หากพูดถึงโลกของธุรกิจสื่อและความบันเทิง แน่นอนว่ามีแฟรนไชส์มากมายที่ประสบความสำเร็จระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ การ์ตูนชื่อดัง หรือแบรนด์ของเล่นที่อยู่มานานหลายรุ่น แต่ใครจะไปคิดว่า Pokémon (โปเกมอน) ที่เพิ่งมีอายุเพียง 30 ปี กลับเป็น IP ที่มีรายได้รวมสูงสุดในปัจจุบัน กลายเป็นอาณาจักรมูลค่าแตะ 150,000 ล้านดอลลาร์ อะไรทำให้ Pokémon ประสบความสำเร็จได้มากกว่าบาง IP ที่อยู่มานาน ไปวิเคราะห์กัน
จากเกม สู่จักรวาลที่ขยายไม่สิ้นสุด
ใครที่เป็นแฟน Pokémon น่าจะรู้จักกับผู้ให้กำเนิดอย่าง ซาโตชิ ทาจิริ (Satoshi Tajiri) ที่เพื่อน ๆ เรียกว่า Dr. Bug เพราะหมกมุ่นกับการจับแมลงอยู่ตลอดเวลา และความชื่นชอบในวัยเด็กนั้นเอง ได้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาพัฒนาเกม Pokémon หลังจากที่เขาได้เห็น Link Cable ของ Game Boy ที่เชื่อมเครื่องสองเครื่องเข้าหากันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลได้
หากพูดกันในแง่จิตวิทยา สิ่งที่ทำให้ Pokémon ไม่ใช่แค่เกมหรือสินค้า แต่กลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมคือ ความสามารถในการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในหลายมิติพร้อมกัน เพราะมนุษย์มีแรงดึงดูดโดยธรรมชาติต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ Pokémon ตอบสนองสัญชาตญาณนี้ผ่านการเลี้ยงดู ฝึกฝน และสร้างสายสัมพันธ์กับตัวละครสมมติ
ขณะที่โครงสร้างการเดินทางในเกมก็ตอบสนองสัญชาตญาณนักล่า-นักเก็บของที่ฝังอยู่ในยีนมนุษย์มาแต่กำเนิด และระบบการต่อสู้และแลกเปลี่ยนผ่าน Link Cable ก็เปลี่ยนประสบการณ์การเล่นคนเดียวให้กลายเป็นกิจกรรมทางสังคมในทันที
กลยุทธ์ Cross-media ที่จุดกระแสไปทั่วโลก
จุดสำคัญที่ทำให้ Pokémon แตกต่างจากเกมทั่วไปคือ กลยุทธ์ Cross-media โดยออกมังงะตามออกมาช่วงเดือนพฤศจิกายน 1996 และปล่อยอนิเมะในเดือนเมษายน 1997 ซึ่งอนิเมะนี่แหละที่เป็นตัวจุดกระแสให้โปเกมอนกลายเป็นปรากฏการณ์ไปทั่วโลก จากนั้น Pokémon ก็ถูกต่อยอดไปสู่สินค้า Merchandise อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นของเล่น การ์ดเกม ไปจนถึงสินค้าในชีวิตประจำวัน ทุกองค์ประกอบถูกเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
แม้ว่า Pokémon จะมีต้นกำเนิดจากเกม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทของอนิเมะ จากที่เป็นตัวเสริม กลับกลายเป็น กระดูกสันหลัง ที่แท้จริงของแฟรนไชส์ เพราะตลอด 25 ปี (1997–2023) ตัวละครอย่าง ซาโตชิ (หรือ Ash Ketchum) ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างแฟนทุกรุ่น และอนิเมะยังถูกออกแบบให้ซาโตชิค่อย ๆ พัฒนาฝีมือแต่ต้องเผชิญความพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่าจะชนะ League ครั้งแรกได้ในปี 2019 ที่ Alola League และต้องรอจนถึงปี 2023 จึงได้เป็น World Champion เพราะตราบใดที่เขายังไม่บรรลุเป้าหมาย แฟน ๆ ก็จะยังติดตามต่อไป นั่นคือการออกแบบความผูกพันระยะยาวที่ชาญฉลาด
