาขาเดียวกัน

สถานการณ์นี้อาจจะช่วยเพิ่ม margin ให้ EssilorLuxottica ในตลาดไทย ขณะเดียวกันก็ทำให้ แว่นท็อปเจริญ กลายเป็นสุดยอดแบรนด์ค้าปลีกแว่นตาที่คู่แข่งยากจะแทรกแซง

ที่มา Reuters 1, Reuters 2, EssilorLuxottica 1, EssilorLuxottica 2, EssilorLuxottica 3, Finance Yahoo, Porters Five Force