ภาพรวมนักศึกษาต่างชาติในไทย ปี 2566-2568 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างเห็นได้ชัด อ้างอิงข้อมูลกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พบว่า
ปี 2566 ประมาณ 40,560 คน
ปี 2567 ประมาณ 42,800 คน
ปี 2568 มีประมาณ 48,000 คน (ข้อมูล ณ ภาคเรียนที่ 1/2568)
จำนวนนักศึกษาแยกตามสัญชาติ 10 อันดับแรก ได้แก่
อันดับ 1 จีน 24,711 คน
อันดับ 2 เมียนมา 15,242 คน
อันดับ 3 บุคคลไร้สัญชาติ 2,094 คน
อันดับ 4 กัมพูชา 1,541 คน
อันดับ 5 ลาว 962 คน
อันดับ 6 เวียดนาม 790 คน
อันดับ 7 อินโดนีเซีย 706 คน
อันดับ 8 ฟิลิปปินส์ 658 คน
อันดับ 9 อินเดีย 545 คน
อันดับ 10 ไนจีเรีย 528 คน
เมียนมา–จีน–ลาว อัตรานักศึกษาเข้าใหม่สูงสุด นิยมเรียน ม.เอกชน
ทั้งนี้ สำหรับนักศึกษาเข้าใหม่ที่มีจำนวนสูงสุด 3 อันดับแรก (ข้อมูลภาคเรียน 1 ปี 2568) ได้แก่
1.เมียนมา นิยมเรียนที่ : ม.อัสสัมชัญ, ม.เกริก และ ม.รังสิต
2.จีน นิยมเรียนที่ : ม.เกริก, ม.ธุรกิจบัณฑิต และ ม.อัสสัมชัญ
3.ลาว นิยมเรียนที่ : ม.กรุงเทพ, ม.มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์
วิเคราะห์ทำไมจีน–เมียนมา ชอบเรียนในไทย
ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของนักศึกษาจีนและเมียนมาในไทยไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากปัจจัยทางโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่ผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็น “จุดหมายปลายทางทางเลือก“ (Preferred Destination) ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค
1. นักศึกษาจีน : การหนีจากสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง (The Neijuan Escape)
สำหรับชาวจีน ไทยไม่ใช่แค่ที่เที่ยว แต่คือ “โอกาสที่เข้าถึงได้” (Affordable Luxury Education)
- สภาวะ Neijuan (การแข่งขันที่หนักหน่วง) ในจีนมีการแข่งขันสอบเข้ามหาวิทยาลัย (Gaokao) และการหางานที่สูงมาก นักศึกษาหลายคนจึงเลือกมาเรียนที่ไทยซึ่งกดดันน้อยกว่า แต่ได้ใบปริญญาที่รับรองในระดับสากล
- หลักสูตรภาษาจีนและระบบ “ไทย–จีน Gateway” มหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่ง (เช่น ม.เกริก, ม.ธุรกิจบัณฑิต) มีความร่วมมือกับจีน และมีหลักสูตรที่สอนด้วยภาษาจีนหรือมีล่ามช่วยในช่วงแรก ทำให้กำแพงด้านภาษาลดลง
- ความคุ้มค่า (Value for Money) ค่าเทอมและค่าครองชีพในไทยถูกกว่าการไปเรียนที่ยุโรปหรืออเมริกามาก แต่ได้ไลฟ์สไตล์ที่ใกล้เคียงกัน มีห้างสรรพสินค้าและอาหารที่ถูกปาก
- เป้าหมายการทำงานใน EEC ทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทยมหาศาล (โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมในระยอง–ชลบุรี) นักศึกษาที่เรียนในไทยจึงมีคอนเนกชั่นและโอกาสถูกจ้างงานในบริษัทจีนที่ตั้งอยู่ในไทยทันทีที่เรียนจบ
2. นักศึกษาเมียนมา : ความจำเป็นทางการเมืองและทางเลือกใหม่ (The Survival & Quality Choice)
กรณีของเมียนมา ปัจจัยหลักการเข้ามาเรียนในไทย มาจากสถานการณ์ภายในประเทศที่รุนแรงขึ้นในช่วง 2-3 ปีนี้
- สถานการณ์ความไม่สงบในประเทศ ปัญหาการเมืองในเมียนมาทำให้ระบบการศึกษาภายในสั่นคลอน มหาวิทยาลัยหลายแห่งปิดตัวหรือคุณภาพลดลง ทำให้เยาวชนต้องมองหาที่เรียนในต่างประเทศเพื่อความปลอดภัยและอนาคตที่มั่นคง
- ความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม ไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน การเดินทางสะดวก โดยเฉพาะในแถบภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ทำให้ความรู้สึกแปลกถิ่นน้อยลง
- ใบเบิกทางสู่ตลาดแรงงานสากล นักศึกษาเมียนมาส่วนใหญ่นิยมเรียนหลักสูตรนานาชาติ (International Program) เพราะต้องการทักษะภาษาอังกฤษเพื่อไปทำงานในองค์กรระหว่างประเทศ (NGOs) หรือบริษัทข้ามชาติในอนาคต ซึ่งมหาวิทยาลัยในไทยมีหลักสูตรเหล่านี้ในราคาที่พวกเขาจ่ายไหว
- ชุมชนชาวเมียนมาในไทย ความแข็งแกร่งของชุมชนเมียนมาในไทยช่วยให้นักศึกษาใหม่ปรับตัวง่าย มีรุ่นพี่คอยแนะนำสถาบันการศึกษา ทำให้เกิดกระแสการบอกต่ออย่างรวดเร็ว
ทำไมต้องเรียนที่ “ไทย” เท่านั้น?
นอกจากปัจจัยเฉพาะสัญชาติแล้วประเทศไทยยังมีจุดแข็งที่ดึงดูดทั้งสองกลุ่มคือ
- ความเป็นมิตรและเสรีภาพ ไทยขึ้นชื่อเรื่องความเปิดกว้างทางวัฒนธรรมและศาสนา ทำให้นักศึกษาต่างชาติรู้สึกปลอดภัยและไม่ถูกเหยียดเชื้อชาติเท่ากับในบางประเทศ
- Smart Visa และนโยบายดึงดูด รัฐบาลไทยมีนโยบายผลักดันให้ไทยเป็น Education Hub ทำให้การขอวีซ่านักศึกษาทำได้สะดวกขึ้น
- ความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก ระบบสาธารณสุขและเทคโนโลยีในไทยอยู่ในระดับแนวหน้าของอาเซียน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ปกครองใช้ตัดสินใจส่งบุตรหลานมาเรียน