นอกจากนี้ อนิเมะยังถูกออกแบบให้ซิงค์กับเกมหลักทุกรุ่น โดยให้ซาโตชิเดินทางไปในภูมิภาคเดียวกับเกมที่วางจำหน่าย ทำให้ผู้ชมอนิเมะกลายเป็นผู้ซื้อเกม และผู้เล่นเกมกลายเป็นผู้ชมอนิเมะ วงจรนี้ดำเนินมากว่า 25 ปีโดยไม่สะดุด
Andy Gose ผู้อำนวยการอาวุโสด้านสื่อของ The Pokémon Company กล่าวกับ Variety ว่า ซาโตชิ และ พิคาชู (Pikachu) สร้างผลเอฟเฟกต์ข้ามรุ่นที่แท้จริง ผู้คนเติบโตมาพร้อมกับพวกเขา แล้วนำมันส่งต่อให้ลูกและหลาน และแม้ในปี 2023 ที่ซาโตชิบรรลุความฝันในการเป็น World Champion แฟรนไชส์ก็เปลี่ยนผ่านสู่ตัวละครใหม่อย่าง ลิโกะ (Liko) และ รอย (Roy) ใน Pokémon Horizons อย่างราบรื่น แสดงให้เห็นว่า Pokémon ไม่ได้ยึดติดกับสูตรเดิม แต่รู้จักเวลาที่ต้องก้าวไปข้างหน้า
วงจรที่ออกแบบจับกลุ่มผู้บริโภคไว้ทุกกลุ่ม
แฟรนไชส์ Pokémon ไม่ใช่แค่ว่ามีหลายช่องทางรายได้ แต่คือทุกช่องทางช่วยเสริมกัน และนำรายได้นำกลับไปสร้างเกมใหม่ วนซ้ำไม่รู้จบ อีกปัจจัยที่ทำให้วงจรนี้ไม่มีวันหมดพลังก็คือ จำนวนตัวละครมากกว่า 1,000 สายพันธุ์ ไม่ว่าคุณจะชอบแบบน่ารัก เท่ แปลก หรือน่ากลัว ก็หา Pokémon ที่ใช่ได้เสมอ ความหลากหลายนี้คือแรงจูงใจในการสะสมที่ลึกที่สุดในโลกธุรกิจบันเทิง
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจหากแหล่งรายได้ที่แท้จริงกลับมาจากสินค้าลิขสิทธิ์เป็นหลัก ไม่ใช่รายได้จากวิดีโอเกม ที่แม้จะเป็นจุดเริ่มต้น และขายได้กว่า 480 ล้านชุด (ข้อมูล ณ ธันวาคม 2023) ก็ตาม แต่ขุมทรัพย์จริง ๆ อยู่ที่ตุ๊กตา ฟิกเกอร์ เสื้อผ้า และโดยเฉพาะการ์ด TCG ที่กำลังบูมอยู่ในปัจจุบัน
ที่ผ่านมา Pokémon TCG มียอดการผลิตสะสมแตะ 75,000 ล้านใบ (ข้อมูล ณ มีนาคม 2025) และสิ่งที่ทำให้มันต่างจากคู่แข่งคือระบบ Rotation ที่หมุนเวียนการ์ดออกจากฟอร์แมตแข่งขันทุกปี ซึ่งไม่เพียงรักษาความสดใหม่ของเกม แต่ยังเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่สร้างรายได้สม่ำเสมอ เพราะผู้เล่นต้องอัปเดตสำรับอยู่ตลอดเวลา
นอกจากนี้ Pokémon TCG ยังใส่การ์ดแรร์ กลไกนี้สร้างแรงจูงใจในการกลับมาซ้ำ ๆ ที่ทรงพลังมาก ซึ่งปัจจุบัน การ์ด Pikachu Illustrator (PSA 10) ได้กลายเป็นการ์ดที่แพงที่สุดในโลก มีมูลค่ากว่า 550 ล้านบาท รวมถึงสโลแกน Gotta Catch ‘Em All! ยังดึงสัญชาตญาณที่ต้องการความสมบูรณ์ของมนุษย์ออกมาได้อย่างแม่นยำ แม้ว่าทุกวันนี้จะมี Pokémon มากกว่า 1,000 สายพันธุ์ แม้ว่าแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะสะสมครบ แต่แรงขับนั้นก็ยังคงอยู่
จะเห็นว่า Pokémon มีคอนเทนต์และช่องทางสร้างรายได้มหาศาล และแพลตฟอร์มยังถูกออกแบบให้รองรับกลุ่ม ผู้บริโภคที่ต่างกัน เด็กเล็กเริ่มจากของเล่นและอนิเมะ ก่อนจะค่อย ๆ เติบโตสู่เกมและการ์ด TCG วงจรนี้ทำให้ Pokémon มีรายได้จากผู้บริโภคกลุ่มเดิมตลอดช่วงชีวิต
พัฒนาไปพร้อมแฟน ๆ
ย้อนไปในปี 2016 Niantic ร่วมกับ Nintendo และ The Pokémon Company ได้เปิดตัว Pokémon GO เกมมือถือแนว Augmented Reality (AR) โดยผสมผสานโลกเสมือนจริงเข้ากับสถานที่จริงโดยใช้ GPS และกล้องถ่ายรูป ผู้เล่น (เทรนเนอร์) ต้องเดินไปสถานที่ต่าง ๆ เพื่อค้นหา จับ ฝึกฝน และต่อสู้กับโปเกมอน
Pokémon GO ถือเป็นเกมที่ปฏิวัติวงการเกมมือถือด้วยการเชื่อมโยงโลกจริงและโลกเสมือนเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดกระแสผู้เล่นออกไปทำกิจกรรมทางกายและสำรวจสถานที่ใหม่ ๆ ทั่วโลกเพื่อตามหา Pokémon และได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ดึงผู้คนออกจากบ้าน ยืนรวมกันในสวนสาธารณะ และคุยกับคนแปลกหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกอินเทอร์เน็ตทำให้หายากขึ้นทุกวัน เกมถูกดาวน์โหลดกว่า 1,000 ล้านครั้ง และสร้างรายได้จากผู้เล่นรวมกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เปิดตัว
นอกจากนี้ Pokémon GO ยังเปรียบเสมือนตัวจุดไฟให้กับแฟน ๆ ที่เคยเติบโตมากับ Game Boy ได้กลับมามีไฟกับเกมอีกครั้ง ดังนั้น Pokémon GO จึงเลือกเปิดตัวในวันครบรอบ 20 ปีของแบรนด์นั่นเอง
โครงสร้างที่แข็งแกร่ง เบื้องหลังความสำเร็จ
เบื้องหลัง Pokémon คือ The Pokémon Company ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง Nintendo, Game Freak และ Creatures Inc. โครงสร้างนี้ทำให้สามารถควบคุมแบรนด์ได้อย่างเป็นหนึ่งเดียว มีกลยุทธ์ระยะยาวที่ชัดเจน และไม่กระจายลิขสิทธิ์ออกไปจนเสียการควบคุม ต่างจาก IP อย่าง Marvel หรือ Star Wars ที่ถูกซื้อกิจการโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ ซึ่งหลายคนมองว่าทำให้เอกลักษณ์ดั้งเดิมเจือจางลงบางส่วน ซึ่งเป็นสิ่งที่ IP หลายรายไม่สามารถทำได้
สรุป Pokémon ไม่ได้เป็น IP ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกเพราะกระแสเพียงชั่วคราว แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่างความคิดสร้างสรรค์ที่หยั่งรากมาจากประสบการณ์จริงของผู้สร้าง กลไกทางจิตวิทยาที่เข้าใจธรรมชาติมนุษย์อย่างลึกซึ้ง อนิเมะที่ทำหน้าที่เป็นสะพานข้ามรุ่น และโมเดลธุรกิจที่ออกแบบให้ทุกองค์ประกอบเสริมกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
finetoys / fandom.com / pocketmonsters.net / pokebeach.com / gameworldobserver









